ระหว่างที่เขียนแถกตัวเดิม "เรียนวิศว (เคมี) อย่างคนมีกึ๋น" อยู่นั้น ผมก็บังเกิดไอเดียขึ้นมาว่า ผมยังไม่เคยได้แบ่งปันประสบการณ์ที่ได้ไปทำวิจัย ณ อเมริกาเมื่อปีที่แล้วอย่างจริงๆ จังๆ เลยนี่หว่า... ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอถือเอาโอกาสที่ผมยังมีไฟอยู่นี่ เขียน variation ของ tag "เรียน...อย่างคนมีกึ๋น" ไว้ตรงนี้เลยแล้วกันครับ

Disclaimer: งานวิจัยที่ผมทำเป็นงานวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ของวุฒิ ป. โททางวิศวกรรม ซึ่งเป็นสายวิทยาศาสตร์ ... ในกรณีของงานวิจัยเชิงสังคมศาสตร์อาจมีรายละเอียดที่ต่างไปจากกรณีของผมอยู่บ้างครับ

Disclaimer2: เขียนมันมือไปหน่อย...ยาวใช้ได้เลยครับ

 

ทำโครงงานวิจัยอย่างคนมีกึ๋น

- งานวิจัยที่ทำ เป็นโครงงานของคณะไหน สาขาอะไร?

สาขาที่ผมเรียนโทจริงๆ มันเป็นวิศวกรรมเคมี แต่ผมเลือกหัวข้อทางวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมไป เหตุผลข้อแรกคือผมเป็นคนหลายใจ เลยให้ความสำคัญกับการรู้อะไรกว้างๆ มากกว่าความรู้ทางลึก เหตุผลข้อสองคือ ผมยังไม่มีประสบการณ์ทำ lab แบบเต็มๆ เลยอยากลองดูซักตั้ง ส่วนข้อสุดท้ายคือ...ผมอยากไปต่างประเทศครับ :P

 

- งานวิจัยเขาทำอะไร และทำกันยังไงบ้าง?

ขอตอบข้อนี้โดยใช้หัวข้อและบริบทของผม (งานเดี่ยว เป็นงานในห้องแล็บ และเป็นโครงงานสอบวิทยานิพนธ์ระดับ ป.โท) เป็นพื้นฐานแล้วกันนะ สำหรับงานวิจัยอื่นๆ อาจต่างกันออกไปเล็กน้อยครับ

  1. ศึกษาหัวข้อที่เราทำให้ทะลุปรุโปร่ง: สิ่งที่ต้องทำในขั้นเริ่มต้นนี้คือการรีดเร้นคำถามจากตัวเราเองให้มากที่สุด ครับ โดยอาจต้องนั่งจ้องหัวข้ออยู่สักพักแล้วระดมสมอง (brainstrom) ด้วยตัวเอง จดสิ่งที่เราอยากรู้เกี่ยวกับหัวข้อโครงงานออกมาให้เยอะที่สุด แล้วจัดลำดับความสำคัญ ก่อนออกไปค้นหาข้อมูลเพื่อตอบสิ่งที่เราถามไว้...พอตอบคำถามเก่าได้แล้วก็ ให้ถามคำถามใหม่ แล้วก็ออกไปหาข้อมูลเพิ่ม ... ทำซ้ำแบบนี้เรื่อยๆ เพื่อให้ตัวเรารู้ background ของโจทย์และคุ้นเคยกับสิ่งที่เรากำลังจะไปอยู่กินด้วย

    การทำแบบนี้อาจดูสะเปะสะปะไปบ้างในช่วงแรก แต่ถ้าเริ่มเข้าที่เมื่อไหร่แล้ว เราก็จะตั้งคำถามและหาข้อมูลได้ตรงประเด็นขึ้นครับ (ใครที่ไม่ชอบลองผิดลองถูก...ผมแนะนำให้หัดทำไว้ตั้งแต่ช่วงนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปทำเอาในช่วงกลางๆ ครับ )

    สิ่งที่เราควรจะได้จากขั้น
    ตอนนี้ -- ความจำเป็นของโครงงาน, ความหมายของศัพท์เฉพาะ, ประวัติงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง, อุปกรณ์หลักที่ต้องใช้ในงาน, หัวข้อทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง, วิธีการทดลองที่มีคนเคยทำมาก่อน, ข้อดีข้อด้อยของงานที่คนอื่นเคยทำมาแล้ว, คำถามที่งานของคนอื่นยังไม่เคยตอบได้, ชื่อของผู้เขียนบทความที่น่าจะเอามาอ้างอิงได้, ข้อเสนอแนะอื่นๆ

    คติประจำขั้นตอน -- การศึกษาที่ดีมีรากฐานมาจากคำถาม มิใช่คำตอบ, รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งมิพ่าย

  2. วางแผนงานและกำหนดขอบเขตของโครงงาน: นำข้อมูลและความคิดกองใหญ่ๆ ที่ได้จากข้อแรกมาจัดระเบียบ แยกแยะความสำคัญ แล้วค่อยใช้ข้อมูลเหล่านั้นวางแผนงานอย่างใจเย็น สิ่งสำคัญในการวางแผน (โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่) คืออย่ากำหนดเวลาในแผนงานแต่ละขั้นแบบเสร็จพอดีเด๊ะๆ เพราะงานวิจัยคือการผจญภัย ซึ่งเราไม่มีทางรู้หรอกว่าจะมีเรื่องเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นตอนไหน เมื่อไหร่ อย่างไร

    คำถามใหม่ ปัญหาใหม่ หรือตัวแปรใหม่ที่ทำให้ทฤษฎีเก่าเป็นหมัน อาจโผล่มาในช่วงกลางงาน และเราอาจต้องโละแผนกันใหม่หมดในตอนนั้น...ดังนั้นหากเราคิดอะไรใหญ่เกินตัวในทีแรก ก็อาจกระอักเลือดได้ในช่วงสรุปผลครับ

    สิ่งที่ควรจะได้จากขั้น
    ตอนนี้ -- แฟ้มตัดปะของบทความที่เกี่ยวข้อง (จัดเรียงแล้ว), จุดประสงค์และเป้าหมายของแผนงานที่ชัดเจนจับต้องได้, ยืนยันว่าเราสามารถหาสิ่งจำเป็นในการทำงานได้ครบ, ปฏิทินแสดงแผนงานอย่างละเอียด, เบอร์ติดต่อของผู้ร่วมงานและคนที่จำเป็น, แผนสองและแผนสาม

    คติประจำขั้นตอน -- เหลือดีกว่าขาด

  3. นำเสนอเป็น proposal ต่อคณะกรรมการและผู้สนใจ: ตรงนี้นอกจากจะเป็นการสอบครั้งแรกแล้ว ยังเป็นการประเมินภูมิรู้ที่เราสั่งสมมาในสองขั้นแรก และวัดความสามารถในการถ่ายทอดความเข้าใจของเราให้แก่คนอื่นๆ ด้วย เพราะหากเราเรียบเรียงเนื้อหา presentation ให้ทางคณะกรรมการฯ เข้าใจได้ง่ายแล้ว นั่นย่อมแปลว่าความคิดในหัวเราเริ่มตกผลึก และเรามีความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำเป็นอย่างดี (ผมเคยฝึกการนำเสนอตรงนี้ ด้วยการคุยเรื่องไอเดียคร่าวๆ ของหัวข้อวิจัยให้แม่ฟังครับ ... ถ้ามีตรงไหนที่แม่ไม่เข้าใจก็จะไปหาข้อมูลมาเพิ่มหรือเปลี่ยนวิธีอธิบาย ซึ่งได้ผลดีทีเดียว)

    เรื่องความเข้าใจนี้เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำสุดของ proposal presentation ครับ...ส่วนเกณฑ์ขั้นต่อไปคือความเป็นไปได้ของแผนงานที่เรานำเสนอ...ตรงนี้ ผมว่าไม่ซีเรียสเท่าไหร่ เพราะอาจารย์ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าเราย่อมเห็นรูโหว่ในแผนงานของเราได้ง่าย ถ้าโดนติงมาในเรื่องของแผนงานก็ขอให้นำไปปรับปรุงตามความเหมาะสม และัอย่าเพิ่งจิตตกกันล่ะครับ เพราะโดนกันมาแล้วทุกคน

    สิ่งที่ควรจะได้จากขั้น
    ตอนนี้ -- ความสามารถในการเรียบเรียง, คำแนะนำอันมีประโยชน์จากคณะกรรมการ

    คติประจำขั้นตอน -- ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจได้ง่ายๆ แล้ว นั่นแปลว่าตัวคุณเองที่ยังเข้าใจเรื่องนั้นไม่ดีพอ
    .
  4. ทำงานตามแผนที่วางไว้แน่นอนแล้ว: ขั้นนี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากนำเสียงตอบรับจาก proposal (หรือแผนงานที่ปรับปรุงนิดหน่อยจากข้อ 5) มาปรับปรุงแผนงานของตัวเอง หรือถ้ายังมีข้อมูลบางจุดที่ขาดไปก็ไปหามาลงให้ครบ เมื่อแผนนิ่งแล้วก็อย่างได้รอช้า ให้รีบลงมือทำทันที

    ขอย้ำอีกครั้งว่าแผนงานทั้งหมดนั้น เป็นไปเพื่อให้เราตอบ "โจทย์" ที่เราวางไว้ตั้งแต่ขั้น 2-3 ให้ได้อย่างชัดเจนที่สุด

    หัวใจของการวาง และปรับแก้แผนงานจึงอยู่ที่ "การไม่ลืมเป้าหมาย" นั่นเอง...และเพื่อการนั้นเราจึงควรแปะเป้าหมาย แผนงาน รวมถึง checklist ต่างๆ เอาไว้ที่โต๊ะทำงาน เพื่อกันการหลงลืมครับ

    สิ่งที่ควรจะได้จากขั้น
    ตอนนี้ -- แผนงานและฐานข้อมูลในข้อ 2 ที่แน่นขึ้น พร้อมใช้งานได้จริง

    คติประจำขั้นตอน -- เทพนักรบย่อมหมั่นฝึกรบ ยอดกุนซือย่อมหมั่นปรับกลยุทธ์, ลงมือรวดเร็วย่อมได้เปรียบในสมรภูมิ
    .
  5. คอย update ความคืบหน้าของงานให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องรู้: ระหว่างที่ทำงานงกๆ ก็อย่าเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องล่ะ ถ้าได้ข้อมูลอะไรใหม่ก็ให้ทำการวิเคราะห์เบื้องต้น แล้วนำผลไปอภิปรายกับทุกคนที่น่าจะสนใจโดยไม่ต้องรอให้เขาถาม... ไล่มาตั้งแต่อาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อนร่วมห้องแล็บ รูมเมท ฯลฯ บางทีคนเหล่านี้อาจมีความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์มากๆ ต่องานของเราก็เป็นได้ครับ

    อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ในช่วงนี้ถ้าเรามีข้อมูลพอจะเขียนรายงานหรือบทความได้แล้ว ให้ลองเขียนดูเลยครับ อย่ากลัวว่าจะต้องแก้ทีหลัง เพราะอย่างน้อยๆ ก็เป็นการฝึกเรียบเรียง และการหยุดทำงานซักนิดเพื่อมานั่งเขียนรายงาน ก็จะช่วยให้เรามองเห็นงานในภาพรวมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ประโยชน์ของการทำแบบนี้คือ ช่วยทำให้ช่วงกลางของงานวิจัยไม่น่าเบื่อ เปลี่ยนแผนงานย่อยๆ ได้ทันท่วงที และ feedback จากคนที่เราถาม หรืองานเขียนของตัวเอง จะคอยเติมไฟในการลุยงานของเราอยู่เรื่อยๆ ครับ

    สิ่งที่ควรได้จากขั้น
    ตอนนี้ -- ฝึกการทำงานพร้อมวิเคราะห์ และแผนงานที่อาจปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

    คติประจำขั้นตอน -- น้ำนิ่ง คือ น้ำเน่า
    .
  6. วิเคราะห์และสรุปผล: ช่วงวิเคราะห์และสรุปผลนี้คือการนำ "คำตอบ" ทั้งหลายที่เก็บเล็กผสมน้อยมาตั้งแต่ต้น เพื่อสู้รบกับ "คำถาม" "เป้าหมาย" และ "วัตถุประสงค์" ของโครงงาน ที่เราวางเอาไว้เมื่อครั้ง proposal (อ้างอิงจากข้อ 4)

    ถ้าเรา work hard & work smart มาตลอดทางก็จะสบายในขั้นนี้ เพราะสามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วนโดยมีหลักฐานจากการทดลองและจากแหล่งอ้างอิงต่างๆ มาสนับสนุนข้อสรุปของเราได้อย่างเพียงพอ

    ถ้าเราอู้ ปูแผนการมาไม่ดี คิดวิเคราะห์ระหว่างทางไม่แตก ผลร้ายก็จะมาสัมฤทธิ์เอาในขั้นนี้ คือเราจะได้ข้อมูลมาน้อยเกินกว่าจะตอบโจทย์ หรือหลงประเด็นไปทำอย่างอื่นจนได้ข้อมูลที่เปล่าประโยชน์เปล่าประโยชน์เปล่าประโยชน์ มาเก็บไว้ดูให้ช้ำใจเล่นซะงั้น

    สิ่งที่ควรได้จากขั้น
    ตอนนี้ -- โต๊ะทำแล็บที่สะอาดเรียบร้อย, ข้อสรุปการทดลองที่เราสามารถอ่านแล้วภูมิใจไปกับมันได้ (ถ้าอ่านเองแล้วยังรู้สึกขัดๆ นรกก็รอท่านอยู่ในการเขียนรายงาน และ defense presentation ละนะครับ)

    คติประจำขั้นตอน -- It's the end that justifies the means.
    .
  7. เขียนรายงานหรือ journal article: การเขียนรายงานและ journal article นั้นคล้ายกันตรงที่เป็นการสื่อสารผลงานของเราให้แก่คนทั่วไปเหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงความยากง่ายครับ

    รายงานหรือวิทยานิพทธ์มักจำกัดแค่รูปแบบและการจัดหน้า เราจึงมีพื้นที่จะอารัมภบทและใส่รายละเอียดลงไปแบบไม่ยั้ง แต่ journal article นั้นมีการจำกัดจำนวนคำในบทความด้วย...ใครเคยคิดว่าการเขียนอะไรสั้นๆ นั้นง่ายกว่าเขียนยาวๆ รับรองว่าจะได้คิดใหม่ทำใหม่เอาตอนมาเขียนบทความลง journal นี่แหละ

    สิ่งที่ควรได้จากขั้นตอนนี้ -- รายงานและ/หรือบทความ...หลักฐานแห่งความพยายามของเรา TwT~

    คติประจำขั้นตอน -- Brevity is the soul of wit.

  8. Defense presentation: โดยหลักแล้วไม่มีอะไรแตกต่างกันกับ proposal เท่าไหร่ สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือขนาดของเนื้อหา และนั่นก็ทำให้การเรียบเรียงยากขึ้นด้วย แต่หากเราทำรายงานได้เรียบร้อยมาก่อนแล้ว รับรองว่าการจัดเนื้อหาใน defense จะไม่ยากเลยครับ

    สิ่งสำคัญสำหรับการ defend (คุ้มกัน) งานของตัวเองคือความมั่นใจครับ เราทำงานนี้มา เราคิดดีแล้ว เราศึกษามาอย่างละเอียด ดังนั้นไม่มีใครในโลกนี้จะรู้จักงานของเราดีไปกว่าตัวเราเองหรอก เนอะ?


    สิ่งที่ควรได้จากขั้นตอนนี้ -- งานฉลอง

    คติประจำขั้นตอน -- (ตามข้อ 3)

 

- สิ่งที่ได้จากการวิจัย เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ถ้าจะบอกถึงการนำงานวิจัยของผมไปใช้งาน มีหวังยาวแน่ๆ ครับ ^^; เอาเป็นว่า สิ่งที่ "ตัวผม" ได้มาจากการทำวิจัยคือการประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ และการใช้สติปัญญาแก้ปัญหา ทั้งการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินค่า การคิดเชิงกลยุทธ์ ฯลฯ เพราะงานของผมมีตัวหลักอยู่คนเดียว และเมื่อเกิดปัญหาติดขัดขึ้นก็เป็นหน้าที่ของเราเท่านั้น ที่จะคิดหาทางออกให้กับมัน ถึงจะกดดันและสิ้นหวังยังไง ถ้าเอาแต่ฟูมฟายก็จะทำให้โอกาสรอดลดจาก 0.1% เหลือเพียงศูนย์เข้าจริงๆ

"ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้ม" และคงไม่มีวารสารวิทยาศาสตร์ฉบับไหน ที่ลงบทความว่าด้วยความกลุ้มของนักวิจัย จริงมั้ยครับ

 

- บอกเคล็ดลับการทำวิจัยอย่างคนมีกึ๋นมาซักหลายๆ ข้อ

ไม่เชิงว่าเคล็ดลับ แต่เป็นทัศนคติที่ถูกต้อง มากกว่าละมั้ง?

  • มีเป้าหมายอยู่เสมอ อย่าคิดว่างานวิจัยเป็นงานประจำ เพราะนั่นจะทำให้เราสมองตัน ทำส่งๆ โดยไม่คิดวิเคราะห์
  • มีระเบียบวินัยตลอดเวลา ถ้าแผนดีอยู่แล้ว ก็อย่าให้มันเสียที่คน
  • อยากรู้ต้องอ่าน และต้องถาม บทความงานวิจัยดีๆ ล้วนต่อยอดมาจากการอ่านงานของคนอื่นมานับหลายสิบฉบับ
  • ปลูกฝังนิสัยอ้างอิงผลงานของคนอื่นไว้ การยกผลงานของคนอื่นมาโดยไม่อ้างอิงให้ถูกต้อง นอกจากจะเป็นการไม่เคารพงานเขาแล้ว ยังทำลายความน่าเชื่อถือของงานตัวเองไปอย่างน่าเสียดายอีกด้วย
  • ศึกษาเพิ่มเติม จากข่าวและวารสารที่เกี่ยวข้องกับงานของเรา หัดหาไอเดียใหม่ๆ นอกตำราหรือห้องแล็บซะบ้าง
  • แม้ไฟจะลนก้น แต่ต้องทำหัวให้เย็นเข้าไว้
  • สกัดอัตตาออกจากเนื้องานของตัวเอง
  • หากความจริงตรงหน้าขัดแย้งกับสมมุติฐาน นั่นย่อมแปลว่าเราคิดผิด
  • หากผลลัพธ์ที่เราได้ไม่เหมือนกับของคนอื่น ให้ตะโกนว่า "ยูเรก้า!" ไม่ใช่ "แดมชิท!"
  • วิเคราะห์อะไรให้แตกทุกประเด็น ใช้งานผลการทดลองที่ได้มาให้ครบทุกเม็ด ... มีบทความไม่น้อยที่อาศัยผลการทดลองจากบทความเก่าๆ แล้วเอามาตีความเสียใหม่จนได้ข้อสรุปใหม่เป็นที่ฮือฮา...มันคงเสียความรู้สึกใช่เล่น ถ้า "แรงงาน" ที่เราทำ ต้องตกเป็น "ผลงาน" ของคนอื่น เพราะผิดที่เรา "คิดไม่พอ" เอง

- อยากบอกพี่ๆ น้องๆ ที่อยากมาทางสายนักวิจัยว่า?? 

มีคนเคยถามผมเหมือนกันว่า "ทำวิจัยนี่มันดียังไง" เพราะงานมันดูเนิร์ดๆ น่าเบื่อ ทำอะไรซ้ำซากตลอด แถมได้ผลมาแล้วก็ไม่รู้ว่าจะใช้งานได้จริงซักแค่ไหน

เอาประเด็น "ความสนุก" ก่อน...ความสนุกของงานวิจัย สำหรับผมแล้วอยู่ที่ผลลัพธ์ครับ

ผมเป็นคนชอบอ่านโน่นอ่านนี่มาตั้งแต่เด็ก ซึ่งความสนุกที่ได้จากการอ่านคือ เวลาเรามีปัญหาเราก็ย่อมต้องการคำตอบ และความรู้จากหนังสือก็เป็นสิ่งที่ตอบเราได้ ผมเชื่อว่าความรู้สึกดีที่ได้รู้นี้ เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็เข้าใจ

และ...เมื่องานวิจัยชิ้นหนึ่งจบลง เราจะสามารถยืดอกได้อย่างเต็มภาคภูมิ ว่านี่คือปัญหาที่เราตอบได้เป็นคนแรกของโลกครับ

ส่วนประเด็นเรื่อง "ประโยชน์"  ที่ได้จากการวิจัยนั้น อาจยังมองไม่เห็นทันทีหลังจากที่เราทำเสร็จ แต่ใครจะไปรู้ครับว่าในอนาคต อาจมีใครซักคนหยิบยกผลงานของเราไปอ้างอิง ไปทำต่อ ตั้งคำถามใหม่ ทดลองเพิ่มและนำไปสู่ข้อสรุปใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติได้ ซึ่งก็คงเป็นเรื่องดีไม่น้อยถ้าเราได้เป็นรากฐานของความสำเร็จเช่นว่า (คนละกรณีกับการ "คิดไม่พอ" ที่ผมพูดไปในหัวข้อก่อนนะ)

มีนักวิจัยไม่น้อยเลย ที่ได้รับรางวัลภายหลังจากการค้นพบของตัวเอง ไปเป็นเวลานับสิบๆ ปีครับ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อา.. คงไม่ต้องคอมเมนท์อะไร

Hot!

#1 By PastelSalad on 2008-10-10 03:06

ต้องใจรักแล้วเชื่อมั่นจริงๆนะ
กำลังทำวิจัยอยู่เหมือนกันครับ

แต่ไม่ค่อยจะมีกึ๋นซักเท่าไหร่ ทำเอาจบไปงั้นๆ

#3 By 609 on 2008-10-10 08:26

เยี่ยมมาก ทุกขั้นทุกตอน อ่านแล้ว มาจากประสบการณ์ และนำไปใช้ได้จริง

^^]b!! เอาไป 5 ดาว

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By gomora on 2008-10-10 09:06

บทความนี้ สำหรับผม มันมาช้าไปราวๆ 3 เดือน

#5 By Detonator on 2008-10-10 09:38

สนุกดีครับ ^-^
ไม่ได้อยู่สายนักวิจัย แต่ต้องทำวิจัยสำหรับเรียนจบ(ป.ตรี)
ผ่านช่วงสอบ proposal มาได้เลือดตาแทบกระเด็น
เพราะมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานวิจัยบ่อยเกินเหตุ(ฮา)

มีวิธีทำโครงงานวิจัยแบบเป็นทีมอย่างมีกึ๋นไหมคะ
ในเมื่อคนในทีม ความคิดมันแตกกันคนละทิศคนละทางแถมต้องอยู่ทำงานด้วยกันอีกหลายเดือนกว่าจะปิดโครงงานวิจัยได้

#7 By kororo on 2008-10-10 10:08

เอาไว้เรียนต่อไง :D Deto

#8 By gomora on 2008-10-10 11:16

อ่าครับ คงไว้ต่อเทอม 2
Topic ของที่ผมเรียน มันแบ่งเป็น 2 เทอม

เทอมแรกเทียบได้กับข้อ 1 ถึง 3 ของบทความนี้ครับ
ที่เหลือ ก็คือของเทอม 2

แต่ตอนนี้ ของเทอมแรก กำลังแย่แล้ว ><! เหอๆ เพราะข้อ 1 ยังปิดไม่ลง...

#9 By Detonator on 2008-10-10 11:59

ไม่ได้ทำวิจัยครับ
แต่คิดว่าสามารถนำไปใช้ได้จริงๆนะคัรบbig smile
#7

การทำงานเป็นทีม สำหรับผมแล้วจำเป็นต้องมีหัวหน้าทีมครับ ไม่ได้มีไว้เพื่อชี้นิ้วสั่ง แต่เพื่อกรณีต้องตัดสินใจเมื่อกำหนดส่งงานไล่หลังมาแบบนี้แหละครับ

ดังนั้นแล้ว วิธีการของผมคือ หา head มาคนนึง และถ้าเกิดกรณีเสียงแตกอย่างของคุณ kokoro ขึ้นมา หัวหน้าทีมต้องรับหน้าที่ตัดสินใจชี้ขาด โดยยึดเอาความเห็นของฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก แล้วพยายามยอมตามความเห็นของฝ่ายอื่นๆ เข้ามาด้วยกันเท่าที่อะไรๆ จะอำนวยครับ

การตัดสินใจในครั้งไหนๆ ก็ย่อมมี "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" เกิดขึ้น เมื่อเราเลือกทำอะไร ก็ต้องเสียโอกาสในการทำอีกอย่างหนึ่งไปโดยปริยาย ซึ่งคนทั้งกลุ่มต้องยอมรับตรงนี้ให้ได้ เพื่อผลักดันให้งานเสร็จทันเวลาครับ (ด้วยการ...ตัดอัตตาของตัวเองออกจากงาน)

สำหรับโครงงานระดับนักศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาไทย มักมีปัญหาในการกำหนดตัวหัวหน้ากลุ่ม คือไม่มีใครในกลุ่มที่อยากเป็นหัวหน้าจริงๆ จนสุดท้ายก็ต้องมาจับสลาก โหวต(เอาใครก็ได้ที่ไม่ใช่ตรู) หรือนัดประชุมกันดึกๆ แล้วโยนหัวโขนให้ไอ้ตูดหมึกที่มาเข้าประชุมสายนั่นแหละ sad smile

ถ้าสถานการณ์กลุ่มเป็นแบบนั้น แล้วจำเป็นต้องเลือกใครซักคนขึ้นมา ตามหลักแล้วก็ต้องให้คนที่ "รู้งาน" ที่สุดในทีม เป็นหัวหน้าหรือตัวแทนกลุ่ม ... โดยมีหน้าที่วางแผน ปรับแผน ตัดสินใจ และเป็นหัวหอกในการคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา

...จากประสบการณ์ส่วนตัว...กว่า 90% ของบุคคลเหล่านั้น จะเป็นคนเดียวกันกับคนที่มีหน้าที่ "เขียนรายงาน" ครับ

เพราะ อย่างที่ว่าไปในเอนทรี่ การเรียบเรียงรายงานเป็นวิธีที่จะทำให้เราเห็น "ภาพรวม" และ "ทิศทาง" ของโครงงานที่เราทำอยู่ และจัดระเบียบความคิด ทัศนคติของเราที่มีต่อโครงงานได้อย่างดีเยี่ยม...การตัดสินใจของคนๆ นี้ จึงน่าจะใกล้เคียงกับความ "ถูกต้อง" ที่สุดแล้วครับ

ถ้าหากว่าคนที่เขียนรายงานมีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพหน่อย (เช่นขี้อาย ไม่กล้าคุยกับ อ. หรือมีปัญหากับ อ. เป็นการส่วนตัว) ก็ควรให้มีรองหัวหน้า ที่จะรับเป็นตัวแทนกลุ่มเวลาคุยกับ อ. ที่ปรึกษา มาช่วยอุดช่องว่างตรงนี้ครับ

... และแน่นอนว่ารองหัวหน้าต้องมีความรู้ใกล้เคียงกับหัวหน้ากลุ่ม จึงควรจะคุยกันบ่อยๆ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน

พูดไปพูดมาก็ชักเหมือนกับยกหางตัวเอง sad smile เพราะผมนี่แหละที่ทำงานกลุ่มทีไร ก็รับหน้าที่เขียนรายงานอยู่ร่ำไป... เวลาที่กลุ่มเสียงแตกจนงานไม่เดิน...ผมก็จะสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นหัวหน้ามันซะเลย ...
ต่อจาก #11

ไอ้หยา...ผมเขียนชื่อคุณ kororo ผิด...ขออภัยครับ sad smile
#12
ดีที่ไม่เขียนผิดเป็น keroro

#13 By Detonator on 2008-10-10 15:11

/me ตบมือแปะๆ

ผมก็เข้าใจความหมาย ของ "หัวหน้างาน" เหมือนที่ fithos ว่ามาเลย

หัวหน้า มีไว้ ตัดสินใจ กรณีที่ เสียงของทีมแตกออกเป็นหลายๆ เสียง

หัวหน้า มีไว้ เป็นตัวแทนของทีม กรณ๊ที่ต้อง Deal งานกับทีมอื่นๆ

หัวหน้า มีไว้ เอาคอไปพาดเขียง เวลาไป report กับ Head ที่อยู่เหนือกว่าขึ้นไป

สุดท้าย

หัวหน้า มีไว้ รับผิดแทนลูกน้อง ก่อนจะมาเฉ่งลูกน้องในภายหลังครับ


ส่วนใหญ่ เวลามีปัญหา เพราะไม่มีคนกล้าตัดสินใจ กล้ารับความเสี่ยงเอาไว้ นั่นแลครับ

#14 By gomora on 2008-10-10 15:43

อู้ววว มีประโยชน์มากๆค่ะ
ถึงจะไม่ได้เข้าไปทำวิจัยโดยตรง แต่ก็คงทำวิทยานิพนธ์แน่ๆ อ่านไว้เป็นแนวทางก่อนเจอของจริง Hot!

#15 By SweetPuff on 2008-10-11 02:39

ขอบคุณมากครับที่มาแบ่งปัน

เขียนดีมากๆ เลยครับ Hot!

#16 By mnop on 2008-10-11 04:45

อืม ตอนทำวิจัยจบป.ตรี
ได้ผลวิเคราะห์ไม่ตรงกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้เหมือนกัน
คิดอย่างเดียว ตายแน่จะจบไหม ทำไรผิดอ่ะ
นึกว่าต้องทิ้งงานเริ่มหัวข้อใหม่แล้วเชียว
แต่เวลาไม่ทัน หาข้อมูลมาอธิบายใหม่นานมาก
ดูไม่สมเหตุสมผลด้วย แต่ส่งไปก็รอดมาได้

ชอบแหะ ยูเรก้าเนี้ยsurprised smile

#17 By aeiou on 2008-10-11 09:29

'หากผลลัพธ์ที่เราได้ไม่เหมือนกับของคนอื่น ให้ตะโกนว่า "ยูเรก้า!" ไม่ใช่ "แดมชิท!"
'

ประโยคนี้โดนใจ รับดาวไปเลย open-mounthed smile Hot!

#18 By แมวมะม่วง on 2008-10-11 11:42

ตอนนี้กำลังทำวิจัยอยู่เหมือนกันค่ะ ขอบคุณที่แนะนำแนวทางให้นะคะ Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#19 By Oam on 2008-10-11 12:16

โอวววว


...


big smile

#20 By caffeineaddict on 2008-10-11 12:43

เห็นแล้วรู้สึกหลอนๆนะ

เพราะหนูเรียนวิชาระเบียบวิธีวิจัยที่โรงเรียนเหมือนกัน...แต่ก็ไม่ได้ทำวิจัยยากเท่าไหร่ ตอนที่หนูก็แค่โครงงานเรื่องสารชีวโมเลกุลเฉยๆ (ไปทำแล็บที่จุฬาฯค่ะ ครั้งแรกตื่นเต้นมาก หลังๆเริ่มนิสัยเสีย..แอบเอาขนมเข้าไปกินตอนรอเครื่องเหวี่ยงฯ 55+)

ตอนที่เรียนก็..เออ ใช่ๆๆ แบบที่จขบ.เขียนเลยล่ะค่ะ 55+

กว่ามันจะคลอดออกมาได้ซักงาน...เหนื่อยยากสุดๆ
ปัญหาที่เป็นมูลเหตุให้เราคิดหัวข้ออก มันก็รอบๆตัวมั้ง พอดียังเด็ก เลยเอาแค่อะไรรอบๆตัวหรือพบในชีวิตประจำวันอ่ะค่ะ แล้วการอยู่กรุงเทพฯ ทำให้คิดไม่ออกเลยนะ เพราะไม่ค่อยเจอปัญหาอะไรเลย ถ้าเป็นพวกเด็กต่างจังหวัด..ดูชัดๆเลยก็พวก พสวท.เงี้ย....ถ้าศูนย์ต่างจังหวัด งานวิจัยเค้าค่อนข้างจะติดดิน เด็กกรุงเทพฯมาอ่านแล้วจะรู้สึก "ว้าวว มีอย่างงี้ด้วยเหรอ? ทำไมเราคิดไม่ได้มั่ง"

ตอนที่ไปฝึกงาน...อาจารย์ให้ไปทำแล็บกับนิสิตป.โท แอดไวเซอร์เป็นด็อกเตอร์ทุกท่านเลย ส่วนนักเรียนที่ไปฝึกงานก็ .... แค่ ม.4 (กว่าจะดูดีจนพร้อมส่งได้ก็ม.5-เพิ่งส่งก่อนปิดเทอมนี่เองค่ะ)

หนูยังมือใหม่ แก้จนกระดาษหมดไปรีมนึง ^^;

ถ้าว่าไปแล้วคือยังไม่ได้ทำงานแบบ "วิจัย" จริงๆเลย แต่ก็อ่านงานวิจัยคนอื่นมาเยอะพอสมควร ว่าจะอ่านเก็บไอเดียไปเรื่อยๆ เพราะมันหนีไม่พ้น ยังไงก็ต้องทำอยู่ดี
อ่านแล้วก็เอามาวิเคราะห์อ่ะค่ะ เหมือนเราจะเป็นคนอ่าน แล้ววิจารณ์งานวิจัยคนอื่นทุกๆหัวข้อ ว่าดีมั้ย แก้ตรงไหน ควรแก้เป็นแบบไหน ฯลฯ จขบ.อาจจะเคยทำมั้ง (มันต้องเคยดิ - -'' ใครๆก็ทำกันไม่ใช่เหรอ)

Hot!

#21 By HeDw!g on 2008-10-11 18:30

ยากจังเลยค่ะ งือๆ >w<

#22 By Runrunpyon on 2008-10-11 21:44

....เอ่อ... อ่านแล้วละอายใจในฐานะนักวิจัย เพราะเรามักจะวิจัยตามสถานการณ์เบื้องหน้า พวก Hot topic อะไรเทือกนั้น หรือไฟลนร้อนฉ่า งานเผาsad smile

ทักษะที่สำคัญที่สุดในงานวิจัยของเรา คือ ....ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการบริหารเวลาให้ได้ผลสูงสุด (อดนอนติดต่อกันหลายเดือนcry)

#23 By glinda a.k.a. ~pride~ on 2008-10-12 00:47

ทักษะที่ตัวผมให้ความสำคัญมากที่สุด เวลาจะศึกษา หรือค้นคว้าอะไรเป็นการส่วนตัว คือการสรุป และเรียบเรียงข้อมูลครับ (เปรียบได้กับการทำ proposal และ defense ในงานวิจัย)

เราจะรู้ว่า เราตีโจทย์ได้แตกรึยัง เราเข้าใจเนื้อหาถ่องแท้รึยัง เราเรียบเรียงข้อมูล และสรุปรวมได้ทุกประเด็นแล้วรึยัง ฯลฯ

...ทางพิสูจน์ที่มีประสิทธิภาพ และแม่นยำที่สุด คือลองนำเสนอให้คนอื่นฟังนั่นแหล่ะครับ

และที่สำคัญ ...พวกเนื้อหายาวเหยียด หัวข้อยิบย่อย ก็ย่อมมีช่องโหว่จุ๊บจิ๊บ หรือจุดตกหล่นต่างๆ...คนนอกที่ไม่เคยได้รู้เรื่องราวมาก่อน ก็อาจจะชี้ชัดได้ ดีกว่าตัวเรา ที่มี bias ต่อผลงานของตัวเอง



การอ่านหนังสือเนื้อหาเยอะๆ ผมมักจำไม่หวาดไม่ไหว แต่ถ้ามีโอกาสได้พูดให้คนอื่นๆฟัง ก็กลับจำได้มากขึ้น เข้าใจได้มากขึ้นจริงๆ confused smile

#24 By Zieghart on 2008-10-17 16:16

น่าจะได้อ่านเร็วกว่านี้สักหน่อย
ตอนนี้เลยกลายเปนทำวิจัยแบบโง่ๆไปเลย

#25 By So long on 2008-10-22 13:17

นักวิจัยเค้าเป็นกันแบบนี้นี่เอง สุดยอดไปเลยนะ!

พอดีเป็นแค่เสมียนน่ะ ทำงานอยู่กะศูนย์วิจัยมา2ปี
ไม่ค่อยรู้อะไร หลังจากอ่านบล็อคนี้เลยพลอยได้ความรู้
เกี่ยวกะงานที่พี่ๆเค้าทำขึ้นอีกเยอะเลย

/me (เฮ้อ....กลับสู่โลกความจริง)
นั่งรับเอกสารกะพิมพ์งานต่อไป เพราะเอ็งเป็นแค่เสมียน
(อิอิ) sad smile

#26 By Dracula13th on 2009-04-25 18:58