0058 วิชาการมุขศาสตร์ Part 2/3 มุขตลกสายล้อเลียน
posted on 20 Jul 2008 17:25 by stellargazer
Disclaimer: เอนทรี่นี้ โหลดโหด!
ฟื้นฝอย
กลับมาอีกครั้งกับวิชาการมุขศาสตร์ ซีรี่ย์อมตะนิรันดร์กาล (อันเป็น synonym ของคำว่า "ดองเค็มข้ามปี") นะครับ...ยังจำกันได้หรือเปล่านี่
อืม...เอ่อ อ่า...ความเดิมตอนที่แล้ว หลังจากที่ผมได้แบ่งการเล่นมุขออกเป็น 6 ประเภทตามลักษณะกลไกของความขำ และก็พูดถึงตลกสายแรก คือสายปฏิภาณ (Rhetoric) ครบทั้งสองคลาสย่อย อันได้แก่ภาษาปฏิภาณ และตรรกปฏิภาณกันไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้เราจะมาทำความรู้จักกับมุขตลกสายล้อเลียน (Parody) กันครับ
สำหรับผู้ที่เพิ่งลงทะเบียนเรียน หรือลืมของเก่าเพราะเจ้าของบล็อกดองยาว...ก็ขอเชิญกลับไปทบทวนวิชากันได้ที่หน้า SERIES INDEX ได้ตามอัธยาศัยครับ m(_ _)m
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Parody คืออะไร?
ตลกสายล้อเลียนหรือ parody เป็นสายที่เล่นกับกลไกสองอย่างควบคู่กัน อย่างหนึ่งคือความผิดที่ผิดทางของสิ่งที่เราคุ้นเคย ทำให้เกิดความเกินคาด อันเป็นชนวนพื้นฐานของความขำ อย่างที่เราเรียนๆ กันมาแล้วในบทแรก
อีกอย่างหนึ่งคือความเหมือนจากการทำเทียมและเลียนแบบ ถ้ายิ่งเหมือนมากก็ยิ่งน่าประหลาดใจจนเกินคาด และสุดท้ายก็นำไปสู่ความขำเช่นเดียวกัน
ดังนั้น การเล่นมุขสายล้อเลียนจึงมีสิ่งที่ต้องใส่ใจอยู่สามข้อ ได้แก่หนึ่ง. ต้องเล่นให้ผิดที่ผิดทาง และสอง. ต้องเล่นให้เหมือนกับสิ่งที่เราต้องการจะล้อเลียน ดังนี้จะเห็นว่าศาสตร์แห่งการเล่นมุขล้อเลียนจะเกี่ยวข้องกับทักษะเชิงปฏิภาณ (ความผิดที่) และทักษะในการแสดง (ความเหมือน) เป็นผลส่งเสริมซึ่งกันและกัน ... ยิ่งผิดที่และยิ่งเหมือนก็จะยิ่งฮาเป็นทวีคูณ
ส่วนข้อควรใส่ใจข้อที่สาม ขออนุญาตยกไปกล่าวถึงท้ายเอนทรีครับ
ตัวอย่างของมุขตลกสายล้อเลียน เช่น
1. ละครเลียนแบบ (Mimicry)
การแสดงละครเลียนแบบ มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัยอารยธรรมกรีกโน่น โดยนักแสดงจะทำท่าเลียนแบบกันอย่างที่เห็นในรูปด้านล่าง อาจเป็นละครเงียบหรือมีเสียง อาจเป็นเรื่องเป็นราวหรือเป็นแก๊กสั้นๆ อาจล้อเลียนสิ่งที่มีอยู่แล้วหรือล้อเลียนกันเองก็ได้ ส่วนใหญ่แค่เห็นการเลียนแบบที่เหมือนกันมากๆ ผู้ชมก็จะขำออกมาแล้ว ละครเลียนแบบนี้เป็นตัวอย่างชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าความขำของมุข parody นั้น ไม่จำเป็นต้องใช้กลไกให้ครบทั้งสองชนิดเสมอไป
2. Parodical Fictions
fiction ในความหมายนี้จะหมายความรวมๆ ถึงเรื่องแต่งทั้งหมดโดยไม่จำกัดสื่อ (นิยาย, ละคร, ภาพยนตร์ ฯลฯ) โดยพวกเราน่าจะคุ้นเคยกับเรื่องแต่งล้อเลียนมากกว่ามุขในข้อแรก parodic fiction จะอาศัยความดังของเรื่องแต่งอื่นๆ ที่คนรู้จักกันดีให้เป็นประโยชน์
โดยอาจจะเป็นการล้อเลียนเพียงเรื่องเดียว อย่างเช่นนิยายเรื่อง Barry Trotter
Barry Trotter ซีรี่ย์ล้อเลียน Harry Potter ที่คนเขียนได้รับการสรรเสริญจากเยาวชนชาวอังกฤษมากมาย...ด้วยคำพูดที่ไม่สามารถนำมาออกอากาศได้
การแต่งฟิคชันที่จงใจล้อเลียนเพียงเรื่องเดียว มักจะเป็นการเอาโครงเรื่องเดิมมาใส่มุขทำให้ดูตลก หรือเอาชื่อตัวละคร/สถานที่หลักในเรื่องต้นฉบับมาแผลงให้น่าเกลียดๆ หน่อย งานประเภทนี้จึงมักจะขาดความคิดสร้างสรรค์ เล่นง่าย และออกไปทางหยาบโลน จนบางกรณีเจ้าของผลงานต้นฉบับถึงกับทนไม่ได้ ต้องออกมาฟ้องร้องกันเลยทีเดียว
แต่ก็ไม่เป็นจริงเช่นนั้นเสมอไป เพราะ parodical fiction แบบล้อเรื่องเดียวที่สนุกสนานและสร้างสรรค์ก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ระเด่นลันได (ล้อเลียนเรื่อง อิเหนา) อย่างไรล่ะครับ
ถัดจาก parodical fictions ที่ล้อเลียนเรื่องต้นฉบับเพียงเรื่องเดียวแล้ว ต่อไปก็จะเป็นเรื่องที่ล้อเลียนหลายๆ เรื่องพร้อมกัน ภาพยนตร์ในหมวดนี้ที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันดีก็เช่น Shrek และ Scary Movie (ที่ล้อเลียนอนิเมชั่นแนวเทพนิยาย และหนังสยองขวัญหลายๆ เรื่อง)

โดยส่วนใหญ่ ผู้สร้างงานประเภทหลังจะต้องลงแรงใช้ความคิดมากหน่อยในการวางโครงเรื่อง ซึ่งอาจเป็นการตัดต่อพันธุกรรมจาก original หลายๆ งาน หรือไม่ก็วางโครงเรื่องซะใหม่แล้วค่อยแทรกมุข parodical jokes ลงไประหว่างการดำเนินเรื่อง จุดดีของงาน parodical fiction ประเภทนี้คือสามารถจับกลุ่มเป้าหมายได้กว้าง (ตัวอย่างเช่น เราไม่จำเป็นต้องเคยดูหนังทุกเรื่องที่ Scary Movie นำมาล้อ แต่ก็สามารถฮาไปกับมันได้ แต่เราไม่มีวันทนอ่าน Barry Trotter จนจบได้ถ้าไม่รู้จัก Harry Potter มาก่อน) ส่วนจุดเสียคือ โครงเรื่องประเภทนี้มักจะควบคุมให้เป็นเอกภาพได้ยาก ถ้าผู้สร้างงานมือไม่ถึงก็อาจยัดมุขจนพาเรื่องออกอ่าวออกทะเลไปเลย
3. Practical Parodies
ตลกล้อเลียนประเภทสุดท้ายนี้ใช้เรียกแบบเหมารวมมุขตลกล้อเลียนทุกประเภทที่สามารถแยกได้เป็นมุขๆ โดยไม่จำเป็นต้องต่อกันเป็นเนื้อเรื่องยาวอย่าง parodical fiction หรืออาจกล่าวได้ว่ามีความหมายกว้างกว่า parodical fiction นั่นเอง
ในยุคข้อมูลข่าวสารที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงสื่อได้อย่างอิสระ มุขตลกชนิดนี้ก็ยิ่งได้รับความนิยมเพราะผู้สร้างงานได้รับแรงบันดาลใจที่หลากหลาย ในขณะเดียวกันผู้เสพมุขสายล้อเลียนก็จะมี background ที่กว้างขึ้น และพร้อมที่จะเก็ทมุขสายล้อเลียนมากขึ้นด้วย
ประเภทของมุขพวกนี้มีเยอะมาก แจกแจงกันไม่หวาดไม่ไหว แถมยังมีพวกลูกผสมออกมากันให้ยุ่บยั่บไปหมด ผมจะยกตัวอย่างเท่าที่นึกออก และเท่าที่จะตั้งชื่อให้มันได้แล้วกันนะครับ (อ้าว?)
ซับนรก
คำว่าซับนรก มีที่มาจาก subtitle หรือคำบรรยายภาษาไทยของ DVD เถื่อนราคาแผ่นละไม่ถึงร้อย ที่ผ่านการแปลจากภาษาต้นฉบับมาเป็นภาษาไทยด้วยโปรแกรมแปลเห่ยๆ จนได้ผลผลิตออกมาเป็นซับนรก ซึ่งบรรยายไปคนละทิศคนละทางกับเนื้อเรื่องโดยสิ้นเชิง ... แต่ในความน่าหงุดหงิดนี้ก็ยังมีความขำแฝงอยู่ เพราะบางครั้งการแปลแบบทื่อๆ ก็ทำให้ได้บทแปลที่ฮาอย่างไม่คาดคิด
(หนังตำรวจ คู่หูสองคนถูกคนร้ายล้อม หันหลังชนกัน) Don't worry, I've got your back. = ไม่ต้องห่วง ผมเอาหลังคุณ
(LOTR ภาคแรก แกนดาล์ฟเอาแหวนโยนลงกองไฟ แล้วหยิบขึ้นมาให้โฟรโดจับ) Touch it; it is quite cool. = จับดูสิ ข้าว่ามันเจ๋งดีนะ
(เครื่องบินตก) Mayday! Mayday! = วันแรงงาน! วันแรงงาน!
ตัวอย่างด้านบนคงเป็นที่คุ้นตาจาก fwd mail ... ผมจำได้ว่าตอนอ่านครั้งแรก ผมฮามุขที่ 2 มากที่สุดละ
![]()
ต่อจากนั้นคำว่าซับนรกก็ได้วิวัฒนาการมาเป็นส่วนหนึ่งของมุขสายล้อเลียน โดยเป็นการจงใจทำให้คำแปลหรือคำบรรยายผิดเพี้ยนไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาส่วนอื่นๆ ของงานต้นฉบับ และในปัจจุบันความหมายของซับนรกก็ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของต้นฉบับเลยแม้แต่น้อย และการเล่นซับนรกก็ไม่จำกัดอยู่กับสื่อภาพเคลื่อนไหวอีกต่อไป
(อ่านจากขวาไปซ้าย)
![]()
![]()
(อ่านจากขวาไปซ้าย )
![]()
มุขเอวาด้านล่าง เอื้อเฟื้อโดยนาย Kharl ครับ
เพลงแปลง
หากจะนิยามซับนรกว่าเป็นการดัดแปลงเนื้อหาของบทบรรยายให้เพี้ยนไปจากเดิม แล้ว...มุขที่จัดอยู่ในหมวดเดียวกับซับนรกยังมีอีกหลายแบบ เช่น dubนรก ซึ่งเป็นลูกผสมของ dubbing (การพากย์ทับ) กับซับนรก (พูดง่ายๆ คือการพากย์ให้เพี้ยนเพื่อความฮา) หรือแม้แต่การแปลงเนื้อเพลงก็อยู่ในข่ายนี้เช่นเดียวกัน
(ชาย) I will seal of your eyes,
Beat you over and over;
All the night you'll be tortured
on my bloody sacrifice.
(หญิง) I feel the pain;
I feel it running through my veins.
Bound in a creepy jail,
The pit of hell
A bunch of nails are here to skewer me~
เราจะไม่มีทางรู้ว่าเนื้อเพลงสุดซาดิสม์ข้างบนเป็นมุข...ถ้าผมไม่บอกว่า...ทำนองต้นฉบับของมันคือ A Whole New World (Aladdin's OST) ครับ
Crossover
ครอสโอเวอร์ ไม่เชิงว่าเป็นประเภทของมุขสายล้อเลียน แต่เป็นเทคนิกที่กำลังได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน หลักการง่ายๆ ก็คือการเอาองค์ประกอบ (features) จากสิ่งของสองสิ่ง หรือเรื่องสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเข้ามารวมอยู่ในกรอบเดียวกันนั่นเอง ความผิดที่แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้เองจึงทำให้เทคนิกนี้มีประสิทธิภาพในการเรียกรอยยิ้มหรือเสียงฮาอย่างมาก และทำให้การสร้างงาน parody เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น เพราะเพียงแค่ไอเดียชั่วแวบ กับภาพเพียงภาพเดียวก็เป็นมุขที่ดีได้แล้ว
![]()
![]()
![]()
หมายเหตุ: แก๊กด้านบนทั้งหมด ไม่ได้เป็นผลงานของเจ้าของบล็อกแต่อย่างใด m(_ _)m
ชื่อผม "วลาดิมีร์ ปูทัน" ก็เป็นมุขครอสโอเวอร์นะเออ
![]()
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ขอส่งเอนทรี่นี้ด้วยข้อควรใส่ใจสำหรับการเล่นมุขสายล้อเลียนข้อที่ 3 ที่กระผมติดไว้ตั้งแต่ช่วงต้นเอนทรี่ครับ...
Based on True Story!!
...อย่าลืม Put the right man on the right joke นะครับ![]()
เสียดาย ไม่ได้อยู่ด้วย...ถ้าครบสามคน จะไปแจม เล่นท่าอาเธน่า เอ็กซ์คลาเมชั่นซะหน่อย
ไม่เคยทำให้ผิดหวัง!
#1 By
มาสเตอร์แชมป์ on 2008-07-20 17:46