Disclaimer: เอนทรี่นี้มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องส่วนสำคัญของภาพยนตร์อย่างไม่เกรงใจผู้อ่าน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องย่อ 

คุณปู่คาร์ล เฟรดริกเซน ชายชราอายุ 78 ปี ตัดสินใจดัดแปลงบ้านไม้ของตนเองให้กลายเป็นเรือเหาะพลังลูกโป่งอัดฮีเลียม หักหางเสือสู่ทวีปอเมริกาใต้แดนลับแล เพื่อหนีจากชีวิตที่ไร้ญาติขาดมิตรและจืดชืดภายหลังจากที่คุณย่าเอลลี ภรรยาสุดที่รักเสียชีวิตไป และเพื่อสานต่อสัญญาชั่วชีวิตระหว่างเขาและเอลลีที่ว่าจะออกผจญภัยไปด้วยกัน โดยมีเพื่อนร่วมทางจำเป็นคือรัสเซลล์ ลูกเสือน้อยบอยสเกาท์วัยใสอายุ 8 ขวบ ที่เข้าหาตาเฒ่าขี้ยัวะคนนี้เพราะต้องการลายเซ็นของปู่แกไปรับเข็มกลัดบำเพ็ญประโยชน์ของลูกเสือชิ้นสุดท้าย การผจญภัยของทั้งสองนำมาซึ่งอุปสรรคและบทเรียนของชิวิตมากมาย...ในนามแห่ง "การผจญภัย"

 

ใครเป็นคนตั้งชื่อไทยว่า "ปู่ซ่าบ้าพลัง" ฟระ?

บทนำ [UP]

จากการความใฝ่ฝันที่ท้าทายกำแพงอันสูงลิบใน Ratatouille, บทโรแมนติกของหุ่นยนต์ที่มีนัยเสียดสีมนุษย์ยุคบริโภคนิยมใน Wall-E, งานอนิเมชั่นระดับสุดยอดของพิกซาร์ยังคงเกาะมาตรฐานเดิมได้อย่างเหนียวแน่นทั้งในแง่ของมุขตลกและความคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังไม่ลืมที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อให้บทภาพยนตร์ของพวกเขามีสาระที่ลุ่มลึกมากขึ้นเรื่อยๆ จนแม้ในขณะที่ผู้ชมวัยเด็กกำลังหัวเราะอย่างสนุกสนาน ก็อาจมีผู้ใหญ่หลายคนปาดน้ำตาด้วยความซาบซึ้งอยู่ข้างๆ

UP อาจทำให้เด็กเล็กถึงวัยรุ่นเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจมุมมองของ "ผู้ใหญ่งี่เง่า" บางคน ในขณะเดียวกันก็กระตุกเตือนให้หัวใจของผู้ใหญ่หวนรำลึกถึงสิ่งสำคัญที่เขาทำตกหาย จนอาจทำให้เขากลายเป็นคน "งี่เง่า" ไปโดยไม่รู้ตัว

แค่ชื่อเรื่อง [UP] ซึ่งเป็นคำที่ "ติดบวก" สุดๆ เพียงคำเดียว ก็มีนัยมากมาย แฝงไว้อย่างน่าคิด

รัสเซลล์เป็นตัวแทนของเด็กเล็ก ซึ่งล้วนต้องการที่จะ grow UP (เติบโต) และ look UP to someone (ชื่นชมใครสักคน)

และปู่คาร์ลซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ ก็ต้องการที่จะ head UP (ภาคภูมิใจ) และ raise UP their spirits (ปลุกเร้าจิตวิญญาณ)

ความปรารถนาที่จะ UP ของทั้งรัซเซลล์และคาร์ล ถูกผูกติดและโยงร้อยกันเอาไว้ ณ ปลายลูกโป่งหลากสีสัน ... ล่องลอย "ขึ้น" ไปบนท้องฟ้าสีคราม...

 

 


 

[บ้าน: คำมั่นสัญญา]

บ้าน เป็นนัยสัญลักษณ์ประจำตัวของปู่สุดซ่า และเป็นสัญลักษณ์ชิ้นสำคัญที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งถูกนำมาใช้ซ้ำนำเสนอได้ตลอดทั้งเรื่อง บ้านไม้เก่าคร่ำคร่ามีกลิ่นอายของคุณย่าเอลลี ข้าวของเครื่องใช้ของทั้งสอง และเป็นของดูต่างหน้าความทรงจำกว่า 70 ปีของคุณปู่คาร์ล ถือกำเนิดใหม่เป็นครั้งที่สองในชีวิตของมัน เพื่อไล่ตามความฝันที่ไม่เคยถูกเติมเต็ม คาร์ลพาวิมานลอยหลังนี้มุ่งสู่อเมริกาใต้ด้วยความนัยว่าเพื่อพา "เอลลี" ออกไป "ผจญภัย" ด้วยกันตามคำมั่นสัญญา

ออกเดินทางไม่เท่าไร คาร์ลก็พบว่าบ้านหลังเดิมบนท้องฟ้าไม่อาจต้านพายุฝนได้ดีเท่ากับเมื่อครั้งที่มันยังอยู่บนพื้นดิน ในขณะนั้นอะไรบางอย่างก็ "สั่นไหว" ไปพร้อมกับตัวบ้าน ปู่คาร์ลได้แต่พะวักพะวนอยู่กับการรักษาถ้วยชามแห่งความทรงจำไม่ให้แตกสลาย และปล่อยให้นักบินมือใหม่อย่างรัสเซลล์คอยรับมือกับลมมรสุม

ลางร้ายส่อเค้าท่ามกลางฝนซัดกระหน่ำ แต่กระนั้นสายตาฟางของคาร์ลก็ยังคงจับจ้องอยู่แต่กับตัวบ้านและตัวบ้าน...

 


 

[เข็มกลัด: เป้าหมาย]

สายสะพายเข็มกลัดบำเพ็ญประโยชน์ของลูกเสือเป็นนัยสัญลักษณ์ประจำตัวของรัสเซลล์ "เด็กน้อยตามตำรา" ผู้พึ่งพาแต่ความรู้จากหนังสือคู่มือแม้กระทั่งในการกล่าวทักทาย

ความรู้ อุปกรณ์เสริม และลำดับขั้นตอนมากมายในคู่มือของรัสเซลล์ไม่ค่อยมีบทบาท แต่ก็เพียงพอที่จะสื่อกับคนดูได้ตามสาร เป้สนามใบโตของรัสเซลล์ถูกกล่าวถึงน้อยมาก เป็นนัยว่ามันไม่แทบเคยมีประโยชน์กับการเดินทางภาคปฏิบัติ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะรัสเซลล์ยังอ่อนประสบการณ์เกินกว่าที่จะงัดมันออกมาใช้ได้ตามสถานการณ์ อีกทั้งเด็กน้อยเองก็ยังอุ้ยอ้ายจนต้องอายคุณปู่คาร์ลที่ฟิตปั๋ง และัแน่ไม่แพ้เด็กปอสี่

ซึ่งขัดแย้งเหลือเกิน กับสายสะพายของรัสเซลล์ที่ประดับประดาไปด้วยเข็มกลัดรับรองวิทยฐานะนับสิบๆ ชิ้น...

สิ่งที่ขาดหายไปสำหรับรัสเซลล์ มีเพียง "การช่วยเหลือคนชรา" เท่านั้นจริงหรือ?

รัสเซลล์ซึ่งยังไม่รู้ถึงเรื่องราวที่ผิดพลาดของตัวเอง เดินตามปู่คาร์ลไปต้อยๆ อย่างสงบเสงี่ยม...

 


 

[บ้าน: ความผูกพัน]

ทุกครั้งที่บ้านของปู่คาร์ลประสบอุปสรรค ลูกโป่งหลากสีจะแตกกระจายดังโป้งป้าง บ้านของปู่ก็ลดระดับลงเรื่อยๆ ขมวดเวลาแห่งการผจญภัยของคาร์ลและเอลลี่ให้สั้นลงทุกที คาร์ลเห็นดังนั้นก็ได้แต่เร่ง...เร่งฝีเท้าเพื่อนำบ้านและคุณเอลลี่ไปสู่จุดหมายก่อนที่เวลานั้นจะมาถึง...แต่เขายังคงไม่รู้ตัวว่ามีอะไรที่ผิดพลาดไปอย่างมหันต์ในเรื่องราวของตัวเอง

เมื่อใกล้ถึงจุดหมาย คาร์ลและรัสเซลล์พบกับ ชาร์ลส์ มึนทซ์ อดีตนักผจญภัยมีชื่อ ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่คาร์ลและเอลลีเสมอมา พร้อมกับเรือเหาะคู่ใจของมึนทซ์นาม Spirit of Adventure (จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย) มึนทซ์ตามล่านกหายากเพียงตัวเดียวบนแผ่นดินร้างผู้คนนี้มาหลายสิบปีเพื่อเกียรติยศในฐานะนักสำรวจ คาร์ลพบว่าฮีโร่ในดวงใจของเขาหมกมุ่นอยู่กับการออกผจญภัยจนเสียสติ และคลุ้มคลั่งหมายจะเอาชีวิตเขา คาร์ลและรัสเซลล์เผ่นหนีออกจาก [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] มึนทซ์ไล่ตามคาร์ลได้ทันและเผาบ้านของคาร์ลเสียบางส่วน พร้อมทั้งลักพาตัวนกหายากที่อยู่กับคาร์ลไป

การผจญภัยที่เป็นความใฝ่ฝันของเขาและภรรยาเปลี่ยนแปลงมนุษย์ไปได้ถึงเพียงนี้? หนทางที่คาร์ลกำลังเดินอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วจริงหรือ? แล้วเอลลี่เล่า...เอลลี่ต้องการเช่นนี้จริงๆ หรือ?

 

มึนทซ์ทำเพื่อกู้เกียรติยศที่เหลือเพียงธุลี คาร์ลทำเพื่อความฝันที่ไม่มีวันหวนกลับ

ในขณะที่มึนทซ์ทำร้ายจิตใจของคาร์ลอย่างร้ายกาจ คาร์ลก็ทรยศรัสเซลล์ได้อย่างแสนสาหัส

... เขาสองคนต่างกันที่ตรงไหน?

 

ความขัดแย้งเด่นชัดขึ้นท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ แต่กระนั้นมือไม้เหี่ยวยานของคาร์ลก็ยังง่วนอยู่กับการช่วยเหลือบ้านแสนรักของเขา...

 

 

[เข็มกลัด: เครื่องประดับ]

ภายหลังมึนทซ์จากไป รัสเซลล์ผู้ผิดหวังในตัวคาร์ล ได้เหวี่ยงสายสะพายติดเข็มกลัดซึ่งเป็นนัยสัญลักษณ์ประจำตัวทิ้งลงกับพื้น เขาได้เรียนรู้มามากเกินพอจากชายชรางี่เง่าทั้งสองคน...เกินพอเสียจนเกินจะทน เด็กน้อยประกาศก้อง

 

"ผมไม่เอาไอ้นี่แล้ว!"

 

รัสเซลล์เติบโตขึ้นมาก เขารู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร อีกทั้งแยกแยะได้ว่าเวลาไหนเป็นเวลาที่ควรทิ้งอะไรไว้เพื่อรักษาสิ่งใด และนั่นคือจิตใจของนักผจญภัยโดยแท้ ที่จะยอมละทิ้งสัมภาระบางอย่างไว้กลางทางเพื่อรักษาชีวิต วินาทีนั้นเด็กน้อยสำนึกถึงความผิดพลาดลำดับแรกของตนเองที่คิดออกผจญภัยเพื่อเอาอะไรบางอย่างกลับไป เขาคิดถูก มิฉะนั้นในที่สุดเขาก็จะกลายเป็นเพียง "นักล่า" และผู้ใหญ่งี่เง่าอย่างมึนทซ์

เข็มกลัดทั้งพวงนั้นท่าทางจะหนักอยู่ไม่น้อย บางทีที่รัสเซลล์ดูคล่องแคล่วขึ้นในช่วงหลัง อาจเป็นเพราะเขาได้กำจัด "น้ำหนักถ่วง" ออกไปพ้นร่างกายแล้วก็เป็นได้

เบาโปร่ง โล่งสบาย...ยิ่งกว่าลูกโป่งนับพัน

 

 

[บ้าน: สัมภาระ] 

รัสเซลล์ทิ้งเข็มกลัดและไล่ตามมึนทซ์ไป แต่คาร์ลกลับนั่งจับเจ่าอยู่ในบ้าน...บ้านเก่าที่แสนคุ้นเคย บ้านเหาะพลังลูกโป่งลอยฟ้า...บ้านวิเศษที่พาเขาบินหนีจากอเมริกา ... เพื่อมาขังตัวเองซ้ำซากอยู่บนทวีปอเมริกาใต้

ภายหลังจากได้อ่าน "บันทึกการผจญภัย" ของคุณเอลลี่ คาร์ลก็ตระหนักถึงความผิดพลาดของเรื่องราวในส่วนของเขา

 




"การผจญภัยของคุณเอลลี่" คือการได้พบกับคาร์ล ตกหลุมรัก แต่งงาน ใช้ชีวิตคู่อย่างเรียบง่าย ตื่นรับวันใหม่โดยมีคาร์ลอยู่เคียงข้าง ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดหลายสิบปี แม้จะไม่ได้ไปบุกป่าฝ่าดงที่อเมริกาใต้ แต่ชีวิตที่ร่าเริืงสดใสของเธอทั้งหมดนั้นคือการผจญภัย คือช่วงเวลาที่เธอภาคภูมิใจเป็นที่สุด

 

"ขอบคุณที่ผจญภัยร่วมกันมา ต่อไปเป็นตาของเธอแล้วนะที่จะออกผจญภัยครั้งใหม่ -- เอลลี่"

 

 

คาร์ลได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากประโยคเพียงสั้นๆ นั้น เป็นต้นว่าการผจญภัยเป็นประสบการณ์ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ จึงไม่มีใครออกผจญภัยแทนกันได้ และหากไม่ยอมละวางอะไรบางอย่างเพื่อจากมา เราก็ไม่อาจออกผจญภัยแม้เพียงก้าวเดียว

ปู่คาร์ลเพิ่งจะเข้าใจว่า การที่เขาพาบ้านและทุกสิ่งในชีวิตของเขาติดตัวมาผจญภัยด้วยเป็นเรื่องโง่อย่างยิ่ง เขาไม่เคยออกผจญภัยเลย เพียงแต่ขังตัวเองอยู่ในคุกที่เขาเรียกว่าบ้าน และจนถึงตอนนี้เขาไม่เคยเดินไปที่ไหนเลยเพราะมัวแต่เฝ้ารักษาสัมภาระขนาดยักษ์ที่เขาเรียกว่าบ้าน

คาร์ลลากจูงบ้านมาจนถึงที่หมา่ย? ... ตรงกันข้าม เป็นบ้านต่างหากเล่า ที่คอยล่ามรั้งคาร์ลเอาไว้ตลอดมา และในขณะที่บ้านมีอิทธิพลเหนือคาร์ล น้ำหนักของมันก็ได้กดทับตัวตนของเขาไว้ คาร์ลไม่้เคยเป็นนายของตัวเอง ดังนั้นแม้จะเป็นนายของสุนัขสักตัว เขาก็ยังทำไม่ได้

 



บทสรุป [Spirit of Adventure]

คาร์ลตื่นจากความฝันของเอลลี และตัดสินใจเหวี่ยงข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านทิ้งไปทั้งหมด บ้านลอยฟ้าที่ปลอดสัมภาระจนเบาหวิวกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง คราวนี้คาร์ลเป็นนายเหนือตัวเองและบ้าน เขาบังคับบ้านไล่กวดเรือเหาะ [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] ไป คาร์ลเข้าสมทบกับรัสเซลล์ หยุดยั้งมึนทซ์เอาไว้ได้ และช่วยชีวิตนกที่ถูกลักพาไปได้อย่างงดงาม

เหตุการณ์ชุลมุนพาคาร์ลและรัสเซลล์ขึ้นไปอยู่บนเรือเหาะของมึนทซ์ เขาสองคนกลับบ้านพร้อมกับ [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] และปล่อยวาง [ความทรงจำของเอลลี] ไว้...ให้พักผ่อนอย่างสงบ บนดินแดนลับแลที่เธอเฝ้าใฝ่ฝัน

คาร์ลกลับมาใช้ชีวิตอย่างธรรมดาในเมือง แต่ทุกวันของเขานับจากนี้ไปจะเป็นการผจญภัย นั่นเป็นเพราะ [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] ที่สูญหายไปเนิ่นนานได้กลับมาสถิตอยู่ในหัวใจของชายชราอีกครั้ง และแม้จะอยู่ห่างไกลเกินเอื้อมคว้า แม้ไม่อาจมองเห็นด้วยตา แต่คาร์ลก็รู้ดีว่า [ความทรงจำของเอลลี่] ก็จะยังคงสถิตอยู่ ณ ที่นั่น...เหนือธารน้ำตกที่สูงราวกับว่าจะนำทางไปถึงสรวงสวรรค์...ตราบจนชั่วนิรันดร

 


 --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

EDIT: เพิ่มเติม ในส่วนของตัวร้าย ชาร์ลส์ มึนทซ์ นั้น มีนัยสัญลักษณ์ประจำตัวคือ "สุนัข" ซึ่งสื่อถึงนักล่า (hunter) ที่ไม่เลือกวิธีการ และสามารถเฝ้ารออยู่ที่เดิมนิ่งๆ ได้นานเท่านานเพื่อเหยื่อที่หมายตาไว้ บทวิเคราะห์หลักด้านบนกล่าวว่าการออกผจญภัยโดยยึดติดกับเป้าหมายแรกมากจนเกินไป ทำให้มึนทซ์เปลี่ยนแปลงจาก "นักสำรวจ" ไปเป็น "นักล่า" ในที่สุด

เราอาจเปรียบเทียบ "ปริมาณ" ความเป็นนักล่าของมึนทซ์ได้จากจำนวนสุนัขของเขาที่เพิ่้มขึ้นตามเวลา (ก่อนที่เขาจะหายตัวไปจนถึงเวลาที่ได้พบกับคาร์ล) และภาพของฝูงสุนัขหลายร้อยตัวที่เพิ่มจำนวนและอาศัยอยู่ภายในเรือเหาะ Spirit of Adventure ก็อาจสื่อถึงการที่ [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] ของมึนทซ์ ถูก [จิตใจนักล่า] กลืนกินไปในช่วงเวลาหลายสิบปีที่เขาตามหานกยักษ์

ผู้ชมบางท่านอาจมองว่า ปลอกคอพูดได้ของเหล่าสุนัขนั้น เป็นมุขตลกที่ดูขัดตาไปสักหน่อย แต่หากจะมองอีกมุมหนึ่ง การที่มึนทซ์ประดิษฐ์ปลอกคอเหล่านี้ขึ้นมา ก็สื่อได้อย่างอ้อมๆ แต่ชัดเจนว่าตัวมึนทซ์นั้น "เหงา" มากเพียงใดที่ต้องอยู่บนทวีปร้างนั้นนา่นกว่าหลายสิบปีครับ เป็นความเหงาในระดับที่อาจทำให้คนๆ นึงที่เคยเข้มแข็ง เสียสติไปได้โดยไม่น่าแปลกใจเลย

มึนทซ์เป็นตัวร้ายของ Pixar ที่ผมชอบรองมาจาก Syndrome จากเรื่อง The Incredibles ครับ

 

Comment

Comment:

Tweet

อ๊า เป็นบทวิเคราะห์ที่เขียนได้ดีมาก ๆ เลยอ่ะ

เราก็ดูอัพละแอบสงสัยนิดหน่อยว่าตอนสุดท้าย ตัวร้ายจะตายมั้ย แล้วการที่ให้ลูกสมุนหมาน้อยตกลงไป (ตาย?) จะโหดไปหรือเปล่า

ชอบมุขตอนที่หมาตัวเอกเอาปลอกคอหมาหงอยสวมหมาวายร้าย
แล้วหมาตัวอื่น ๆ ก็ยอมศิโรราบทันทีด้วยนะ 555

#9 By Lydia Deetz on 2009-07-22 05:28

คุณภูมิล่ะอยากไปดูเรื่องนี้มากเลย แต่หาเวลาไปไม่ได้สักที อ่านรีวิวคุณปูทันเป็นการชดเชยดีกว่า cry

อยากบอกว่า ตอนแรกที่เห็นหน้าคุณปู่คาร์ลในโฆษณา คุณภูมินึกว่าดิสนีย์กับพิกซาร์สร้างหนังเพื่อระลึกถึง ฯพณฯอดีตนายกฯ ออฟไทยแลนด์ซะอีกนะครับเนี่ย

ก็...หน้าแกออกจะ "เหลี่ยม" ซะขนาดนั้น open-mounthed smile
แวะมารดน้ำ :P
Hot! Hot! Hot!

#7 By mikan on 2009-06-29 19:59

Hot! Hot! Hot!

ผมก็พึ่งไปดูมาน้ำตาไหลผ่านเครา สนุกดีครับ ชอบมุกมันจริงๆผับผ่าสิ

#6 By V.E.R.Y.W.E.R on 2009-06-29 04:45

อ้ออีกเรื่องหนึ่งนะครับ

เหตุผลเรื่องโกงอายุของตัวร้ายที่ปูทันไปพิมพ์ไว้ในบล็อคผมน่ะ ก็ตรงกับความรู้สึกของผมในช่วง "แรก ๆ" นะครับ คนหนึ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่บริสุทธิ์กว่า อีกทั้งยังเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการผจญภัย คงต้องออกแรงอยู่เรื่อย ๆ หน้าตาจึงดูอ่อนเยาว์ ร่างกายจึงดูแข็งแกร่งกว่า

แต่พอมาคิดดูอีกรอบ ปู่คาร์ลของเราอยู่กับคุณย่าเอลลี่ผู้อ่อนโยน เป็นคู่สามีภรรยาที่ี่เหมาะสมลงตัวและเข้าใจกันอย่างแท้จริง ถึงจะมีชีวิตที่ราบเรียบไม่โลดโผน แต่จิตใจน่าจะเย็นชื้นมากกว่า จึงไม่ควรแก่กว่าขนาดนี้นะครับ

อิอิ ก็แค่คิดไปเรื่อย ๆ อ่ะเน้อ

#4 By Highwind on 2009-06-28 20:31

Hot! Hot! Hot!

สุดยอด!!! เป็นรีวิวที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ดีแท้

อ่านตามไป ความรู้สึกประทับใจ ซึ้งใจขณะดูหนัังหลั่งไหลออกมาอีกครั้ง ทำให้ผมน้ำตาไหลอีกรอบ sad smile

ผมเองเคยดูการ์ตูน 2D ของดิสนีย์ในยุครุ่งเรืองมาตั้งแต่เด็ก ๆ

พอคอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามาแทนที่การวาดด้วยปลายพู่กันผมก็รู้จักกับทอยสตอร์รี่ที่ดูธรรมดาและแปลกตาเกินไปสำหรับผมในตอนนั้น ก่อนที่จะมาผิดหวังเล็ก ๆ กับ "ตามหานีโม่" ที่เนื้อเรื่องและสาระไม่โดนใจ

ด้วยเหตุนี้ผมจึงยึดติดกับภาพการ์ตูนเก่า ๆ จนไม่เคยคิดแม้จะเสียเงินเข้าไปชมหนังสามมิติเรื่องใหม่ ๆ ของพิกซาร์เลยในช่วงระยะหลัง (ไม่ว่าจะเป็น The Incredible ที่นำเสนอความผูกพันธ์ในครอบครัวฉีกขนบเดิมของการ์ตูนดิสนีย์เก่า ๆ, เจ้าหนูพ่อครัวที่ได้รับคำชมมากมาย หรือแม้กระทั่ง Wall-E ที่จัดเป็นหนึ่งในการ์ตูนที่สุดยอดตลอดกาล) จนมาหลวมตัวตามคำเชื้อเชิญของ Zieghart สำหรับหนังเรื่องนี้

รู้สึกว่าตัวเองใจแคบมาก ๆ ไม่แตกต่างจากปู่คาร์ลผู้มีกุญแจที่พร้อมจะไขประตูบ้านหลังเก่าออกไปข้างนอกทุกเมื่อแต่คุณปู่ของเรากลับกักขังจิตใจของตนไว้ภายในทันทีที่คุณย่าเอลลีสุดที่รักของเขาจากไป

จนกระทั่งการเดินทางตามความฝันครั้งนี้ที่นอกจากจะเป็นครั้งแรกที่คุณปู่วัยดึกได้ออกเดินทางไปสู่ทวีปอเมริกาใต้ มันยังทำให้ปู่คาร์ลได้เรียนรู้สิ่งที่สำคัญมาก ๆ (ที่หลายคนอาจไม่มีโอกาสได้เข้าใจเลย) เมื่อบั้นปลายชีวิต

นั่นก็คือสิ่งใดควรยึดติด สิ่งไหนควรปล่อยวาง

และนี่เองจึงเป็นที่มาของความแคล่วคล่องของคุณปู่วัย "กล้วยไม้" ในตอนท้ายที่ดูโอเว่อร์เกินจริง หากแต่เกิดขึ้นจากพลังใจอันเต็มเปี่ยมนั่นเอง

สำหรับผมแล้วเรื่องนี้ลงตัวมาก ๆ ตั้งแต่การ์ตูนสั้นเปิดเรื่อง ไปจนถึงตอนจบ แถมยังเรียกน้ำตาได้หลายฉาก และทำให้ผมรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างไม่น่าเชื่อ

ที่สำคัญพิกซาร์สร้างอ Up ให้เป็นการ์ตุนที่ยิ่งกว่าการ์ตูน กล่าวคือไม่ใช่เพียงนำเสนอความสนุกสำหรับเด็กเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยเนื้อหาสาระที่ชวนให้ประทับใจคนดูทุกเพศทุกวัย

จนผมอดไม่ได้ที่จะขอถวายตัวเป็นสาวกของพิกซาร์เต็มตัว และแอบกระซิบนิดนึงว่าตอนนี้กำลังหาดีวีดีการ์ตูนของพิกซาร์มาไล่ดูอยู่ครับ

ไว้ดูแล้วผลเป็นอย่างไรคงได้คุยกันอีกทีนะครับ

#3 By Highwind on 2009-06-28 20:24

ตัวคาร์ลเอง หลงทางไล่ตามภาพลวงตาของ"ความฝัน" ที่เขากับภรรยาสร้างขึ้นมา โดยไม่ทันได้รู้ตัวว่า ได้ตีความความหมายของสิ่งนั้น ผิดไปอย่างมหันต์เพียงใด

เป็นเรื่องเศร้า ที่เขาหน้ามืดตามัว ยึดติดกับอดีต ไม่มองปัจจุบัน มุ่งแต่จะไปยังจุดหมายปลายทางที่ค้างคาในใจมานาน...ฉากที่เขาเลือกไปดับไฟบ้านเปล่าๆที่มีเพียงความทรงจำ แต่ไม่ช่วยเหลือนกยักษ์ที่ยังอยู่ในขอบเขตที่ช่วยเหลือได้นั้น เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนมากครับ ว่าตัวปู่เอง ไม่ได้มองเห็นความสำคัญของปัจจุบันที่อยู่ตรงหน้าเลยซักนิด


หลังจากสูญเสียสิ่งต่างๆไปแล้ว แม้เขาจะพา"บ้าน" หลังนั้นมาถึงจุดหมายปลายทางของ"การผจญภัย" เหมือนที่ต้องการได้...แม้"ความฝัน" จะบรรลุผลในที่สุด แต่สิ่งที่ได้รับมา และความรู้สึกที่เกิดขึ้น...กลับเป็นแค่เพียงความว่างเปล่า

นี่คือสิ่งที่เขาและภรรยาต้องการมาตลอดจริงๆหรือ?

ที่บอกว่า บ้านเป็นสิ่งเหนี่ยวรั้งคาร์ลไว้ เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดจริงๆครับ...และเมื่อปลดพันธนาการชั่วชีวิตอันนี้ไปได้...ก็อาจบอกได้ว่า "การผจญภัย" ของปู่ซ่าของเรา ได้เริ่มต้นขึ้นมาแล้วจริงๆก็เป็นได้ big smile


หนังดีมากครับ ทั้งฮา ทั้งซึ้ง ทั้งตื่นเต้น และยังได้ข้อคิดอีก...ขอtwo thumb up ให้กับ Pixar อีกซักหน...ประทับใจจริงๆ ให้ดิ้นตายสิ

Hot! Hot! Hot!

#2 By Zieghart on 2009-06-28 19:28

แค่ฟังก็อยากไปดูแล้ว
น้องผมดูมาแล้วบอกว่าสนุกมาก แถมยังอลังการ
แต่ผม
ยังไม่ได้ไปดูเลยงับ
ผมจน.........sad smile sad smile sad smile

#1 By ChotxE on 2009-06-28 09:49