>>คลิกที่นี่เพื่อเข้าสู่หน้าหลักของซีรีย์<<

 

Absurdity ตลกสายบั่นทอนปัญญา

โดยภาพรวมแล้วตลกสายบั่นทอนปัญญา หรือตลกไร้สำนึก หรือตลกปฏิตรรก (anti-logic) คือความตลกที่ไร้สาระ ไม่มีแก่นสาร ขัดแย้งกับสามัญสำนึก ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ ตลกสายนี้ยากแก่การนิยามและยกตัวอย่าง ยากแม้กระทั่งการวิพากษ์จาระไนถึงเหตุผลของความขำ นั่นเพราะมุขบั่นทอนปัญญาแท้ๆ นั้น ก็ไร้เหตุผลในตัวของมันเองอย่างสิ้นเชิง

มุขบั่นทอนปัญญาเป็นมุขที่เข้าถึงยากที่สุดในบรรดาตลกทั้ง 6 สาย หลายคนว่ามุขบั่นทอนปัญญานั้นเป็นตลกของคนบ้าที่สิ้นคิดสุดๆ ในขณะที่บางคนเห็นว่าเป็นตลกปรัชญาที่แฝงแก่นแท้อันล้ำลึก บางคนถึงกับอ้างว่าตลกชนิดนี้เป็นตลกเซน (Zen) เพราะเป็นตลกที่แสดงถึงความไร้แก่นสารอย่างที่สุดของโลกแห่งความคิด และลิดรอนความสามารถในการใช้ตรรกะเหตุผลได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนอาจนำผู้รับมุขไปสู่ภาวะหยุดคิด-จิตว่างอย่างเซนได้ชั่วขณะหนึ่ง **ไม่ได้โม้ แต่กรุณาใช้วิจารณญาณในการเชื่อ**

มุขสายบั่นทอนปัญญา ขำเพราะทำให้เราได้หยุดคิด และกระบวนมุขที่อาจทำให้หยุดคิดได้ ก็พอจะยกตัวอย่างได้ดังนี้

(หลายคนคงคุ้นเคยกระบวนมุขเหล่านี้ดี จากมังงะเรื่องคุโรมาตี้ โรงเรียนคนบวม ซึ่งเป็นบั่นทอนปัญญาตัวพ่อครับ – ชื่อตลกสายบั่นทอนปัญญานี่ ก็เอามาจากเรื่องนั้นแหละ)

 

1. การดำรงอยู่ของบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือเหตุผล

 

 

 
คุณจะคิดอย่างไรหากเปิดประตูห้องเรียน แล้วพบกับ[เพื่อนร่วมชั้น]หน้าตาแบบนี้?
แน่นอนว่าต่อให้คุณใช้สมองจนถึงเซลล์สุดท้าย คุณก็คงคิดไม่ออกแม้แต่น้อยว่าคุณควรจะคิดอะไรออกไปดี
ชั่วขณะที่สมองซีกซ้ายของคุณตัดใจยกธงขาว จิตใจที่ขมวดเป็นปมของคุณก็คลายตัวอย่างรวดเร็ว
และเสียงหัวเราะก็จะเริ่มดังขึ้น...นี่แหละคือมุขตลกบั่นทอนปัญญาล่ะ !

 

 

 2. พฤติการณ์ที่ขัดแย้งกับสามัญสำนึกหรือความคาดหวังอย่างรุนแรง

 

 

Cognitive Dissonance

 

 

 

กว่าจะรู้(ว่าโดนอำ)ก็สายไปเสียแล้ว...


ลป. บทพูดซึนๆ นั่น ผมเมคขึ้นมาเองแหละครับ :P

 

3. หลักการที่ดูดีแต่ไม่เป็นสาระ

กลวิธีนี้เป็นลูกผสมระหว่างตลกตรรกะกับตลกปฏิตรรก กล่าวคือสร้างกรอบของตรรกขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อให้อีกฝ่ายยอมรับกรอบความคิดนั้นอย่างสนิทใจ ก่อนที่จะตบมุขด้วยการทำลายกรอบความคิดนั้นลงซะเอง จิตใจของผู้รับมุขจะสูญเสียความสามารถในการคิดไปชั่วขณะนึงได้เช่นเดียวกัน

ตลกตรรกะและตลกบั่นทอนปัญญาประเภทนี้จะมีกลไกที่สวนทางกัน ตลกตรรกปฏิภาณจะปูพื้นมุขด้วยการทำให้สงสัยแล้วตบมุขด้วยเหตุผลของมุขนั้น ส่วนตลกบั่นทอนปัญญาจะปูพื้นมุขด้วยเหตุผลของมุขนั้น แล้วตบมุขด้วยการทำให้สงสัย พูดอีกอย่างคือตลกตรรกะมันขำตอนที่คิดออก ส่วนตลกบั่นทอนปัญญามันขำตอนที่คิดไม่ออก (จึงเป็นที่มาของชื่อเล่นว่า ตลกปฏิตรรก)

หัวข้อสนทนาตามตัวอย่างด้านล่าง มาจากชื่อ MSN ของเจ้าของบล็อกเองครับ (ขอสงวนนามคู่สนทนา)

 

 

 

 

 

มุขบั่นทอนฯ ทั้งสามแบบให้ผลลัพธ์อย่างเดียวกันแก่เรานั่นคือ เรารับมุข เราไม่เข้าใจ เรามึนงง เราคิดจนหัวหมุน สมองของเราถูกโอเวอร์โหลดไปด้วยข้อมูลก้อนใหญ่ที่ไม่สมเหตุผล เราหยุดคิด จิตเราว่าง เรารู้สึกโง่ลงแต่โล่งสบายเพียงชั่วสั้นๆ และสุดท้ายเราจะระเบิดเสียงหัวเราะให้กับความไม่เข้าใจของตัวเอง สามัญสำนึกที่หักพัง ตรรกะที่แสนจะไร้ค่า และความไม่มีเหตุผลอย่างสิ้นเชิงของมุขตลกสายบั่นทอนปัญญา... มุขตลกที่ทำให้เราขำได้ แม้เราจะไม่เข้าใจความขำของมันเลยแม้เพียงนิดเดียว

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พบกันครั้งหน้า ผมจะเอาความรั่วส่วนบุคคลมาเลหลังขายในเอนทรี่มุขตลกสายล่อเป้า (Character) อีกไม่นานเกินรอครับ

Comment

Comment:

Tweet

ขอโทษครับ
แต่ผมไม่ขำกับ "3. หลักการที่ดูดีแต่ไม่เป็นสาระ" เลยน่ะครับ
มันต้องเป็นคนฉลาดเท่านั้นใช่ไหมครับถึงจะขำ
ผมโง่ใช่ไหมครับ ฮือๆๆๆๆ
มุขนี้ขอตั้งชื่อเล่นให้ว่า "ขึ้นต้นเป็นลำไผ่ เหลาไปเป็นบ้องกัญชา"

เอาล่ะ ขอบคุณสำหรับมุขศาสตร์ครับ น่าสนใจมากทีเดียว

#10 By YAI4056 on 2009-10-24 22:30

มันไม่บั่นทอนปัญญาแม้แต่น้อยเลยครับคุณปูทัน
คนที่เล่นมุขนี้ได้สม่ำเสมอน่าจะเป็นอัจฉริยะ
แต่คนที่รับมุขพี่แกได้นี่สิ...

บางทีที่นึกมุขแบบนี้ออก ผมก็จะภูมิใจลึกๆ หะๆ

#9 By pakazite on 2009-08-07 22:24

ชาบูชาบู
แวะมาดู

#7 By Detonator on 2009-07-22 10:28

ซีรีส์ยาวของคุณปูทัน...อ่านกี่ครั้งก็รู้สึกถึงความล้ำลึก ช่างคิด ช่างอธิบายของเจ้าของบล็อก

ว่ากันตามตรง...มุขสายนี้เล่นยากก็จริง แต่เวลาผมได้พบเจอกับมุขบั่นทอนปัญญาแบบเหนือล้ำจินตนาการแล้วตัวเอง -ผู้รับมุข- สามารถเข้าถึง "แก่นมุข" ที่ "จขม" (เจ้าของมุข) เล่นมาได้, จิตใจจะรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย และสุขอย่างบอกไม่ถูก...

คล้ายกับการที่นักเรียนขบคิดตีโจทย์ของอาจารย์สุดโหดออกนั่นเอง

ผมเองไม่อยากเรียกมุขสายนี้ว่า "บั่นทอน" ปัญญาสักเท่าไหร่ เพราะส่วนตัวรู้สึกว่าการที่จะ "เล่นมุข" สายนี้ให้ได้ผล ทั้ง จขม. และ ผรม. ต้องมีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ อยู่พอสมควร จึงจะเข้าใจได้ว่าสิ่งที่ จขม. กำลังทำอยู่มันเป็นการเล่นมุข

อาจจะเรียกได้ว่าพื้นฐานองมุขบั่นทอนปัญญาคือต้องมี "ปัญญา" ที่ถูกและไปในทิศทางเดียวกันเสียก่อน

มุขสายนี้จะเล่นก็ระวัง ๆ นิดนึงนะครับ ไม่อย่างนั้นแล้วนอกจากเป้าประสงค์ของ จขม. จะไม่บรรลุ หรือถูกมองจากคนรอบข้างว่าไร้สติปัญญาแล้ว, ผรม. อาจจะโกรธเกรี้ยวได้ถึงขั้นเสียเพื่อนลืมความสัมพันธ์กันเลยทีเดียว

(ผมเองชอบเล่นมุขสายนี้ในกลุ่มบ่อย ๆ จนบางครั้งเผลอติดไปเล่นกับคนนอกกลุ่มจนถูกมองว่าเพี้ยน ๆ มานักต่อนักแล้ว - -')

#6 By Highwind on 2009-07-22 07:23

แต่ล่ะ ความเห็น เป็นcomment เรื่องมุขศาสตร์ ที่เข้มข้นจริงๆ ...

#5 By gomora on 2009-07-22 00:08

ถ้าจะให้เลือกคีย์เวิร์ดสำคัญของตลกสายบั่นทอนปัญญานี้มาซักอันนึง ผมคิดว่า มันอยู่ที่การ "ขัดแย้งกับสามัญสำนึก"ครับ

ไม่ว่า"เหตุนำ" เบื้องต้นจะเป็นรูปแบบไหน ในประเภทที่ยกมา (ทั้ง "การดำรงอยู่" "สถานการณ์" "บทสนทนา" หรือ "หลักการ" ใดๆ) แต่โดยเนื้อแท้แล้ว หน้าที่ของเหตุนำเหล่านั้นก็ไม่ต่างกัน คือการ'ชักนำ'ผู้ร่วมเหตุการณ์ ให้หลงนึก หลงเข้าใจไปถึงเรื่องราว และคาดเดาในผลลัพธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน...แลว้ค่อยขัดขา ตบเหตุการณ์ผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายไปอย่างสิ้นเชิง! แม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้น มันจะไร้เหตุผลอย่างทึ่สุด ไม่มีความเกี่ยวพันกันซักติ่งก้อย หรือมันกระโดดไปคนละเรื่องเดียวกัน ต่างสปีชีย์กันเลยก็ตามที !!

ที่แน่ๆ มันจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะที่ฮาครืนเต็มๆ !!

- ไอ้เด็กห้องนี้เรอะ ที่ว่าแน่นักน่ะ ! ผ่าง! โธ้~~กอลิล่านี่หว่า

- เนื้อหาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในไตรภาคงั้นเรอะ! ผ่าง! ก็อยู่ในเล่มที่สี่ยังไงล่ะ

ฯลฯ


...จะสรุปอย่างรวบรัดก็คือ เราจะพูด จะบิวด์วิชาการ จะทำตัวเช่นไรก็ได้...ให้ผู้ฟังอยู่ในภาวะ "Off guard" มากที่สุด ก่อนที่จะทำลายความคาดหวัง และการคาดเดาของพวกเขาเหล่านั้น ให้พังครืนลง พร้อมเสียงหัวเราะนั่นเอง !!! เอง เอง เอง เอง

------------------

[แล้วตรูจะพล่ามยาว ราวกับคนเขียนอีกนานมั๊ยฟระ !!]

------------------


....คอมเมนท์นะครับ มุขสายนี้ ส่วนตัวคิดว่าเป็นมุขที่สร้างผลลัพธ์ในเชิงบวกได้มาก และเหมาะอย่างยิ่งที่จะศึกษาให้บรรลุไว้ เพราะแม้ในปัจจุบัน ก็ถือว่าเล่นยาก และฝึกยาก จนพบเห็นได้ไม่บ่อย...หากท่านก้าวไปสู่จุดสูงสุดได้ ก็มีชัย(ในการเล่นมุข)ไปกว่าครึ่ง! confused smile

Hot! Hot! Hot!

#4 By Zieghart on 2009-07-21 23:55

ล้ำลึกมากค่ะ
อย่างนี้ก็หมายความถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า
ความแน่นอนคือสิ่งไม่แน่นอนใช่มั๊ยคะ
หรืออีกนัยหนึ่งก็คืดอย่าไปยึดติดกับอะไรมาก อะไรๆก็เกิดขึ้นได้แม้ไม่มีปราปีกร้า
อยากทราบว่า ทฤษฎีการเกิดของจักรวาลเป็นหนึ่งในมุขบั่นทอนที่คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์หรือเปล่าค่ะ
เพราะไม่รู้ว่าจะหาไปทำเผือกอะไร แต่มันamuseนักวิทยาศาสตร์ (ไม่รู้จะอ่านการ์ตูนทำไม รู้แต่มันจรรโลงใจเรา)
ทฎษฎีมันก็ดันโผล่มาหลายทฎษฤี แล้วแต่ละอันก็ดันมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล+มีข้อมูลเยอะแยะเต็มไปหมด
แล้วจู่ๆ ในห้องสอบ มันก็มาถามเราว่าอันไหนเป็นจริง
เรา ที่กำลัง information overloadก็มึนตึ้บ-หัวเราะ แล้วเขียนใส่กระดาษคำตอบไปว่า
"กูไม่รู้ว มันก็เป็นไปได้ทั้งสามอันแหละมั๊งมึง 55555"
ราวๆนั้น
Hot! Hot!
ู^
ให้แบบ ไม่รู้ว่ามีสาระหรือไม่มีสาระ แต่ตอนนี้ตรรกะกับปฎิตรรกมันกำลังตีกันในหัว ก็เลยให้ 55555
^
^
คราวนี้ผมพลาดที่ไม่ได้เช็คก่อนแฮะ ยังไงก็ขอขอบคุณเทร่ามากๆ สำหรับข้อมูลนะครับ

ผมอ่านซีรี่ย์สถาบันสถาปนากับหุ่นยนต์ของอาซิมอฟไปแล้วอย่างละเล่มครับ สนุกแบบวางไม่ลงเลย ว่าจะไปซื้อมาเพิ่มในงานสัปดาห์หนังสือครั้งหน้า เพราะได้ยินว่าลดราคาถูกมากๆ

m(_ _)m

(เอนทรี่นี้จะออกอวกาศหรือไม่ กรุณาติดตามด้วยความระทึกหทัยพลัน!)
มาแก้ความจริงของเพื่อนคุณปูทัน

อาสิมอฟเขียนเรื่องชุดสถาบันสถาปนา(Foundation) เจ็ดเล่มครับ

สามเล่มแรกที่เรียกว่า ไตรภาคสถาบันสถาปนา The Foundation Trilogy คือ
สถาบันสถาปนา - เรื่องของฮาริ เซ็ลดอน ปฐมอาจารย์ของวิชาอนาคตประวัติศาสตร์ ซาลวอร์ ฮาร์ดิน นายกเทศมนตรีคนแรกของเทอร์มินัส และโฮเบอร์ มัลโลว์ เจ้าชายพ่อค้า
สถาบันสถาปนาและจักรวรรดิ - การเรื่องการต่อสู้ครั้งแรกของสถาบันสถาปนากับจักรวรรดิ และการแทรกแซงของมโนมัย
สถาบันสถาปนาแห่งที่สอง - การหักเหลี่ยมเฉือนคมของมโนมัยและสถาบันสถาปนาแห่งที่สอง กับการวางแผนตลบหลังของสถาบันสถาปนาแห่งที่หนึ่ง

หลังจากนั้น อาสิมอฟเขียนเรื่องราวต่ออีกสองเล่มคือ

สถาบันสถาปนาและปฐมภพ - เรื่องของพิภพไกอาที่ทุกสิ่งมีชีวิตมีจิตใจร่วมเพียงหนึ่งเดียว
สถาบันสถาปนาและโลก - การค้นหาจุดกำเนิดของมวลมนุษยชาติ ที่จะโยงเรื่องทั้งหมดเข้ากับเรื่องชุดนักสืบหุ่นยนต์

ต่อมา อาสิมอฟได้เขียนย้อนไปถึงวัยหนุ่มของฮาริ เซ็ลดอน และที่มาของการก่อตั้งสถาบันสถาปนาอีกสองเล่ม คือ

prelude to the foundation
forward to the foundation

และอาสิมอฟก็สิ้นชีวิตลง กองทุนอาสิมอฟได้มอบหมายให้นักเขียนไซไฟชื่อดังอีกสามคนมาเขียนเรื่องราวทั้งหมดต่อให้จบครบ 1000 ปี แห่งการสร้างจักรวรรดิสากลจักรวาลครั้งใหม่ กลายเป็น the second foundation trilogy อีกสามเล่มคือ

Foundation and chaos
The end of the Foundation
Foundation's triumph

แนะนำให้หามาอ่านครับ แล้วจะทึ่งกับจินตนาการและการดำเนินเรื่องของอาสิมอฟ แน่นอนว่าต้องไปหาเรื่องชุดหุ่นยนต์มาอ่านควบด้วยนะ

ส่วนเรื่องมุขศาสตร์ ยังไม่จบ จะรออ่านต่อนะครับ