Movie

 

Disclaimer: เอนทรี่นี้มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องส่วนสำคัญของภาพยนตร์อย่างไม่เกรงใจผู้อ่าน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องย่อ 

คุณปู่คาร์ล เฟรดริกเซน ชายชราอายุ 78 ปี ตัดสินใจดัดแปลงบ้านไม้ของตนเองให้กลายเป็นเรือเหาะพลังลูกโป่งอัดฮีเลียม หักหางเสือสู่ทวีปอเมริกาใต้แดนลับแล เพื่อหนีจากชีวิตที่ไร้ญาติขาดมิตรและจืดชืดภายหลังจากที่คุณย่าเอลลี ภรรยาสุดที่รักเสียชีวิตไป และเพื่อสานต่อสัญญาชั่วชีวิตระหว่างเขาและเอลลีที่ว่าจะออกผจญภัยไปด้วยกัน โดยมีเพื่อนร่วมทางจำเป็นคือรัสเซลล์ ลูกเสือน้อยบอยสเกาท์วัยใสอายุ 8 ขวบ ที่เข้าหาตาเฒ่าขี้ยัวะคนนี้เพราะต้องการลายเซ็นของปู่แกไปรับเข็มกลัดบำเพ็ญประโยชน์ของลูกเสือชิ้นสุดท้าย การผจญภัยของทั้งสองนำมาซึ่งอุปสรรคและบทเรียนของชิวิตมากมาย...ในนามแห่ง "การผจญภัย"

 

ใครเป็นคนตั้งชื่อไทยว่า "ปู่ซ่าบ้าพลัง" ฟระ?

บทนำ [UP]

จากการความใฝ่ฝันที่ท้าทายกำแพงอันสูงลิบใน Ratatouille, บทโรแมนติกของหุ่นยนต์ที่มีนัยเสียดสีมนุษย์ยุคบริโภคนิยมใน Wall-E, งานอนิเมชั่นระดับสุดยอดของพิกซาร์ยังคงเกาะมาตรฐานเดิมได้อย่างเหนียวแน่นทั้งในแง่ของมุขตลกและความคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังไม่ลืมที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อให้บทภาพยนตร์ของพวกเขามีสาระที่ลุ่มลึกมากขึ้นเรื่อยๆ จนแม้ในขณะที่ผู้ชมวัยเด็กกำลังหัวเราะอย่างสนุกสนาน ก็อาจมีผู้ใหญ่หลายคนปาดน้ำตาด้วยความซาบซึ้งอยู่ข้างๆ

UP อาจทำให้เด็กเล็กถึงวัยรุ่นเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจมุมมองของ "ผู้ใหญ่งี่เง่า" บางคน ในขณะเดียวกันก็กระตุกเตือนให้หัวใจของผู้ใหญ่หวนรำลึกถึงสิ่งสำคัญที่เขาทำตกหาย จนอาจทำให้เขากลายเป็นคน "งี่เง่า" ไปโดยไม่รู้ตัว

แค่ชื่อเรื่อง [UP] ซึ่งเป็นคำที่ "ติดบวก" สุดๆ เพียงคำเดียว ก็มีนัยมากมาย แฝงไว้อย่างน่าคิด

รัสเซลล์เป็นตัวแทนของเด็กเล็ก ซึ่งล้วนต้องการที่จะ grow UP (เติบโต) และ look UP to someone (ชื่นชมใครสักคน)

และปู่คาร์ลซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ ก็ต้องการที่จะ head UP (ภาคภูมิใจ) และ raise UP their spirits (ปลุกเร้าจิตวิญญาณ)

ความปรารถนาที่จะ UP ของทั้งรัซเซลล์และคาร์ล ถูกผูกติดและโยงร้อยกันเอาไว้ ณ ปลายลูกโป่งหลากสีสัน ... ล่องลอย "ขึ้น" ไปบนท้องฟ้าสีคราม...

 

 


 

[บ้าน: คำมั่นสัญญา]

บ้าน เป็นนัยสัญลักษณ์ประจำตัวของปู่สุดซ่า และเป็นสัญลักษณ์ชิ้นสำคัญที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งถูกนำมาใช้ซ้ำนำเสนอได้ตลอดทั้งเรื่อง บ้านไม้เก่าคร่ำคร่ามีกลิ่นอายของคุณย่าเอลลี ข้าวของเครื่องใช้ของทั้งสอง และเป็นของดูต่างหน้าความทรงจำกว่า 70 ปีของคุณปู่คาร์ล ถือกำเนิดใหม่เป็นครั้งที่สองในชีวิตของมัน เพื่อไล่ตามความฝันที่ไม่เคยถูกเติมเต็ม คาร์ลพาวิมานลอยหลังนี้มุ่งสู่อเมริกาใต้ด้วยความนัยว่าเพื่อพา "เอลลี" ออกไป "ผจญภัย" ด้วยกันตามคำมั่นสัญญา

ออกเดินทางไม่เท่าไร คาร์ลก็พบว่าบ้านหลังเดิมบนท้องฟ้าไม่อาจต้านพายุฝนได้ดีเท่ากับเมื่อครั้งที่มันยังอยู่บนพื้นดิน ในขณะนั้นอะไรบางอย่างก็ "สั่นไหว" ไปพร้อมกับตัวบ้าน ปู่คาร์ลได้แต่พะวักพะวนอยู่กับการรักษาถ้วยชามแห่งความทรงจำไม่ให้แตกสลาย และปล่อยให้นักบินมือใหม่อย่างรัสเซลล์คอยรับมือกับลมมรสุม

ลางร้ายส่อเค้าท่ามกลางฝนซัดกระหน่ำ แต่กระนั้นสายตาฟางของคาร์ลก็ยังคงจับจ้องอยู่แต่กับตัวบ้านและตัวบ้าน...

 


 

[เข็มกลัด: เป้าหมาย]

สายสะพายเข็มกลัดบำเพ็ญประโยชน์ของลูกเสือเป็นนัยสัญลักษณ์ประจำตัวของรัสเซลล์ "เด็กน้อยตามตำรา" ผู้พึ่งพาแต่ความรู้จากหนังสือคู่มือแม้กระทั่งในการกล่าวทักทาย

ความรู้ อุปกรณ์เสริม และลำดับขั้นตอนมากมายในคู่มือของรัสเซลล์ไม่ค่อยมีบทบาท แต่ก็เพียงพอที่จะสื่อกับคนดูได้ตามสาร เป้สนามใบโตของรัสเซลล์ถูกกล่าวถึงน้อยมาก เป็นนัยว่ามันไม่แทบเคยมีประโยชน์กับการเดินทางภาคปฏิบัติ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะรัสเซลล์ยังอ่อนประสบการณ์เกินกว่าที่จะงัดมันออกมาใช้ได้ตามสถานการณ์ อีกทั้งเด็กน้อยเองก็ยังอุ้ยอ้ายจนต้องอายคุณปู่คาร์ลที่ฟิตปั๋ง และัแน่ไม่แพ้เด็กปอสี่

ซึ่งขัดแย้งเหลือเกิน กับสายสะพายของรัสเซลล์ที่ประดับประดาไปด้วยเข็มกลัดรับรองวิทยฐานะนับสิบๆ ชิ้น...

สิ่งที่ขาดหายไปสำหรับรัสเซลล์ มีเพียง "การช่วยเหลือคนชรา" เท่านั้นจริงหรือ?

รัสเซลล์ซึ่งยังไม่รู้ถึงเรื่องราวที่ผิดพลาดของตัวเอง เดินตามปู่คาร์ลไปต้อยๆ อย่างสงบเสงี่ยม...

 


 

[บ้าน: ความผูกพัน]

ทุกครั้งที่บ้านของปู่คาร์ลประสบอุปสรรค ลูกโป่งหลากสีจะแตกกระจายดังโป้งป้าง บ้านของปู่ก็ลดระดับลงเรื่อยๆ ขมวดเวลาแห่งการผจญภัยของคาร์ลและเอลลี่ให้สั้นลงทุกที คาร์ลเห็นดังนั้นก็ได้แต่เร่ง...เร่งฝีเท้าเพื่อนำบ้านและคุณเอลลี่ไปสู่จุดหมายก่อนที่เวลานั้นจะมาถึง...แต่เขายังคงไม่รู้ตัวว่ามีอะไรที่ผิดพลาดไปอย่างมหันต์ในเรื่องราวของตัวเอง

เมื่อใกล้ถึงจุดหมาย คาร์ลและรัสเซลล์พบกับ ชาร์ลส์ มึนทซ์ อดีตนักผจญภัยมีชื่อ ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่คาร์ลและเอลลีเสมอมา พร้อมกับเรือเหาะคู่ใจของมึนทซ์นาม Spirit of Adventure (จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย) มึนทซ์ตามล่านกหายากเพียงตัวเดียวบนแผ่นดินร้างผู้คนนี้มาหลายสิบปีเพื่อเกียรติยศในฐานะนักสำรวจ คาร์ลพบว่าฮีโร่ในดวงใจของเขาหมกมุ่นอยู่กับการออกผจญภัยจนเสียสติ และคลุ้มคลั่งหมายจะเอาชีวิตเขา คาร์ลและรัสเซลล์เผ่นหนีออกจาก [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] มึนทซ์ไล่ตามคาร์ลได้ทันและเผาบ้านของคาร์ลเสียบางส่วน พร้อมทั้งลักพาตัวนกหายากที่อยู่กับคาร์ลไป

การผจญภัยที่เป็นความใฝ่ฝันของเขาและภรรยาเปลี่ยนแปลงมนุษย์ไปได้ถึงเพียงนี้? หนทางที่คาร์ลกำลังเดินอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วจริงหรือ? แล้วเอลลี่เล่า...เอลลี่ต้องการเช่นนี้จริงๆ หรือ?

 

มึนทซ์ทำเพื่อกู้เกียรติยศที่เหลือเพียงธุลี คาร์ลทำเพื่อความฝันที่ไม่มีวันหวนกลับ

ในขณะที่มึนทซ์ทำร้ายจิตใจของคาร์ลอย่างร้ายกาจ คาร์ลก็ทรยศรัสเซลล์ได้อย่างแสนสาหัส

... เขาสองคนต่างกันที่ตรงไหน?

 

ความขัดแย้งเด่นชัดขึ้นท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ แต่กระนั้นมือไม้เหี่ยวยานของคาร์ลก็ยังง่วนอยู่กับการช่วยเหลือบ้านแสนรักของเขา...

 

 

[เข็มกลัด: เครื่องประดับ]

ภายหลังมึนทซ์จากไป รัสเซลล์ผู้ผิดหวังในตัวคาร์ล ได้เหวี่ยงสายสะพายติดเข็มกลัดซึ่งเป็นนัยสัญลักษณ์ประจำตัวทิ้งลงกับพื้น เขาได้เรียนรู้มามากเกินพอจากชายชรางี่เง่าทั้งสองคน...เกินพอเสียจนเกินจะทน เด็กน้อยประกาศก้อง

 

"ผมไม่เอาไอ้นี่แล้ว!"

 

รัสเซลล์เติบโตขึ้นมาก เขารู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร อีกทั้งแยกแยะได้ว่าเวลาไหนเป็นเวลาที่ควรทิ้งอะไรไว้เพื่อรักษาสิ่งใด และนั่นคือจิตใจของนักผจญภัยโดยแท้ ที่จะยอมละทิ้งสัมภาระบางอย่างไว้กลางทางเพื่อรักษาชีวิต วินาทีนั้นเด็กน้อยสำนึกถึงความผิดพลาดลำดับแรกของตนเองที่คิดออกผจญภัยเพื่อเอาอะไรบางอย่างกลับไป เขาคิดถูก มิฉะนั้นในที่สุดเขาก็จะกลายเป็นเพียง "นักล่า" และผู้ใหญ่งี่เง่าอย่างมึนทซ์

เข็มกลัดทั้งพวงนั้นท่าทางจะหนักอยู่ไม่น้อย บางทีที่รัสเซลล์ดูคล่องแคล่วขึ้นในช่วงหลัง อาจเป็นเพราะเขาได้กำจัด "น้ำหนักถ่วง" ออกไปพ้นร่างกายแล้วก็เป็นได้

เบาโปร่ง โล่งสบาย...ยิ่งกว่าลูกโป่งนับพัน

 

 

[บ้าน: สัมภาระ] 

รัสเซลล์ทิ้งเข็มกลัดและไล่ตามมึนทซ์ไป แต่คาร์ลกลับนั่งจับเจ่าอยู่ในบ้าน...บ้านเก่าที่แสนคุ้นเคย บ้านเหาะพลังลูกโป่งลอยฟ้า...บ้านวิเศษที่พาเขาบินหนีจากอเมริกา ... เพื่อมาขังตัวเองซ้ำซากอยู่บนทวีปอเมริกาใต้

ภายหลังจากได้อ่าน "บันทึกการผจญภัย" ของคุณเอลลี่ คาร์ลก็ตระหนักถึงความผิดพลาดของเรื่องราวในส่วนของเขา

 




"การผจญภัยของคุณเอลลี่" คือการได้พบกับคาร์ล ตกหลุมรัก แต่งงาน ใช้ชีวิตคู่อย่างเรียบง่าย ตื่นรับวันใหม่โดยมีคาร์ลอยู่เคียงข้าง ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดหลายสิบปี แม้จะไม่ได้ไปบุกป่าฝ่าดงที่อเมริกาใต้ แต่ชีวิตที่ร่าเริืงสดใสของเธอทั้งหมดนั้นคือการผจญภัย คือช่วงเวลาที่เธอภาคภูมิใจเป็นที่สุด

 

"ขอบคุณที่ผจญภัยร่วมกันมา ต่อไปเป็นตาของเธอแล้วนะที่จะออกผจญภัยครั้งใหม่ -- เอลลี่"

 

 

คาร์ลได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากประโยคเพียงสั้นๆ นั้น เป็นต้นว่าการผจญภัยเป็นประสบการณ์ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ จึงไม่มีใครออกผจญภัยแทนกันได้ และหากไม่ยอมละวางอะไรบางอย่างเพื่อจากมา เราก็ไม่อาจออกผจญภัยแม้เพียงก้าวเดียว

ปู่คาร์ลเพิ่งจะเข้าใจว่า การที่เขาพาบ้านและทุกสิ่งในชีวิตของเขาติดตัวมาผจญภัยด้วยเป็นเรื่องโง่อย่างยิ่ง เขาไม่เคยออกผจญภัยเลย เพียงแต่ขังตัวเองอยู่ในคุกที่เขาเรียกว่าบ้าน และจนถึงตอนนี้เขาไม่เคยเดินไปที่ไหนเลยเพราะมัวแต่เฝ้ารักษาสัมภาระขนาดยักษ์ที่เขาเรียกว่าบ้าน

คาร์ลลากจูงบ้านมาจนถึงที่หมา่ย? ... ตรงกันข้าม เป็นบ้านต่างหากเล่า ที่คอยล่ามรั้งคาร์ลเอาไว้ตลอดมา และในขณะที่บ้านมีอิทธิพลเหนือคาร์ล น้ำหนักของมันก็ได้กดทับตัวตนของเขาไว้ คาร์ลไม่้เคยเป็นนายของตัวเอง ดังนั้นแม้จะเป็นนายของสุนัขสักตัว เขาก็ยังทำไม่ได้

 



บทสรุป [Spirit of Adventure]

คาร์ลตื่นจากความฝันของเอลลี และตัดสินใจเหวี่ยงข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านทิ้งไปทั้งหมด บ้านลอยฟ้าที่ปลอดสัมภาระจนเบาหวิวกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง คราวนี้คาร์ลเป็นนายเหนือตัวเองและบ้าน เขาบังคับบ้านไล่กวดเรือเหาะ [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] ไป คาร์ลเข้าสมทบกับรัสเซลล์ หยุดยั้งมึนทซ์เอาไว้ได้ และช่วยชีวิตนกที่ถูกลักพาไปได้อย่างงดงาม

เหตุการณ์ชุลมุนพาคาร์ลและรัสเซลล์ขึ้นไปอยู่บนเรือเหาะของมึนทซ์ เขาสองคนกลับบ้านพร้อมกับ [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] และปล่อยวาง [ความทรงจำของเอลลี] ไว้...ให้พักผ่อนอย่างสงบ บนดินแดนลับแลที่เธอเฝ้าใฝ่ฝัน

คาร์ลกลับมาใช้ชีวิตอย่างธรรมดาในเมือง แต่ทุกวันของเขานับจากนี้ไปจะเป็นการผจญภัย นั่นเป็นเพราะ [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] ที่สูญหายไปเนิ่นนานได้กลับมาสถิตอยู่ในหัวใจของชายชราอีกครั้ง และแม้จะอยู่ห่างไกลเกินเอื้อมคว้า แม้ไม่อาจมองเห็นด้วยตา แต่คาร์ลก็รู้ดีว่า [ความทรงจำของเอลลี่] ก็จะยังคงสถิตอยู่ ณ ที่นั่น...เหนือธารน้ำตกที่สูงราวกับว่าจะนำทางไปถึงสรวงสวรรค์...ตราบจนชั่วนิรันดร

 


 --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

EDIT: เพิ่มเติม ในส่วนของตัวร้าย ชาร์ลส์ มึนทซ์ นั้น มีนัยสัญลักษณ์ประจำตัวคือ "สุนัข" ซึ่งสื่อถึงนักล่า (hunter) ที่ไม่เลือกวิธีการ และสามารถเฝ้ารออยู่ที่เดิมนิ่งๆ ได้นานเท่านานเพื่อเหยื่อที่หมายตาไว้ บทวิเคราะห์หลักด้านบนกล่าวว่าการออกผจญภัยโดยยึดติดกับเป้าหมายแรกมากจนเกินไป ทำให้มึนทซ์เปลี่ยนแปลงจาก "นักสำรวจ" ไปเป็น "นักล่า" ในที่สุด

เราอาจเปรียบเทียบ "ปริมาณ" ความเป็นนักล่าของมึนทซ์ได้จากจำนวนสุนัขของเขาที่เพิ่้มขึ้นตามเวลา (ก่อนที่เขาจะหายตัวไปจนถึงเวลาที่ได้พบกับคาร์ล) และภาพของฝูงสุนัขหลายร้อยตัวที่เพิ่มจำนวนและอาศัยอยู่ภายในเรือเหาะ Spirit of Adventure ก็อาจสื่อถึงการที่ [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] ของมึนทซ์ ถูก [จิตใจนักล่า] กลืนกินไปในช่วงเวลาหลายสิบปีที่เขาตามหานกยักษ์

ผู้ชมบางท่านอาจมองว่า ปลอกคอพูดได้ของเหล่าสุนัขนั้น เป็นมุขตลกที่ดูขัดตาไปสักหน่อย แต่หากจะมองอีกมุมหนึ่ง การที่มึนทซ์ประดิษฐ์ปลอกคอเหล่านี้ขึ้นมา ก็สื่อได้อย่างอ้อมๆ แต่ชัดเจนว่าตัวมึนทซ์นั้น "เหงา" มากเพียงใดที่ต้องอยู่บนทวีปร้างนั้นนา่นกว่าหลายสิบปีครับ เป็นความเหงาในระดับที่อาจทำให้คนๆ นึงที่เคยเข้มแข็ง เสียสติไปได้โดยไม่น่าแปลกใจเลย

มึนทซ์เป็นตัวร้ายของ Pixar ที่ผมชอบรองมาจาก Syndrome จากเรื่อง The Incredibles ครับ

 

สวัสดีครับ

กลับมาอีกครั้งหลังจากหายหน้าหายตาไปเฉียดจะ 5 เดือนด้วยข้ออ้างข้างๆ คูๆ ว่างานยุ่ง ...อันที่จริงก็ไม่ไ่ด้หายไปจากโลกไซเบอร์ซะทีเดียวหรอกครับ ยังไปเฉื่อยแฉะอยู่ตามเวบบอร์ดและตามบล็อกเพื่อนบ้านอยู่เกือบทุกวันเลย เวลาน่ะพอมีแต่ความขยันมันถดถอยตามสภาพเศรษฐกิจซะมากกว่ากระมัง? แฮะๆ

เชิญชมรีวิวสั้น (?) ฉลองการกลับมาครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

SPOILER ALERT: รีวิวต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์ อย่างไรก็ตามผู้เขียนเชื่อว่าเนื้อหาส่วนที่เปิดเผยจะไม่กระทบต่ออรรถรสในการรับชมถึงขั้นรุนแรง

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 "จามาล มาลิค เหลือคำถามที่ต้องตอบอีกเพีัยงข้อเดียว เพื่อจะพิชิตเงินรางวัล 20 ล้านรูปี เขาทำได้อย่างไร?

(A) เขาเล่นโกง

(B) เขาดวงดี

(C) เขาเป็นอัจฉริยะ

(D) มันถูกกำหนดไว้แล้ว"

 

ผมชอบโปสเตอร์ตัวนี้ มากกว่าของใหม่ที่แปะอยู่ตามโรงฉายบ้านเราแฮะ

 

วงการโทรทัศน์ประเทศอินเดียต้องตื่นตะลึง เมื่อจามาล มาลิค เด็กหนุ่มจนๆ คนหนึ่งซึ่งไร้การศึกษาและมีพื้นเพมาจากสลัม เข้าแข่งรายการ "เกมเศรษฐี" (Who Wants to be A Millionaire) และผ่านเข้าถึงรอบสุดท้ายแบบพลิกความคาดหมาย เหลือคำถามอีกเพียงข้อเดียวจามาลก็จะพิชิตที่มีเงินรางวัลมูลค่าสูงถึง 20 ล้านรูปี (กว่า 14 ล้านบาท) ได้ซึ่งจะทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีในชั่วพริบตา คืนก่อนรอบสุดท้ายจามาลถูกตำรวจจับข้อหาโกงการแข่งขัน ด้วยเหตุผลเพียงว่าพิธีกรประจำรายการฯ ไม่เชื่อว่าคนจนตรอกอย่างจามาลจะมีความรู้ถึงขนาดนั้น ระหว่างถูกสอบสวนจามาลได้อธิบายแก่ตำรวจถึงเหตุที่เขาตอบคำถามของเกมได้ตั้งแต่ข้อแรกจนถึงข้อสุดท้าย ... ผ่านทางเรื่องราวชีวิตของเขาเอง ... แต่เมื่อตำรวจฟังเรื่องราวของจามาลมากขึ้นๆ ประกอบกับพฤติกรรมของจามาลบนเวทีของเกม เขาก็ได้รู้ว่าสิ่งที่ "สุนัขเถื่อนจากสลัม" ตัวนี้ต้องการจากการเล่นเกมเศรษฐีนั้นไม่ใช่เงิน แต่เป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่านั้น...

ภายหลังเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องสูญเสียบ้านและครอบครัว เด็กชายจามาลกับพี่ชายชื่อซาลิม และลาติก้า สาวน้อยวัยไล่เลี่ยกันผู้เป็นดอกไม้เพียงดอกเดียวท่ามกลางวัยเด็กอันแห้งแล้ง ทั้งสามต้องออกจัดจรร่อนเร่ใช้ชีวิตอย่างปากกัดตีนถีบเพื่อเอาตัวให้รอดจากสังคมที่โหดร้าย จามาลเป็นเด็กที่ซื่อตรงและมุ่งมั่น และสนิทสนมกับลาติก้า ซึ่งตรงกันข้ามกับซาลิมที่ก้าวร้าว เจ้าเล่ห์ และเห็นแก่ตัวมากกว่า ด้วยลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องทั้งสองค่อยๆ มีรอยร้าวเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นทีละน้อย โดยมีลาติก้าเป็นชนวนของจุดแตกหัก ครั้นเมื่อทั้งสามย่างเข้าวัยหนุ่มสาว ซาลิมที่ใฝ่หาอำนาจและเงินตราเป็นคำตอบสุดท้ายของชีวิต เลือกที่จะเข้าไปพัวพันกับวงการนักเลงอันธพาล จามาลถูกซาลิมหักหลังอย่างเจ็บปวด นับแต่นั้นซาลิมและลาติก้าได้หายไปจากชีวิตของจามาล แต่จามาลก็ยังไม่ลดละที่จะออกตามหาลาติก้า หญิงที่เขารักเพียงคนเดียว จากนครมุมไบอันกว้างใหญ่และประชากรกว่า 90 ล้านชีวิต...

โชคชะตาชักพาให้จามาลพบกับลาติก้าอีกครั้ง คราวนี้จามาลหนุ่มได้รู้ซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างความฝันกับความจริง ท่ามกลางโลกของผู้ใหญ่และเหล่าแก็งสเตอร์ เพียงรักแท้ของจามาลดูจะมีราคาเพียงน้อยนิด และลำพังมือของคนเล็กๆ อย่างจามาลก็ไม่มีพลังพอที่จะดึงลาติก้าออกจากวังวนอันโสมมแต่เชี่ยวกราก จามาลดึงดันที่จะทำตามความต้องการของหัวใจ และถูกตอกย้ำบทเรียนที่เจ็บปวดอีกครั้งหนึ่ง...

ลาติก้าถูกพรากจากเขาอีกครั้ง ไปยังที่ที่ห่างไกล ยิ่งกว่าเดิม...

เบาะแสเพียงอย่างเดียวที่จามาลได้จากการลอบพบกับลาติก้าในครั้งสุดท้าย นั่นคือลาติก้าเป็นแฟนรายการ "เกมเศรษฐี" อันเป็นทั้งความฝันและความเพ้อฝันของเหล่าผู้คนที่หาเช้ากินค่ำ ผู้คนที่ถูกกักขังในชีวิตที่ไม่มีความหวัง ลาติก้าในกรงทองชอบดูรายการนี้เป็นชีวิตจิตใจเพื่อหล่อเลี้ยงหัวใจที่ไร้อิสระของเธอ

จะด้วยความมุ่งมั่นหรือบ้าบิ่นของจามาลก็แล้วแต่ เขาใช้เบาะแสสุดท้ายนี้อย่างคาดไม่ถึงที่สุด นั่นคือการลงสมัครเล่นเกมนี้ เพียงเพราะว่านี่เป็นช่องทา่งเดียวที่เขาเหลืออยู่ ... ที่จะส่งเสียงของเขาไปยังลาติก้า

 

 

คำถามสำคัญ รางวัลที่ปรารถนา ราคาของความสุข

ฉากคำถามข้อสุดท้ายอันเป็นไคลแมกซ์ของเรื่อง ผู้คนทั่วอินเดียต่างจับจ้องไปยังหน้าจอโทรทัศน์ ผู้ชมภาพยนตร์ทุกคนต่างก็คงคอยเอาใจช่วยจามาลเต็มที่ ตรงนี้เป็นความยอดเยี่ยมของบทและการเล่าเรื่องที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกผูกพันกับจามาลมาตลอด และตื่นเต้นลุ้นระทึกราวกับว่าได้ไปนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวกับจามาล

จามาลขอสละสิทธิ์เช็คมูลค่า 10 ล้านที่สะสมมาทั้งหมดเพื่อจะตอบคำถามข้อสุดท้าย ไม่ใช่เพราะว่าเขาต้องการเงินรางวัลหรือเกียรติยศ แต่เพียงหวังว่าลาติก้าอาจมีโอกาสได้เห็นภาพของเขานานขึ้นอีกสักนิด จามาลต้องเลือกระำหว่างสองตัวเลือก คือเงินล้านตรงหน้า หรือรักแท้ที่เคยหลุดมือเขา่ไปครั้งแล้วครั้งเล่า ... เขาตัดสินใจถูก เพราะถ้าเขาเลือกเงิน เขาคงจะไม่มีโอกาสได้พบกับลาติก้าอีกตลอดไป

จากบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างจามาลกับ "ตัวช่วย" เพียงสั้นๆ ลาติก้าไม่ได้ช่วยตอบปัญหาราคา 20 ล้านให้จามาล แต่เธอได้ตอบคำถามข้อที่จามาลอยากรู้ที่สุด...ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 20 ล้านรูปีเป็นไหนๆ

ในที่สุด สุนัขเถื่อนจากสลัมที่ยอมทิ้งได้ทุกอย่างเพื่อไขว่คว้าความสุข ก็ค้นพบความสุขชั่วชีวิต...พร้อมกับ "ของแถม" เป็นเงินจิ๊บจ๊อยแค่ 20 ล้านรูปีเท่านั้นเอง!

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สิ่งที่ชอบ

1. การดำเนินเรื่องที่มีชั้นเชิงและกระชับมาก ไล่อารมณ์ที่ฉากไคลแมกซ์ได้สวย

2. ตัวละครมีสเน่ห์และจุดยืนเป็นของตัวเอง ถ่ายทอดออกมาได้น่าเชื่อถือ (เว้นแต่จามาลที่ผมถือว่าเป็นคาแรกเตอร์ที่พิเศษกว่าชาวบ้านเขา)

3. การถ่ายทอดสภาพสังคมในอินเดียทำได้ละเอียดลออ และไม่รู้สึกว่าสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง

4. บทพูดในฉากงัดรถ ที่จิดกัดตบตีสังคมอินเดียนกับอเมริกันได้พร้อมกัน และแสบสันต์เอามากๆ

 

สิ่งที่ไม่ชอบ

1. แอบเสียดายการจากไปของตัวละครตัวนึงในช่วงท้าย ... ถึงจะสมเหตุสมผลดีแต่ก็อยากให้ไว้ลายมากกว่านี้ซักนิด

2. Insert MV ที่ End Credits ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ เป็นอินเดียจ๋ามาก และน่าดึงดูดพอที่จะตรึงคนดูไว้ได้ตลอดหลังหนังจบ ...แต่ให้ดิ้นเถอะโรเบิร์ต...มันไม่เข้ากับเรื่องเลย ... มันไม่ใช่อ่ะน้องกิ๊ฟ =[]=!

3. แคสติ้งบางคน ดูค่อนข้างเชื่อยากว่าเป็นพี่น้องกัน หรือเป็นเด็กคนนั้นคนนี้ตอนโตแล้ว

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อควรระวัง

แม้จะจั่วยี่ห้อว่าเป็นหนังแนว feel good แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ติดเรท R17+ ดังนั้นจึงมีฉากรุนแรงอยู่ในเนื้อเรื่องไม่น้อย ใครที่เคยชินกับมาตรฐานความ feel good ว่าต้องกู้~ดทั้งเรื่อง อาจมีอาการสะอึกเป็นระยะๆ ได้

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

Slumdog Millionaire ยังคงมีฉายอยู่ที่โรงลิโด้ และสกาล่าครับ