[Tag] ทำโครงงานวิจัยอย่างคนมีกึ๋น
posted on 10 Oct 2008 02:11 by stellargazer
ระหว่างที่เขียนแถกตัวเดิม "เรียนวิศว
(เคมี) อย่างคนมีกึ๋น" อยู่นั้น ผมก็บังเกิดไอเดียขึ้นมาว่า
ผมยังไม่เคยได้แบ่งปันประสบการณ์ที่ได้ไปทำวิจัย ณ
อเมริกาเมื่อปีที่แล้วอย่างจริงๆ จังๆ เลยนี่หว่า... ไหนๆ ก็ไหนๆ
ขอถือเอาโอกาสที่ผมยังมีไฟอยู่นี่ เขียน variation ของ tag
"เรียน...อย่างคนมีกึ๋น" ไว้ตรงนี้เลยแล้วกันครับ
Disclaimer: งานวิจัยที่ผมทำเป็นงานวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ของวุฒิ ป. โททางวิศวกรรม ซึ่งเป็นสายวิทยาศาสตร์ ... ในกรณีของงานวิจัยเชิงสังคมศาสตร์อาจมีรายละเอียดที่ต่างไปจากกรณีของผมอยู่บ้างครับ
Disclaimer2: เขียนมันมือไปหน่อย...ยาวใช้ได้เลยครับ
ทำโครงงานวิจัยอย่างคนมีกึ๋น
- งานวิจัยที่ทำ เป็นโครงงานของคณะไหน สาขาอะไร?
สาขาที่ผมเรียนโทจริงๆ มันเป็นวิศวกรรมเคมี
แต่ผมเลือกหัวข้อทางวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมไป เหตุผลข้อแรกคือผมเป็นคนหลายใจ
เลยให้ความสำคัญกับการรู้อะไรกว้างๆ มากกว่าความรู้ทางลึก เหตุผลข้อสองคือ
ผมยังไม่มีประสบการณ์ทำ lab แบบเต็มๆ เลยอยากลองดูซักตั้ง
ส่วนข้อสุดท้ายคือ...ผมอยากไปต่างประเทศครับ :P
- งานวิจัยเขาทำอะไร และทำกันยังไงบ้าง?
ขอตอบข้อนี้โดยใช้หัวข้อและบริบทของผม (งานเดี่ยว เป็นงานในห้องแล็บ และเป็นโครงงานสอบวิทยานิพนธ์ระดับ ป.โท) เป็นพื้นฐานแล้วกันนะ สำหรับงานวิจัยอื่นๆ อาจต่างกันออกไปเล็กน้อยครับ
- ศึกษาหัวข้อที่เราทำให้ทะลุปรุโปร่ง:
สิ่งที่ต้องทำในขั้นเริ่มต้นนี้คือการรีดเร้นคำถามจากตัวเราเองให้มากที่สุด
ครับ โดยอาจต้องนั่งจ้องหัวข้ออยู่สักพักแล้วระดมสมอง (brainstrom)
ด้วยตัวเอง จดสิ่งที่เราอยากรู้เกี่ยวกับหัวข้อโครงงานออกมาให้เยอะที่สุด
แล้วจัดลำดับความสำคัญ
ก่อนออกไปค้นหาข้อมูลเพื่อตอบสิ่งที่เราถามไว้...พอตอบคำถามเก่าได้แล้วก็
ให้ถามคำถามใหม่ แล้วก็ออกไปหาข้อมูลเพิ่ม ... ทำซ้ำแบบนี้เรื่อยๆ
เพื่อให้ตัวเรารู้ background
ของโจทย์และคุ้นเคยกับสิ่งที่เรากำลังจะไปอยู่กินด้วย
การทำแบบนี้อาจดูสะเปะสะปะไปบ้างในช่วงแรก แต่ถ้าเริ่มเข้าที่เมื่อไหร่แล้ว เราก็จะตั้งคำถามและหาข้อมูลได้ตรงประเด็นขึ้นครับ (ใครที่ไม่ชอบลองผิดลองถูก...ผมแนะนำให้หัดทำไว้ตั้งแต่ช่วงนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปทำเอาในช่วงกลางๆ ครับ
)
สิ่งที่เราควรจะได้จากขั้นตอนนี้ -- ความจำเป็นของโครงงาน, ความหมายของศัพท์เฉพาะ, ประวัติงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง, อุปกรณ์หลักที่ต้องใช้ในงาน, หัวข้อทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง, วิธีการทดลองที่มีคนเคยทำมาก่อน, ข้อดีข้อด้อยของงานที่คนอื่นเคยทำมาแล้ว, คำถามที่งานของคนอื่นยังไม่เคยตอบได้, ชื่อของผู้เขียนบทความที่น่าจะเอามาอ้างอิงได้, ข้อเสนอแนะอื่นๆ
คติประจำขั้นตอน -- การศึกษาที่ดีมีรากฐานมาจากคำถาม มิใช่คำตอบ, รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งมิพ่าย - วางแผนงานและกำหนดขอบเขตของโครงงาน:
นำข้อมูลและความคิดกองใหญ่ๆ ที่ได้จากข้อแรกมาจัดระเบียบ แยกแยะความสำคัญ
แล้วค่อยใช้ข้อมูลเหล่านั้นวางแผนงานอย่างใจเย็น สิ่งสำคัญในการวางแผน
(โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่)
คืออย่ากำหนดเวลาในแผนงานแต่ละขั้นแบบเสร็จพอดีเด๊ะๆ
เพราะงานวิจัยคือการผจญภัย
ซึ่งเราไม่มีทางรู้หรอกว่าจะมีเรื่องเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นตอนไหน
เมื่อไหร่ อย่างไร
คำถามใหม่ ปัญหาใหม่ หรือตัวแปรใหม่ที่ทำให้ทฤษฎีเก่าเป็นหมัน อาจโผล่มาในช่วงกลางงาน และเราอาจต้องโละแผนกันใหม่หมดในตอนนั้น...ดังนั้นหากเราคิดอะไรใหญ่เกินตัวในทีแรก ก็อาจกระอักเลือดได้ในช่วงสรุปผลครับ
สิ่งที่ควรจะได้จากขั้นตอนนี้ -- แฟ้มตัดปะของบทความที่เกี่ยวข้อง (จัดเรียงแล้ว), จุดประสงค์และเป้าหมายของแผนงานที่ชัดเจนจับต้องได้, ยืนยันว่าเราสามารถหาสิ่งจำเป็นในการทำงานได้ครบ, ปฏิทินแสดงแผนงานอย่างละเอียด, เบอร์ติดต่อของผู้ร่วมงานและคนที่จำเป็น, แผนสองและแผนสาม
คติประจำขั้นตอน -- เหลือดีกว่าขาด - นำเสนอเป็น proposal ต่อคณะกรรมการและผู้สนใจ:
ตรงนี้นอกจากจะเป็นการสอบครั้งแรกแล้ว
ยังเป็นการประเมินภูมิรู้ที่เราสั่งสมมาในสองขั้นแรก
และวัดความสามารถในการถ่ายทอดความเข้าใจของเราให้แก่คนอื่นๆ ด้วย
เพราะหากเราเรียบเรียงเนื้อหา presentation ให้ทางคณะกรรมการฯ
เข้าใจได้ง่ายแล้ว นั่นย่อมแปลว่าความคิดในหัวเราเริ่มตกผลึก
และเรามีความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำเป็นอย่างดี
(ผมเคยฝึกการนำเสนอตรงนี้ ด้วยการคุยเรื่องไอเดียคร่าวๆ
ของหัวข้อวิจัยให้แม่ฟังครับ ...
ถ้ามีตรงไหนที่แม่ไม่เข้าใจก็จะไปหาข้อมูลมาเพิ่มหรือเปลี่ยนวิธีอธิบาย
ซึ่งได้ผลดีทีเดียว)
เรื่องความเข้าใจนี้เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำสุดของ proposal presentation ครับ...ส่วนเกณฑ์ขั้นต่อไปคือความเป็นไปได้ของแผนงานที่เรานำเสนอ...ตรงนี้ ผมว่าไม่ซีเรียสเท่าไหร่ เพราะอาจารย์ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าเราย่อมเห็นรูโหว่ในแผนงานของเราได้ง่าย ถ้าโดนติงมาในเรื่องของแผนงานก็ขอให้นำไปปรับปรุงตามความเหมาะสม และัอย่าเพิ่งจิตตกกันล่ะครับ เพราะโดนกันมาแล้วทุกคน
สิ่งที่ควรจะได้จากขั้นตอนนี้ -- ความสามารถในการเรียบเรียง, คำแนะนำอันมีประโยชน์จากคณะกรรมการ
คติประจำขั้นตอน -- ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจได้ง่ายๆ แล้ว นั่นแปลว่าตัวคุณเองที่ยังเข้าใจเรื่องนั้นไม่ดีพอ
. - ทำงานตามแผนที่วางไว้แน่นอนแล้ว:
ขั้นนี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากนำเสียงตอบรับจาก proposal
(หรือแผนงานที่ปรับปรุงนิดหน่อยจากข้อ 5) มาปรับปรุงแผนงานของตัวเอง
หรือถ้ายังมีข้อมูลบางจุดที่ขาดไปก็ไปหามาลงให้ครบ
เมื่อแผนนิ่งแล้วก็อย่างได้รอช้า ให้รีบลงมือทำทันที
ขอย้ำอีกครั้งว่าแผนงานทั้งหมดนั้น เป็นไปเพื่อให้เราตอบ "โจทย์" ที่เราวางไว้ตั้งแต่ขั้น 2-3 ให้ได้อย่างชัดเจนที่สุด
หัวใจของการวาง และปรับแก้แผนงานจึงอยู่ที่ "การไม่ลืมเป้าหมาย" นั่นเอง...และเพื่อการนั้นเราจึงควรแปะเป้าหมาย แผนงาน รวมถึง checklist ต่างๆ เอาไว้ที่โต๊ะทำงาน เพื่อกันการหลงลืมครับ
สิ่งที่ควรจะได้จากขั้นตอนนี้ -- แผนงานและฐานข้อมูลในข้อ 2 ที่แน่นขึ้น พร้อมใช้งานได้จริง
คติประจำขั้นตอน -- เทพนักรบย่อมหมั่นฝึกรบ ยอดกุนซือย่อมหมั่นปรับกลยุทธ์, ลงมือรวดเร็วย่อมได้เปรียบในสมรภูมิ
. - คอย update ความคืบหน้าของงานให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องรู้:
ระหว่างที่ทำงานงกๆ ก็อย่าเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องล่ะ
ถ้าได้ข้อมูลอะไรใหม่ก็ให้ทำการวิเคราะห์เบื้องต้น
แล้วนำผลไปอภิปรายกับทุกคนที่น่าจะสนใจโดยไม่ต้องรอให้เขาถาม...
ไล่มาตั้งแต่อาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อนร่วมห้องแล็บ รูมเมท ฯลฯ
บางทีคนเหล่านี้อาจมีความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์มากๆ
ต่องานของเราก็เป็นได้ครับ
อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ในช่วงนี้ถ้าเรามีข้อมูลพอจะเขียนรายงานหรือบทความได้แล้ว ให้ลองเขียนดูเลยครับ อย่ากลัวว่าจะต้องแก้ทีหลัง เพราะอย่างน้อยๆ ก็เป็นการฝึกเรียบเรียง และการหยุดทำงานซักนิดเพื่อมานั่งเขียนรายงาน ก็จะช่วยให้เรามองเห็นงานในภาพรวมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ประโยชน์ของการทำแบบนี้คือ ช่วยทำให้ช่วงกลางของงานวิจัยไม่น่าเบื่อ เปลี่ยนแผนงานย่อยๆ ได้ทันท่วงที และ feedback จากคนที่เราถาม หรืองานเขียนของตัวเอง จะคอยเติมไฟในการลุยงานของเราอยู่เรื่อยๆ ครับ
สิ่งที่ควรได้จากขั้นตอนนี้ -- ฝึกการทำงานพร้อมวิเคราะห์ และแผนงานที่อาจปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
คติประจำขั้นตอน -- น้ำนิ่ง คือ น้ำเน่า
. - วิเคราะห์และสรุปผล:
ช่วงวิเคราะห์และสรุปผลนี้คือการนำ "คำตอบ"
ทั้งหลายที่เก็บเล็กผสมน้อยมาตั้งแต่ต้น เพื่อสู้รบกับ "คำถาม" "เป้าหมาย"
และ "วัตถุประสงค์" ของโครงงาน ที่เราวางเอาไว้เมื่อครั้ง proposal
(อ้างอิงจากข้อ 4)
ถ้าเรา work hard & work smart มาตลอดทางก็จะสบายในขั้นนี้ เพราะสามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วนโดยมีหลักฐานจากการทดลองและจากแหล่งอ้างอิงต่างๆ มาสนับสนุนข้อสรุปของเราได้อย่างเพียงพอ
ถ้าเราอู้ ปูแผนการมาไม่ดี คิดวิเคราะห์ระหว่างทางไม่แตก ผลร้ายก็จะมาสัมฤทธิ์เอาในขั้นนี้ คือเราจะได้ข้อมูลมาน้อยเกินกว่าจะตอบโจทย์ หรือหลงประเด็นไปทำอย่างอื่นจนได้ข้อมูลที่เปล่าประโยชน์เปล่าประโยชน์เปล่าประโยชน์ มาเก็บไว้ดูให้ช้ำใจเล่นซะงั้น
สิ่งที่ควรได้จากขั้นตอนนี้ -- โต๊ะทำแล็บที่สะอาดเรียบร้อย, ข้อสรุปการทดลองที่เราสามารถอ่านแล้วภูมิใจไปกับมันได้ (ถ้าอ่านเองแล้วยังรู้สึกขัดๆ นรกก็รอท่านอยู่ในการเขียนรายงาน และ defense presentation ละนะครับ)
คติประจำขั้นตอน -- It's the end that justifies the means.
. - เขียนรายงานหรือ journal article:
การเขียนรายงานและ journal article
นั้นคล้ายกันตรงที่เป็นการสื่อสารผลงานของเราให้แก่คนทั่วไปเหมือนกัน
แต่จะต่างกันตรงความยากง่ายครับ
รายงานหรือวิทยานิพทธ์มักจำกัดแค่รูปแบบและการจัดหน้า เราจึงมีพื้นที่จะอารัมภบทและใส่รายละเอียดลงไปแบบไม่ยั้ง แต่ journal article นั้นมีการจำกัดจำนวนคำในบทความด้วย...ใครเคยคิดว่าการเขียนอะไรสั้นๆ นั้นง่ายกว่าเขียนยาวๆ รับรองว่าจะได้คิดใหม่ทำใหม่เอาตอนมาเขียนบทความลง journal นี่แหละ
สิ่งที่ควรได้จากขั้นตอนนี้ -- รายงานและ/หรือบทความ...หลักฐานแห่งความพยายามของเรา TwT~
คติประจำขั้นตอน -- Brevity is the soul of wit.
- Defense presentation:
โดยหลักแล้วไม่มีอะไรแตกต่างกันกับ proposal เท่าไหร่
สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือขนาดของเนื้อหา
และนั่นก็ทำให้การเรียบเรียงยากขึ้นด้วย
แต่หากเราทำรายงานได้เรียบร้อยมาก่อนแล้ว รับรองว่าการจัดเนื้อหาใน
defense จะไม่ยากเลยครับ
สิ่งสำคัญสำหรับการ defend (คุ้มกัน) งานของตัวเองคือความมั่นใจครับ เราทำงานนี้มา เราคิดดีแล้ว เราศึกษามาอย่างละเอียด ดังนั้นไม่มีใครในโลกนี้จะรู้จักงานของเราดีไปกว่าตัวเราเองหรอก เนอะ?
สิ่งที่ควรได้จากขั้นตอนนี้ -- งานฉลอง
คติประจำขั้นตอน -- (ตามข้อ 3)
- สิ่งที่ได้จากการวิจัย เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?
ถ้าจะบอกถึงการนำงานวิจัยของผมไปใช้งาน
มีหวังยาวแน่ๆ ครับ ^^; เอาเป็นว่า สิ่งที่ "ตัวผม"
ได้มาจากการทำวิจัยคือการประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์
และการใช้สติปัญญาแก้ปัญหา ทั้งการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินค่า
การคิดเชิงกลยุทธ์ ฯลฯ เพราะงานของผมมีตัวหลักอยู่คนเดียว
และเมื่อเกิดปัญหาติดขัดขึ้นก็เป็นหน้าที่ของเราเท่านั้น
ที่จะคิดหาทางออกให้กับมัน ถึงจะกดดันและสิ้นหวังยังไง
ถ้าเอาแต่ฟูมฟายก็จะทำให้โอกาสรอดลดจาก 0.1% เหลือเพียงศูนย์เข้าจริงๆ
"ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้ม" และคงไม่มีวารสารวิทยาศาสตร์ฉบับไหน ที่ลงบทความว่าด้วยความกลุ้มของนักวิจัย จริงมั้ยครับ
- บอกเคล็ดลับการทำวิจัยอย่างคนมีกึ๋นมาซักหลายๆ ข้อ
ไม่เชิงว่าเคล็ดลับ แต่เป็นทัศนคติที่ถูกต้อง มากกว่าละมั้ง?
- มีเป้าหมายอยู่เสมอ อย่าคิดว่างานวิจัยเป็นงานประจำ เพราะนั่นจะทำให้เราสมองตัน ทำส่งๆ โดยไม่คิดวิเคราะห์
- มีระเบียบวินัยตลอดเวลา ถ้าแผนดีอยู่แล้ว ก็อย่าให้มันเสียที่คน
- อยากรู้ต้องอ่าน และต้องถาม บทความงานวิจัยดีๆ ล้วนต่อยอดมาจากการอ่านงานของคนอื่นมานับหลายสิบฉบับ
- ปลูกฝังนิสัยอ้างอิงผลงานของคนอื่นไว้
การยกผลงานของคนอื่นมาโดยไม่อ้างอิงให้ถูกต้อง
นอกจากจะเป็นการไม่เคารพงานเขาแล้ว
ยังทำลายความน่าเชื่อถือของงานตัวเองไปอย่างน่าเสียดายอีกด้วย
- ศึกษาเพิ่มเติม จากข่าวและวารสารที่เกี่ยวข้องกับงานของเรา หัดหาไอเดียใหม่ๆ นอกตำราหรือห้องแล็บซะบ้าง
- แม้ไฟจะลนก้น แต่ต้องทำหัวให้เย็นเข้าไว้
- สกัดอัตตาออกจากเนื้องานของตัวเอง
- หากความจริงตรงหน้าขัดแย้งกับสมมุติฐาน
นั่นย่อมแปลว่าเราคิดผิด
- หากผลลัพธ์ที่เราได้ไม่เหมือนกับของคนอื่น ให้ตะโกนว่า "ยูเรก้า!" ไม่ใช่ "แดมชิท!"
- วิเคราะห์อะไรให้แตกทุกประเด็น ใช้งานผลการทดลองที่ได้มาให้ครบทุกเม็ด ... มีบทความไม่น้อยที่อาศัยผลการทดลองจากบทความเก่าๆ แล้วเอามาตีความเสียใหม่จนได้ข้อสรุปใหม่เป็นที่ฮือฮา...มันคงเสียความรู้สึกใช่เล่น ถ้า "แรงงาน" ที่เราทำ ต้องตกเป็น "ผลงาน" ของคนอื่น เพราะผิดที่เรา "คิดไม่พอ" เอง
- อยากบอกพี่ๆ น้องๆ ที่อยากมาทางสายนักวิจัยว่า??
มีคนเคยถามผมเหมือนกันว่า "ทำวิจัยนี่มันดียังไง" เพราะงานมันดูเนิร์ดๆ น่าเบื่อ ทำอะไรซ้ำซากตลอด แถมได้ผลมาแล้วก็ไม่รู้ว่าจะใช้งานได้จริงซักแค่ไหน
เอาประเด็น "ความสนุก" ก่อน...ความสนุกของงานวิจัย สำหรับผมแล้วอยู่ที่ผลลัพธ์ครับ
ผมเป็นคนชอบอ่านโน่นอ่านนี่มาตั้งแต่เด็ก
ซึ่งความสนุกที่ได้จากการอ่านคือ เวลาเรามีปัญหาเราก็ย่อมต้องการคำตอบ
และความรู้จากหนังสือก็เป็นสิ่งที่ตอบเราได้
ผมเชื่อว่าความรู้สึกดีที่ได้รู้นี้ เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็เข้าใจ
และ...เมื่องานวิจัยชิ้นหนึ่งจบลง เราจะสามารถยืดอกได้อย่างเต็มภาคภูมิ ว่านี่คือปัญหาที่เราตอบได้เป็นคนแรกของโลกครับ
ส่วนประเด็นเรื่อง "ประโยชน์"
ที่ได้จากการวิจัยนั้น อาจยังมองไม่เห็นทันทีหลังจากที่เราทำเสร็จ
แต่ใครจะไปรู้ครับว่าในอนาคต อาจมีใครซักคนหยิบยกผลงานของเราไปอ้างอิง
ไปทำต่อ ตั้งคำถามใหม่ ทดลองเพิ่มและนำไปสู่ข้อสรุปใหม่ๆ
ที่เป็นประโยชน์ใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติได้
ซึ่งก็คงเป็นเรื่องดีไม่น้อยถ้าเราได้เป็นรากฐานของความสำเร็จเช่นว่า
(คนละกรณีกับการ "คิดไม่พอ" ที่ผมพูดไปในหัวข้อก่อนนะ)
มีนักวิจัยไม่น้อยเลย ที่ได้รับรางวัลภายหลังจากการค้นพบของตัวเอง ไปเป็นเวลานับสิบๆ ปีครับ
)
#1 By PastelSalad on 2008-10-10 03:06