"42.7% of all statistics are made up on the spot." -- Steven Wright

 

โลกเราทุกวันนี้มีการใช้ตัวเลขทางสถิติมากมายในการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงและศึกษาความเป็นไปของสังคม คงไม่มีใครปฏิเสธว่าข่าวสารที่มีตัวเลขประกอบนั้นน่าเชื่อถือและมีพลังในการจูงใจ นั่นเพราะตัวเลขเป็นเครื่องมือที่ให้ภาพของปริมาณ-แนวโน้มต่างๆ ได้ชัดเจนที่สุด เศรษฐกิจดีขึ้นแค่ไหน? อุบัติเหตุมากขึ้นหรือลดลงเท่าไหร่? โรคระบาดถูกควบคุมได้หรือยัง? การมีตัวเลขมาสนับสนุนจึงทำให้ง่ายต่อการยืนยันข้อความเหล่านั้น

 

"อย่าพูดอะไรลอยๆ เอาตัวเลขมายันด้วย"

"นี่คือข้อพิสูจน์ ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร"

"ผมมีสถิติให้คุณ หรือคุณจะเถียงตัวเลข?"

 

เป็นเช่นนั้นเสมอไปหรือ? หากมองในมุมกลับ...การใช้งานตัวเลข อ้างอิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า พึ่งพามันจนเคยชิน อาจเป็นหลุมพรางทางจิตใจที่ทำให้ความหมายของตัวเลขถูกบิดเบือนจากเครื่องมือในการนำเสนอข้อเท็จจริง มาเป็นเครื่องมือสำหรับเสริมความน่าเชื่อถือ...เป็นกาีรลัดวงจรแห่งตรรกะเหตุผล...โดยที่พวกเราไม่รู้สึกตัว?

 

 

The Tiger That Isn't เป็นหนังสือพ็อคเก็ตบุ้คสัญชาติอังกฤษ เขียนโดย Michael Blastland และ Andrew Dilnot ที่มุ่งวิพากษ์วิจารณ์ข้อมูลเชิงสถิติที่พบเห็นได้ทั่วไปตามประเด็นร้อนของสื่อต่างๆ ทั้งแบบสอบถามและผลสำรวจที่น่าตื่นตระหนก ประกาศของหน่วยงานรัฐว่าด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ โครงสร้างภาษีอันเสมอภาค นโยบายประกันบริการทางสาธารณสุขที่ได้ผลดี ฯลฯ...

เมื่อพิจารณาพาดหัวข้างต้นอย่างถ้วนถี่ จะพบว่าทุกพาดหัวมีส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงปนอยู่กับความคิดเห็นอย่างละครึ่ง

ผลสำรวจน่าตื่นตระหนกจริงหรือ? เศรษฐกิจวิกฤติจริงหรือไม่? โครงสร้างภาษีเสมอภาคเพียงใด? นโยบายสาธารณสุขได้ผลดีสักเท่าไหร่กัน?

หากตัวเลขนำเสนอข้อเท็จจริงอันไม่บิดเบือน แล้วความคิดเห็นเล่า?

 

สมมุติว่าผมเป็นโรคกลัวผีกระสือขึ้นสมอง

ผมจึงคิดวิธีการไล่กระสือด้วยการทาฟอสฟอรัสให้ทั่วกำแพงบ้าน

ตกกลางคืนกำแพงบ้านผมเรืองแสงเขียวพรายน้ำเป็นที่สะดุดตา

ผมอดหลับอดนอนบันทึกสถิติในช่วงหกเดือนหลังจากนั้น 

รายงานว่าการพบเห็นผีกระสือในบริเวณบ้านเป็นศูนย์

ผมจึงสรุปว่าฟอสฟอรัสมีฤทธิ์ไล่ผีกระสือได้ 100%

 

ตัวอย่างด้านบนอาจเป็นโจ๊กตรรกวิบัติแบบ post hoc ergo propter hoc (มาก่อนเป็นสาเหตุ ตามหลังไซร้เป็นผลลัพธ์) ที่สุดโต่งเกินไปสักหน่อย แต่ก็ทำให้เห็นภาพว่าตัวเลขซึ่งเป็นกระจกแห่งข้อเท็จจริง อาจไม่สะท้อนความคิดเห็นที่ถูกต้องเสมอไป

การเชื่อถือสถิติโดยไม่ไตร่ตรองเป็นอคติฝังแน่นที่ส่งผลร้ายในหลายระดับ การเชื่อว่าฟอสฟอรัสไล่ผีกระสือได้อาจทำให้เรากลายเป็นตัวตลกในสายตาเพื่อนบ้าน(และเสี่ยงต่ออัคคีภัยเป็นอย่างยิ่ง!), การเชื่อว่ากว่า 70% ของผู้บริโภคพึงพอใจในสินค้าอาจทำให้เราเสียเงินฟรี, และการเชื่อแหล่งข่าวหัวสีบางสำนักที่ว่า "ดั๊นใช้เครื่องนี้แล้ว ทายร้อยถูกร้อยเค่อะ!" ก็อาจทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่บางคนต้องจบชีวิตลงอย่างไร้ความหมาย...

ปัญหาที่สำคัญคือ ตัวสถิติเองไม่เคยลวงหลอก หากแต่เป็นมนุษย์ผู้บอกกล่าวเล่าตัวเลขนั้นต่างหากที่อาจตีความผิดพลาดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือสรุปย่อข้อมูลมากมายให้กระชับเสียจนใจความสำคัญตกหล่น หรือวิเคราะห์ตัวเลขด้วยใจอันเป็นอคติ หรือแม้กระทั่งจงใจบิดเบือนนัยยะทางสถิติโดยมีวาระทางการเมืองแอบแฝง

   

 (c) Joseph Mirachi, 1998

 

โครงสร้างของหนังสือจะแบ่งเป็นหลายบทจำแนกตามชนิดของข้อมูลทางสถิติ ได้แก่ การนับเลข, ขนาด, โอกาส, แนวโน้ม, ค่าเฉลี่ยเลขคณิต, เป้าหมาย, ความเสี่ยง, การสุ่ม, ข้อมูลดิบ, ค่าเกินคาด, การเปรียบเทียบ, และสหสัมพันธ์ พร้อมทั้งตั้งชื่อของแต่ละบทเป็นสโลแกนสั้นๆ เพื่อสื่อถึง "กับดัก" ที่แฝงอยู่ใน "การอ่าน" ค่าทางสถิติประเภทนั้นๆ 

 

ตัวอย่างเช่นบท "ค่าเฉลี่ยเลขคณิต: สายรุ้งสีขาว"  ที่ต้องการสื่อว่า ด้วยมุมมองของค่าเฉลี่ยเลขคณิต (arithmetic mean) แล้ว สายรุ้งย่อมเป็นสีขาวเพราะเป็นค่าเฉลี่ยของเจ็ดสี และผิวโลกของเรานั้นย่อมกลมเกลี้ยงเพราะเป็นค่าเฉลี่ยของยอดเขาและเหวลึก และบางครั้งค่าเฉลี่ยเลขคณิตเพียงโดดๆ ก็อาจมีค่าเทียบเท่ากับข้อมูลขยะ เช่นหากจะพูดว่ามนุษย์โลกมีจำนวนขาโดยเฉลี่ยน้อยกว่า 2 ขา ก็เป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง เพราะหากนำประชากรที่มีขาครบ 2 ข้างมาเฉลี่ยรวมกับประชากรที่ขาพิการแล้ว ก็ย่อมจะได้ "ค่ากลาง" ที่น้อยกว่าเลข 2 ...อันเป็น "ค่ากลาง" ที่เพี้ยนจากความเป็นจริงไปอย่างมหันต์ จนไม่อาจใช้เป็น "ตัวแทน" ของประชากรมนุษย์โลกได้เลย


ภายใต้มายาคติที่ครอบงำผู้รับสาร การท้าทายเหล่า "ตัวเลขอันศักดิ์สิทธิ์" อาจเป็นเรื่องที่ดูยุ่งยากและต้องอาศัยความรู้เฉพาะทาง แต่ The Tiger That Isn't นำเสนอเครื่องมือการตรวจสอบที่เรียบง่ายกว่านั้น นั่นคือการตั้งคำถามจากสามัญสำนึกและเหตุผลที่มีอยู่ในตัวพวกเรา

หากพิเคราะห์ข้อมูลด้วยใจที่สงบนิ่ง เสือร้ายที่เร้นกายในหลืบเงาของดงไพรแห่งสถิติ แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงภาพหลอนวูบไหว ที่ปรากฏอยู่ในสายตาของผู้หวาดกลัวและหลงผิดเท่านั้นเอง

มาเสพข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณกันเถอะครับ ^^ 

 

ลป. เห็นความลักลั่นย้อนแย้งใน quote ที่ต้นเอนทรี่กันหรือเปล่าเอ่ย? :D

Comment

Comment:

Tweet

เห็นด้วยครับ
ยุคไอทีทุกวันนี้ข้อมูลเยอะเหลือเกิน แค่เห็นอะไรนิดอะไรหน่อยก็ "ตื่นข่าว" fwd กันเรียบร้อยแล้ว
เดี๋ยวจะลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านครับ

#6 By YAI4056 on 2011-10-09 12:43

^[ตอบ ลป.] เห็นครับ น่าเชื่อถือม้ากมาก sad smile

สุขสันต์วันสงกรานต์ สวัสดีปีใหม่ไทยครับ คุณปูทัน
big smile ขันน้ำ ปืนฉีดน้ำ ขันน้ำ ปืนฉีดน้ำ ขันน้ำ ปืนฉีดน้ำ ขันน้ำ ปืนฉีดน้ำ ขันน้ำ ปืนฉีดน้ำ ดอกมะลิ
ปล. เลเวลอัพแล้ว เก็ทมุกปูทันเป็นครั้งแรก
เยี่ยม Hot!

เมื่อไหร่จะได้อ่านมุกศาสตร์ต่อ ห๊ะ!!
มันต้องดูขั้นตอนการเก็บ และวิธีแปลผลด้วย สินะ...
ข้อมูลคือข้อมูล *3*

ต้องหาอ่านบ้างแล้วครับ เล่มนี้
ตัวเลขทางสถิติ ได้มาจากการเก็บรวบรวมอย่างมีระเบียบแบบแผน คำตอบที่ออกมา จึงน่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง

แต่ปัญหาจริงๆ จะอยู่ในขั้นตอนถัดไป ที่เป็นการการนำตัวเลขเหล่านั้นไปใช้ต่อ...ไม่ว่าจะเป็นจุดประสงค์อะไร ก็มักจะถูกความคิดเห็น และจุดประสงค์แอบแฝงต่างๆบิดเบือนมันไปได้ง่าย

จูงใจ ชักชวน โฆษณา และอื่นๆ ล้วนเกิดจากการตีความไปตามความต้องการของผู้นำเสนอทั้งนั้น...ตัวเลขกลมๆตัวเดียวกัน ก็สามารถเป็นได้ทั้งข้อเสนอที่ฟังดูดี หรือข้อค้านที่ไว้ไล่แขกเลยทีเดียวครับ

ไม่แน่ว่า ประโยชน์ของสถิติจริงๆ คงไม่ใช่อยู่ที่ผู้บริโภคข้อมูลอย่างพวกเราๆ แต่อยู่ที่ผู้ใช้ ซึ่งเลือกด้านที่เหมาะสมมาให้พวกเราเห็นมากกว่าล่ะมั๊ง

ประเด็นของหนังสือดูดีทีเดียวครับ

Hot!

#1 By Zieghart on 2010-03-30 20:46