ทีแรกก็ว่าจะลงมุขศาสตร์ตอนต่อ แต่ขอลัดคิวด้วยรีวิวละคอนเวทีคลาสสิก “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” หรือ Man of La Mancha ซึ่งลงโรงฉายอยู่ที่รัชดาลัยเธียเตอร์เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน ด้วยความประทับใจอย่างสุดซึ้งครับ

Disclaimer: สปอยล์แหลกราญ -- Read at your own risk!

 

โปสเตอร์ของละครเวที Man of La Mancha

 

 เรื่องย่อ

เรื่องเริ่มเมื่อมิเกล แซร์บันเตส เจ้าหน้าที่เก็บภาษีตงฉิน ออกหมายรื้อถอนโบสถ์ที่ไม่ยอมจ่ายเงินภาษี จึงถูกอำนาจมืดของศาสนจักรยัดข้อหากระทำตนเป็นภัยต่อศาสนา และถูกส่งตัวมาอยู่ในเรือนจำเพื่อรอการตัดสินคดี ระหว่างที่รอนั้นแซร์บันเตสได้เล่าเรื่อง “ความผิด” ของตนให้เหล่านักโทษร่วมคุกฟังในรูปแบบของบทละคอนซึ่งมีตัวเอกนามว่า “ดอน กิโฆเต้”

เรื่องย่อ (ซ้อน)

อลองโซ กิฆาน่า เป็นตาเฒ่าไม้ใกล้ฝั่งที่คลั่งเทพนิยายและนิยายอัศวินเข้าเส้น อยู่มาวันหนึ่งตาแกก็เกิดเป็นโรคประสาทหลอน หลงผิดคิดว่าตัวเองเป็นอัศวิน จึงอุปโลกน์ตัวเองเป็น “ดอน กิโฆเต้ แห่งลามันช่า”

 

อลองโซ กิฆานา (ดอน กิโฆเต้ -- ภาพประกอบจากฉบับนิยาย)....ใครว่า "โอตากุ" คนแรกเป็นคนญี่ปุ่น?

 

ด้วยใจฮึกหาญ อัศวินเก๊กิโฆเต้ขึ้นควบม้าผอมๆ เท่าที่เหลืออยู่ในคอก ออกเดินทางไปพร้อมกับคนรับใช้ซานโช่เพื่อปราบคนพาลอภิบาลคนดี และเพื่อต่อสู้ตัดสินกับ “จอมมารมายาลวง” ผู้ชั่วร้ายเพื่อสันติสุขอันยั่งยืนของโลก

 

ดอน กิโฆเต้ กับซานโช่ แต่งองค์ทรงเครื่องไปงานคอสเพลย์ (ตรึ่งโป๊ะ~!!)

 

แต่อนิจจา ดอนกิโฆเต้หลงผิดไปสองเรื่องใหญ่ๆ

เรื่องแรกคือ อาณาจักรสเปนในยุคนั้น ไม่มีอัศวินเหลืออยู่อีกแล้วแม้แต่คนเดียว

อีกเรื่องหนึ่งคือ จอมมารมายาลวงไม่มีตัวตนอยู่จริง

เนื้อเรื่องจะเล่าสลับไปมาระหว่างความเป็นไปของแซร์บันเตสในคุกและการผจญภัยของดอนกิโฆเต้ บุคคลในจินตนาการผู้หลงใหลอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ (งงมั้ย? ผมก็งง)

 

ตาเฒ่าสติแตกแห่งลามันช่า

บทบาทของดอน กิโฆเต้เริ่มที่ฉากอันมีชื่อเสียงที่สุดของเรื่อง (และกลายเป็นสัญลักษณ์ของ Man of La Mancha ในเวลาต่อมา) นั่นคือฉากที่ดอนกิโฆเต้ชักดาบแล้วปราดเข้าต่อสู้กับกังหันลม เพราะเข้าใจว่ากังหันลมเป็นมังกรโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของซานโช่ ... แค่ฉากนี้ฉากเดียวก็ประทับภาพความเป็น “อัศวินบ้า” ของดอนกิโฆเต้ไว้ในใจของผู้ชมอย่างได้ผล และจากนั้นดอนกิโฆเต้ก็เข้าใจว่าโรงเตี้ยมตรงหน้าเป็นปราสาท ซึ่งก็คงทำให้ผู้ชมไม่ประหลาดใจกับลูกบ้าของเขาที่จะตามมาเป็นระลอกๆ อีกต่อไป

 

 

ถึงจะไม่เคยอ่านนิยายหรือดูละคร แต่ใครๆ ก็รู้จักดอน กิโฆเต้ ในภาพของอัศวินกำมะลอสุดต๊องส์ ผู้ท้าสู้กับกังหันลม

 

ในร้านเหล้าใต้โรงเตี๊ยมซอมซ่อ ดอน กิโฆเต้ ได้พบกับหญิงโสเภณีนาม อัลดอนซา และตกหลุมรักนางในทันที ดอนกิโฆเต้ไม่ยอมเชื่อว่านางชื่ออัลดอนซ่า (ซึ่งเป็นชื่อชาวบ้านๆ) จึงเรียกนางว่า "ดัลซิเนีย" ซึ่งเหมาะสมกับยอดหญิงผู้สูงศักดิ์ (ในจินตนาการของดอนกิโฆเต้) อย่างเธอมากกว่า พอตกค่ำ ดอนกิโฆเต้ได้เีขียนจดหมายรักถึงดัลนิเซียนางในดวงใจ พร้อมพร่ำพรรณาถึงความรักที่มีต่อเธออย่างหวานเลี่ยนแบบที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เจอมาก่อนในชีวิต

แม้ความเลอะเลือนของดอนกิโฆเต้ จะกวนใจอัลดอนซาอยู่ไม่น้อย แต่สิ่งที่หล่อนได้รับจากเขา ก็ช่างต่างกับผู้ชายทุกคนที่เธอเคยผ่านมาแล้วราวฟ้ากับเหว อัลดอนซาผู้ชินชากับการทอดกายเพื่อแลกเศษเงินเลี้ยงชีพ เริ่มหวั่นไหวกับบุรุษที่ปฏิบัติกับเธอราวยอดหญิง เขาสาบานว่าจะยอมตายเพียงเพื่อแลกกับการขออุทิศชัยชนะของเขาให้กับเธอ และเอ่ยนามของเธอเพื่อปลอบประโลมใจในยามพ่ายแพ้

หัวใจที่ปิดตายของนางโสเภณีกร้านโลก เริ่มเปิดรับตาเฒ่าเพ้อเจ้อไม่เต็มเต็งคนนี้ อย่างช้าๆ...ท่ามกลางเสียงโห่ฮาเยาะหยันของสังคม

 

อัลดอนซา (ภัทรวรินทร์ ทิมกุล) และดอน กิโฆเต้ (เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์)

 

ดีหรือบ้า? กล้าหรือเพี้ยน?

ดอนกิโฆเต้ คือตัวแทนของอัศวินผู้มีเลือดเนื้อเป็นอุดมคติ สวมใส่เกราะผุๆ ที่มีชื่อว่าความบ้า เกราะแห่งความบ้านี้เองที่ช่วยคุ้มกันอุดมคติของเขามิให้แตกสลาย แต่ในขณะเดียวกันก็ขวางกั้นระหว่างอุดมคติและสังคม และทำให้ระยะห่างของสองสิ่งนี้ (ซึ่งโดยธรรมชาติก็ไม่ได้ใกล้กันอยู่แล้ว) ยิ่งกว้างขึ้นเข้าไปอีก

เมื่อดูจนจบเรื่อง ผู้ชมทุกคนคงเห็นพ้องว่าเขาเป็นคนวิกลจริตอย่างไม่ต้องสงสัย

พอๆ กับที่เขามีหัวใจอันงดงามของวีรบุรุษโดยมิพักต้องสงสัยเช่นเดียวกัน

ผมรู้สึกอายตัวเองที่หัวเราะดอนกิโฆเต้ในฉากเปิดตัวของเขา ที่เขาต่อสู้กับกังหันลมด้วยหลงผิดคิดว่ากังหันลมนั้นคือมังกรตัวมหึมา

 


 

จริงอยู่ จริตที่วิกลทำให้เขาเห็นกังหันลมเป็นมังกร หากแต่เป็นความกล้าหาญโดยแท้ ที่ทำให้เขาเข้าประจัญต่อสู้กับ “มังกร” ตนนั้นด้วยตัวเพียงคนเดียว

ถ้าผม “มองเห็น” มังกร ผมก็ตอบได้ไม่เต็มปากนักว่าผมจะทำได้อย่างที่ดอน กิโฆเต้ทำ “วีรกรรม” ของดอนกิโฆเต้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่ามังกรมีอยู่จริงหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเขากล้าสู้กับ “มังกร” หรือเปล่าต่างหาก

เช่นเดียวกัน แม้ว่าดอนกิโฆเต้จะเพ้อถึงแต่อุดมคติเลิศลอยอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่มีใครเถียงได้ว่าเขารักษาสัตย์ สุภาพอ่อนน้อม ให้เกียรติอิสตรี มีเมตตาต่อคนทั่วไป ศรัทธาในความดีของมนุษย์ ไม่ด่วนตัดสินคน สู้ถวายชีวิตเพื่อปกป้องคนที่ถูกข่มเหงรังแก ไม่เหยียดหยามซ้ำเติมผู้แพ้ และไล่ตามความฝันโดยไม่ท้อถอยได้อย่างที่พูดไว้ ดังนั้นคุณธรรมของดอนกิโฆเต้หาได้กลายเป็นคำมดเท็จเพราะอัศวินได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้วไม่ กลายเป็นเรื่องเหลวไหลเพราะเขาพ่ายแพ้มาแล้วนับสิบครั้งหรือก็เปล่า หากแต่เป็นจริงได้เพราะเขาสามารถยึดมั่นในปฏิญญาแห่งอัศวินจวบจนสิ้นชีวิต

เขาง่อยเปลี้ย เขาป้ำเป๋อ เขาขี้ฝอย แต่ไม่ว่าใครก็ดูถูกเขาไม่ได้ เพราะมีเพียงน้อยคนบนโลกนี้ที่ทำได้อย่างเขา

 

อุดมคติและความบ้า

แม้จะออกเกินจริงไปบ้างเพื่อรสชาติของความเป็นบทละคอน แต่ดอนกิโฆเต้ คือตัวแทนความเป็นอุดมคติของแซร์บันเตสผู้แต่งนั่นเอง ระหว่างพักกึ่งเรื่อง (ซึ่งเป็นเบรกเฉพาะของแซร์บันเตส แต่ผู้ชมไม่มีเบรกครับ...ดูกันรวดเดียวประมาณสอง ชม. ครึ่ง) ก็จะเป็นวิวาทะระหว่างแซร์บันเตสและเพื่อนมนุษย์ในเรือนจำ ว่าด้วยอุดมคติและความเป็นจริง เหล่านักโทษต่างเหยียดหยามแซร์บันเตสอย่างที่เหล่าโจรในโรงเตี้ยมเย้ยหยันดอนกิโฆเต้ บอกว่า “ความฝันอันสูงสุด” เหล่านั้นเป็นเรื่องเพ้อเจ้อทั้งเพ และกวีอย่างแซร์บันเตสก็ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าหรือคนอ่อนโลก ที่ไม่เคยจะยอมรับความจริงและ “มองโลกอย่างที่มันเป็น”

แม้ในบางครั้ง บ่าวผู้ซื่อสัตย์อย่างซานโช่ ก็สงสัยในความไร้เดียงสาของผู้เป็นนายอยู่บ้าง

 

“โธ่นายท่าน...ก็ตาของข้าไม่ได้สร้างโลกนี่ ข้าก็แค่มองโลกอย่างที่มันเป็นเท่านั้นล่ะ”

 

หากแต่ความจริงแล้ว ทั้งแซร์บันเตสและดอนกิโฆเต้ต่างเป็นผู้ผ่านโลกมามากทั้งคู่ หาได้เป็นคนอ่อนโลกอย่างที่ใครกล่าวหา จุดนี้แซร์บันเตสได้พูด (นัยว่าพูดแทนดอนกิโฆเต้ อย่างที่เขาปล่อยให้ดอนกิโฆเต้พูดแทนเขา) ตอบโต้ว่า:

 

“ผมใช้ชีวิตมาเจียนจะห้าสิบปีแล้ว

เคยเป็นอะไรมามากมายรวมถึงการเป็นทหาร

ผมได้เห็นสหายร่วมสมรภูมิ ล้มตายไปต่อหน้าคนแล้วคนเล่า

หลายคนในนั้นพูดกับผมว่า ‘ทำไม...?’ ก่อนที่จะสิ้นใจ

ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้ต้องการถามว่า 'เขาตายเพราะอะไร'

แต่ถามว่า 'เขามีชีวิตอยู่มาเพื่ออะไร' ต่างหาก

เขาตายไปโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเขาเกิดมาเพื่อสิ่งใด

โลกเราน่ะมันช่างโหดร้าย และมีแต่เรื่องบ้าบออยู่เต็มไปหมด

แล้วท่านเอาอะไรมาตัดสินเล่า ว่าสิ่งใดคือความบ้า?

บางทีการพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เป็นอยู่นั่นแหละ คือความบ้า

การยอมล้มเลิกความใฝ่ฝันสิ อาจเป็นความบ้า

และที่สุดของความบ้าทั้งปวงนั้น

คือการที่เรามองชีวิตอย่างที่มันเป็น

แทนการมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น!”

 

สวยงาม สะเทือนใจ ... อ่านบทพูดข้างบนแล้วได้อารมณ์แค่ไหน เวลาดูของจริงสดๆ ให้คูณไปซัก 100 เท่า

(หมายเหตุ: ผมแกะบทพูดบางส่วนเอาจากความทรงจำ อาจมีผิดพลาดไปบ้างต้องขออภัย)

 

อุดมคติและความเป็นจริง

ส่วนที่ผมชอบ “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” เอามากๆ จุดหนึ่งก็คือ แม้เนื้อเรื่องจะเชิดชูอุดมคติแบบโรแมนติก แต่โลกภายในละคอน กลับเป็นโลกที่โหดร้ายไม่ต่างกับโลกแห่งความเป็นจริงของเรา เช่นเดียวกับตัวละคอนประกอบอื่นๆ ที่ไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับความคิดของดอน กิโฆเต้เลย การเลือกใช้ชีวิตในแบบของดอน กิโฆเต้จึงไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ และต้องลำบากยิ่งกว่าคนธรรมดาทั่วๆ ไปด้วยซ้ำ

ฉากที่อัลดอนซาถูกเหล่าโจรรุมข่มขืนย่ำยีเพียงไม่นานภายหลังจากที่เธอยอมรับอุดมคติของดอนกิโฆเต้ ก็ราวกับเป็นการตบหน้าผู้ชมอย่างจังคล้ายกับจะบอกว่า “แต่เดี๋ยวก่อน ... เส้นทางชีวิตแบบนี้มันไม่หมูอย่างที่คิดหรอกนะ”

พอมาถึงฉากนี้ คนดูก็ต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอีกคำรบว่า จะเตรียมใจเพื่อใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญแต่ต้องทนทุกข์ หรือยอมกลับไปใช้ชีวิตอย่างเฉยชาต่อทุกสิ่งเพื่อความสะดวกสบาย? ... เคราะห์กรรมของอัลดอนซาเกิดจากความลุ่มหลงในอุดมคติไร้แก่นสาร หรือเกิดจากความหยาบช้าของมนุษย์ในโลกเบี้ยวๆ ใบนี้กันแน่?

ทางเตียนเวียนลงนรก ทางรกวกขึ้นสวรรค์ นี่ก็สัจธรรมอีกข้อนึง

 

 

อย่างไรก็ตาม บทละคอนก็ยังให้ความหวังแก่ผู้ชมในตอนท้าย...ภายหลังการตายของดอน กิโฆเต้ อัลดอนซา เรียกตัวเองว่า “ดัลซิเนีย” อันเป็นชื่อที่ดอน กิโฆเต้ตั้งให้ เป็นการบอกโดยนัยว่าอุดมคติของดอนกิโฆเต้ได้รับการสืบทอด และดัลซิเนียจะไม่กลับไปเป็นโสเภณีอีกต่อไป

การเดินทางของดอนกิโฆเต้สูญเปล่า? ไม่จริงหรอก...เพราะอย่างน้อยเขาก็ได้ “ช่วย” ผู้หญิงคนหนึ่งเอาไว้

เขาตายก่อนความฝันจะบรรลุ แต่ไม่เป็นไร เพราะมีคนอีกอย่างน้อยก็หนึ่งคน ที่พร้อมจะไล่ตามมันเพื่อเขา

 

บทสรุป

ผมมองว่าดอน กิโฆเต้ เป็นแอนติฮีโร่ คือมีส่วนที่น่าเอาอย่างพอๆ กับส่วนที่ไม่น่าเอาอย่างคนหนึ่ง (และแน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากเอาอย่างเขาตรงที่เป็นโรคจิตหลอน) ความคิดของเขา แม้น่าขบขัน แม้ดูเพ้อฝัน แต่ก็มีแง่งามให้จับต้อง มิติความเป็นตัวละครที่ลึกซึ้งเช่นนี้จึงทำให้ดอน กิโฆเต้เป็นคาแรกเตอร์ที่มีเสน่ห์

คนที่รักดอน กิโฆเต้ ก็คงจะรักอุดมคติของเขาด้วยไม่มากก็น้อย

ในขณะที่เราว่ายอยู่ในมหาสมุทรแห่งความเป็นจริงที่เวิ้งว้างมองไม่เห็นฝั่ง สภาพแวดล้อมอาจบีบเราให้หมกมุ่นอยู่แต่การประคองตัวให้รอด การมองไปรอบๆ ตัว ซ้ายทีขวาที ก็มีแต่จะเห็นทิศทางที่เรากำลังจะถูกซัดไป จนบางครั้งเราก็อาจหลงลืมว่าตัวเรานั้นกำลังอยู่ที่ใด คลื่นเหล่านั้นอาจกร่อนวิญญาณของเราให้ผุพังและด้านชา ลอยเปะปะไปตามกระแสที่เชี่ยวกราก ... จนวันหนึ่ง เราต้องมาถามตัวเองอย่างท้อแท้ว่า เราเกิดมาเพื่ออะไรกัน?

ในเวลาแบบนั้น แทนที่จะแหวกว่ายอย่างเอาเป็นเอาตาย หากเราแหงนหน้ามองท้องฟ้าเพียงสักพัก ก็จะเห็นหมู่ดาวสุกสว่างระยิบระยับ ณ เบื้องบน ภาพเหล่านั้นอาจไม่ได้ช่วยปลดเปลื้องความเหนื่อยล้า ไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผลแต่หนหลัง ไม่ได้ช่วยทำนายว่าคลื่นลูกต่อไปจะมาจากทางไหน แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้เราได้รู้ว่า ขณะนี้เรายังมีชีวิตอยู่ บนโลกใบเดิม ใต้แผ่นฟ้าเดิมๆ ที่ดวงดาราจะยังคงทอประกายแห่งความหวัง เพื่อนำทางเหล่ามนุษย์ผู้ดิ้นรนแสวงหา ไปอีกตราบนานเท่านาน

โลกเราอาจ "หมุนเวียน" ไปได้ เพราะ "ความเป็นจริง"

แต่มันก็ "สวยงาม" ได้ด้วย "ความใฝ่ฝัน" เช่นเดียวกัน

 

แด่อัศวินกล้า ผู้กอบกู้ความใฝ่ฝัน: ดอน กิโฆเต้ แห่งลามันช่า

 

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปล. 1 ขอปรบมือให้ทีมนักแสดงทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจมส์ เรืองศักดิ์ ที่สวมบทของแซร์บันเตส/ ดอนกิโฆเต้ได้เนียนซะจนผมคิดว่าเขาเปลี่ยนตัวแสดงนำแล้วซะอีก (ฮา) มาจำได้ก็เอาช่วงเกือบกลางเรื่องโน่น

ปล. 2  รีวิวนี้ กินเนื้อหาได้แค่ช่วงต้นกับช่วงท้ายของเรื่องเท่านั้นเอง รายละเอียดส่วนอื่นๆ มีเยอะมากจนเขียนได้ไม่หมด ถึงแม้การแสดงที่รัชดาลัยเธียเตอร์จะหมดรอบฉายไปแล้ว แต่ถ้ามีโอกาสไหนที่จะมีการแสดงเรื่อง "สู่ฝันอันยิ่งใหญ่" ขึ้นอีกครั้ง ผมขอแนะนำว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ

 

 
 
 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เขียนได้สนุกมาก


ผมเคยได้ยินคำว่า "ดอน กิโฮเต้" มานานพึ่งมารู้ detail มันก็วันนี้แหล่ะ

#1 By gomora on 2008-06-29 01:04

อยากดูจังครับ
เห็นการซ้อม แลพเบื้งกลังที่เค้าโปรโมท
ตามรายกานต่างๆแล้วทำให้อยากดูมากๆเลยbig smile
อ่านแล้วสุดยอดมากครับ เสียดาย ไม่มีโอกาสได้ไปชมซะแล้ว...

ชื่อของ ดอน กิโฆเต้ กับฉากต่อสู้กับกังหันลมของเค้า ถือว่าเป็นภาพคลาสสิคอันนึง ที่ผมเห็นมาตั้งนมนาน แต่เพิ่งจะได้รู้ที่มา และเรื่องราวที่ละเอียดมากขึ้น ก็ครั้งนี้แหล่ะครับ

ผมชอบความคิดของแซร์บันเตส ที่ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของดอน กิโฆเต้มากๆเลยนะครับ ที่พูดถึงอุดมคติในการไล่ตามความฝัน และไขว่คว้าสร้าง"เรื่องราว"ของตัวเอง

แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ออกไล่ล่าความฝัน จะต้องจบลงด้วยการทำฝันให้เป็นจริง...เพราะหากเป้าหมายสุดท้ายของการตามฝัน...จำกัดเพียงแค่การ" ไปถึง" ปลายทางให้ได้แล้วล่ะก็...คนเกือบทั้งหมด ก็คงจะจบชีวิตลงด้วยความพ่ายแพ้ทั้งนั้น

สิ่งสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่เพียงแค่จุดหมายปลายทาง แต่ทุกก้าวที่เราเข้าหาฝัน ทีละนิด ทีละหน่อย ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยความภาคภูมิ...แม้สุดท้ายจะต้องปิดฉากเรื่องราวของตน ไปด้วยระยะทางเพียงไม่ถึงครึ่ง...ผมก็ยังคิดว่า ชีวิตของพวกเค้า ไม่ได้ไร้ความหมายเลย

เรากล้าที่จะไล่ตามสิ่งที่เราเชื่อ
เราอดทน ต่อน้ำเสียงเย้ยหยัน
เราเมินเฉย ต่อสายตาที่ดูแคลน

แต่ใครจะสามารถมากดให้เราต่ำลงไปได้? หากเรายังมีความภูมิใจในเกียรติ และศักดิ์ศรีของตัวเอง

...ตราบเท่าที่เรายังมีความมุ่งไล่ตามความฝัน ด้วยใจที่เชื่อมั่น...ไม้ที่ถือแน่นอยู่ ก็คงจะส่งต่อไปยังมือของคนอื่นเข้าซักวัน



อ่านแล้วผมอยากรู้ชะตากรรมในตอนท้ายของแซร์บันเตสเหมือนกันนะ อยากรู้ว่า เค้าจะไปถึงบทสรุปทางความคิด ในรูปแบบไหน

...เพราะถ้าว่ากันไป เค้าเป็นคนที่อยู่ใน"โลกความจริง" มากกว่าตัวกิโฆเต้เองแน่ๆ...การที่มีตัวละครอย่างซานโซ่อยู่ในเรื่องที่เขายกเปรียบ ก็เป็นเหมือนการสะท้อนข้อจำกัดทางความคิดอย่างนึงแล้ว ว่าเค้าเอง ก็รับรู้ และเข้าใจความจริงอยู่เงียบๆเหมือนกัน ว่าสิ่งที่กิโฆเต้ทำลงไป ไม่ใช่สิ่งที่สังคมยอมรับซะทีเดียว



ปล.อ่านแล้วนึกถึง One piece ตอนที่จะขึ้นไปบนเกาะแห่งท้องฟ้า...อันนั้นก็เป็นการชนกันของคนที่เชื่อในความฝัน กับคนที่ยึดมั่นในความจริงเหมือนกัน

ฉากที่ลูฟี่ชนะเบรามี่ได้ และหันมาชี้นิ้วขึ้นข้างบน บอกออกมาหน้าตาเฉยว่า...พวกตนกำลังจะ "ขึ้นไปบนฟ้า" นี่...ผมว่า โคตรได้ใจเลยครับ confused smile


Hot!

#3 By Zieghart on 2008-06-30 23:57

^
^
^
ใครช่วยด่าไอ้นี่ที...เมนท์บลอกชาวบ้านทีไร ชอบบ้าพลัง ตอบแบบยาวยืด เกินจำเป็นทุกที...คนอื่นมาเห็น อาจพาลจะไม่กล้าตอบต่อเอาดื้อๆ sad smile sad smile sad smile

#4 By Zieghart on 2008-07-01 00:02

^
^
ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องด่า...ไว้ผมจะตามไป "เอาคืน" หมอนี่ให้ถึงบล็อกเลย confused smile


ปล. วันนี้โหลดบล็อกตัวเองแล้วกด end มาเจอ #4 ก่อน เลยงงๆ ว่าซิกฮาร์ทด่าใครอยู่ lol

ลป. เม้นต์ยาวๆ แบบนี้แหละดีแล้วครับ ยิ่งเอนทรี่นี้ช่างเงียบเหงาเหลือเกิน สื่อละครเวทีไม่เป็นที่นิยมรึไงนะ ... orz orz
ไม่เคยมีโอกาศได้ไปดูอะครับ

แต่ใจจริงแล้วอยากลองดู เพราะไม่เคยดูมาก่อน เคยดูตามเทปแล้ว น่าสนใจดีครับ big smile

ถ้ามีโอกาศจะไปชมให้ได้คับ double wink

#6 By [Blog]-`Nutty.,* on 2008-07-01 22:58

อยากดูมากๆเลยค่ะ

จะมีใครซักกี่คนที่ไม่ยอมจำนนต่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเหมือน ดอน กิโฆเต้Hot!

โลกเราอาจ "หมุนเวียน" ไปได้ เพราะ "ความเป็นจริง"

แต่มันก็ "สวยงาม" ได้ด้วย "ความใฝ่ฝัน" เช่นเดียวกัน

#7 By NICs Gallery on 2008-07-01 23:18

ชอบตั้งแต่ภาคนิยายแล้วครับconfused smile

อ่านตอนกังหันลมแล้วฮาก๊ากเหมือนกัน แถมเรื่องมะเขือเทศอีก 555

อ่านรายละเอียดแล้ว ทำให้อยากดูมากขึ้นไปอีก น่าเสียดายจริงๆครับ

#8 By on 2008-07-01 23:51

อ่านแล้วสนุกดีครับ..น่าดูจังbig smile

#9 By บูมแบม on 2008-07-02 00:26

คุณปูทัน

พี่ชอบดูละครเวทีค่ะ สมัยก่อนมีโอกาสได้ไปดูบ่อย ๆ ทั้งที่โรงละครกรุงเทพ (คุณปูทันโตทันหรือเปล่า)ภัทราวดีเธียเตอร์ เอยูเอและของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

พอแก่ขึ้น โลกกลับแคบลง question

อ่านแล้วอยากกระโดดออกจากโลกแคบใบนี้เลยค่ะ
คุณปูทันเขียนได้น่าประทับใจค่ะ

คห.4-5 ก็ช่วยได้มากค่ะ question

#10 By Mrs. Holmes on 2008-07-02 02:02

โอะ ป.ล. ลืม คห.3 ไปค่ะ sad smile question

#11 By Mrs. Holmes on 2008-07-02 02:04

ไม่มีโอกาสได้ดู แต่ตามอ่านทุกลิงค์ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยค่ะเพราะอยากดูมากๆ
คุณเขียนได้เห็นภาพครบถ้วนที่สุด เท่าที่เคยได้อ่านมาเลยค่ะ
ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยแบ่งปัน

#12 By Barai (89.241.216.127) on 2008-07-02 03:26

เคยอ่านนิยายตอนเด็ก ๆ

เฮ้อ...

เรื่องมันเศร้า

แค่นึกก็น้ำตาจะไหลแล้ว TAT
ไม่มีโอกาสได้่ดู แต่ได้มาอ่านที่นี่ก็รู้สึกดีมากๆเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆค่ะ

#14 By (^_^)/nana on 2008-07-02 11:39

เฮือก!!!!
ไหลลื่น ชอบสำนวน ประทับใจ ปล่อยหมัดถูกจังหวะ โดนสุดๆ (เอ๊ะ? สำนวน 'โดน' เก่าไปแล้วสินะคะ? ฮ่าๆ)
อ่านสนุกมากเลยนะคะเนี่ย เอนทรี่นี้
ประทับใจด้วย

ที่สุดของความบ้าทั้งปวงนั้น

คือการที่เรามองชีวิตอย่างที่มันเป็น

แทนการมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น!


โอ๊ยยยยยยยยยยย ไม่ไหวแล้ว!!!! ถูกใจจริงๆ เอาหัวใจอีฟไปเลยดีกว่า! Hot!

#15 By อีฟ on 2008-07-02 11:54

Hot!
เราก็ดูเรื่องนี้แล้วเหมือนกันค่ะ เจมส์เล่นเก่งสุดๆไปเลย เสียงแทบไม่ตกทั้งๆที่ร้องคนเดียวแทวทั้งเรื่องด้วยซ้ำ
ตอนที่ดูเราเองก็เผลอนึกไปว่า "ไหนวะเจมส์?" 555 แบบบไม่รู้จริงๆ จำได้ว่าเจมส์เล่น แต่ทั้งน้ำเสียงและการแสดงดูไม่ออกเลย เหมือนเค้ากลายเป็นตัวละครไปเลย

แล้วก็เรื่องของฉากชอบมากค่ะ ฉากคุกนี่แบบไฮโซสุดๆ
รู้สึกประทับใจกับเรื่องนี้มากๆ เหมือนกันค่ะ
แล้วที่ประทับใจที่สุด ก็คือประโยคที่ยกมาด้วย... (แกะความทรงจำออกมาได้เยอะกว่าเราอีกแน่ะ)

แต่ฉันกลับคิดว่า ยิ่งดูจนจบ ยิ่งไม่คิดเลยว่า ดอน กิโฆเต้ เป็นบุคคลผู้ตกอยู่ในภวังค์แห่งความบ้า เขาเพียงแค่แตกต่าง ด้วยศรัทธาที่แรงกล้ากว่าคนอย่างเราๆ ท่านๆ เท่านั้น....

"บางทีการมองโลกอย่างที่มัีนเป็นอย่างที่เรามองกันอยู่นี้ต่างหากคือความบ้า..." (แกะจากความทรงจำเหมือนกัน) ตอนที่ได้ยินประโยคนี้ก็รู้สึกเหมือนขอบตาร้อนๆ ชอบกล

ดูแล้วมีกำลังใจขึ้นมากค่ะ....
จากที่เคยคิดว่าตัวเอง บ้า และแปลกโลก เลยต้องอดทนไหลไปตามกระแสสังคมมาตลอด ก็เริ่มกลับมาเคารพในความฝัน และอุดมคติของตัวเองมากขึ้น...

เวลาที่รู้สึกว่าผู้คนรอบตัววิ่งวน วุ่นวาย ก็จะพยายามนึกถึง ดอน กิโฆเต้ นี่แหละค่ะ...

อยากจะเขียนรีวิวเรื่องนี้ให้ดีๆ เหมือนกัน แต่ก็ไม่สามารถกลั่นความรู้สึกที่งดงามแบบนี้ออกมาได้จริงๆ

ตอนที่เดินออกมาจากโรงละครก็ได้ยินหลายเสียง บอกว่าไม่รู้เรื่อง ฯลฯ เลยกลัวอยู่เหมือนกันว่า จะหาคนที่ประทับใจเรื่องนี้ยากเสียแล้ว... ดีใจจริงๆ ค่ะ ที่ได้อ่านรีวิวนี้...

big smile

Hot! Hot! Hot!
ปล. ลืมบอกไป ว่าพอดูละครเรื่องนี้แล้ว ชวนให้นึกถึงเพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" ขึ้นมาทุกทีเลยละ่ค่ะ

surprised smile
ไปดูมาแล้วเหมือนกัน ชอบมากครับ บอกให้เราเห็นว่าบางครั้งสัจจนิยมก็ไม่ต่างอะไรกับทุกขนิยม การที่โลกมีแต่ความเสื่อมทรามไม่ได้หมายความว่าเราจะมองเห็นความงามไม่ได้ หากเราเลือกจะมองแต่สิ่งที่ดี เราก็จะเห็นว่าโลกของเรานี้น่าอยู่

เอาบทพูดจริงๆ มาฝากครับ:

ผมอยู่มาเกือบห้าสิบปีแล้ว ผมได้เห็นชีวิตอย่างที่มันเป็น เห็นความเจ็บปวด ทุกข์ยากหิวโหย.. มันเป็นความโหดร้ายเกินกว่าจะทำใจให้เชื่อได้ ผมได้ยินเสียงคนเมาร้องเพลงดังมาจากร้านขายเหล้า ได้ยินเสียงครวญครางดังมาจากกองขยะข้างถนน ผมเคยเป็นทหารและได้เห็นเพื่อนล้มลงในสนามรบ ... หรือไม่ ก็ค่อยๆ ตายไปทีละน้อยอย่างทรมานผมเคยโอบพวกเขาไว้ในอ้อมแขนเมื่อวาระสุดท้ายมาถึงคนเหล่านี้ล้วนมองชีวิตอย่างที่มันเป็น กระนั้นก็ยังตายอย่างสิ้นหวัง ไม่เคยรู้จักความรุ่งโรจน์ ไม่เคยเอ่ยคำอำลาโลกอย่างกล้าหาญ ..มีแต่ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสน เฝ้าสะอึกสะอื้นถามว่า "ทำไม" เขาคงไม่ได้ถามว่าทำไมเขาต้องตาย หากปรารถนาจะถามว่าทำไมจึงต้องมีชีวิตอยู่ด้วยเล่า ในเมื่อชีวิตนั้นเองคือความบ้า ใครจะบอกได้ว่า ความวิกลจริตมันอยู่ตรงไหน บางทีการพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เป็นอยู่นั้นแหละคือความบ้า การยอมล้มเลิกความใฝ่ฝันสิอาจเป็นความบ้า การไขว่คว้าหาดวงแก้วในที่ซึ่งมีแต่สิ่งปฏิกูล การพยายามเหนี่ยวรั้งสติสัมปชัญญะไว้ในโลกของเหตุผลนั่นแหละคือความวิกลจริต และที่สุดของความบ้าทั้งปวง คือการมองชีวิตอย่างที่มันเป็นแทนการมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น

#19 By P.S. on 2008-07-02 14:56

อ่านแล้วก็เม้นค่ะ



อิอิ

question

#20 By i-pompuy on 2008-07-02 20:09

อยากไปดูวุ้ยยยยย...

#21 By ae on 2008-07-02 20:41

โอออออ .... ขอบคุณ #19 ซักล้านครั้งสำหรับบทพูดของแท้ครับ m(_ _)m

ว่าแต่ อย่าบอกนะว่าใช้ความจำเอา sad smile ถ้ามาจากความจำจริงๆ ก็สุดยอดเลยครับ surprised smile (ส่วนที่แก้แล้วแก้อีกของเอนทรี่นี้ก็เรื่องบทพูดของแซร์บันเตสนี่แหละครับ)
ชอบบทความที่พี่เขียนมากๆเล เป็นรีวิวที่ทำให้อิ๋งนึกถึงละคอนเวทีเรื่องนี้อีกครั้ง ทำให้นึกย้อนกลับมามองตัวเองอีกครั้ง ว่าความฝันของตนเองคืออะไร...

แต่... เฮ้อ... นึกไม่ออกจริงๆว่าความฝันของอิ๋งมันหน้าตาเป็นยังไง สงสัยโดยจับ โดนปลูกฝังให้มองโลกอย่างที่มันเป็น อยู่กับความจริงมากไปจนไม่กล้าฝัน ทิ้งมันไว้ข้างหลังมานานจนนึกไม่ออก... แย่จังเลยเนอะ... ทั้งๆที่รู้ว่าโลกความเป็นจริงปัจจุบันที่เราเป็นอู่ที่เราใช้ชีวิตอยู่กับมัน มันไม่ใช่สิ่งที่ชอบ ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน แต่ก็ไม่กล้าที่จะออกไปตามหาความฝันอย่างจริงจัง (ในเมื่อยังไม่แน่ใจว่าความฝันอยู่ที่ไหน หน้าตาเป็นอย่างไร หรือว่ารู้แต่ไม่กล้ายอมรับกันแน่นะ)

ยิ่งดูเรื่องนี้ ยิ่งอ่านรีวิวนี้อีกรอบ(รวมถึงคอมเมนต์ทุกคอมเมนต์) อิ๋งยิ่งรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ เป็นเหมือนคนบ้าคนนึงที่เดินตามทางที่คนอื่นบอกว่าดี บอกว่าควรเป็น แต่เราไม่รู้ด้วซ้ำว่าทางนี้จะไปสู่จุดหมาที่เรต้องการจริงๆหรือไม่ ได้แต่เดินต่อไปเรื่อยๆไปวันๆ พยายามทำให้ตัวเองมีความสุขกับสิ่งแวดล้อมต่างๆข้างทางเดิน เพื่อที่จะได้มีแรงเดินต่อไป

^ ^ อิ๋งบ่นไรไม่รู้เนอะย๊าวยาว สรุปว่า อิ๋งชอบรีวิวนี้มากๆค่ะ มันทำให้อิ๋งมแรงสู้ ตามล่าหาความฝันต่อไป (ถ้าใครรู้ว่าจะตามหาความฝันได้ยังไง ก็บอกด้วยนะคะ)

#23 By Picco (202.91.19.206) on 2008-07-02 22:48

ไปดูมาเหมือนกันคะ ประทับใจมากๆๆ "คนเราเลือกที่จะเป็นได้" ทำให้เรามานั่งคิดว่า แล้ว เราเลือกที่จะเป็นอะไร Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!


ปล.แอบชอบเจ้าของโรงเตี้ยมเป็นกรณีพิเศษอะคะ เล่นได้ฮามาก...โดยเฉพาะ ฉากที่จะแต่งตั้งเป็นอัศวิน จบเศร้าไปหน่อย แต่ก็ประทับใจ

#24 By mymph on 2008-07-03 11:22

ส่วนตัวไม่ค่อยได้ดูละครเวที แต่เห็นจขบ.รีวิวแบบนี้แล้วอยู่ๆก็อยากดูขึ้นมาเฉยๆ ตอนแรกก็อ่านมาเรื่อยๆ จนมาหยุดตรงที่ว่ากิโฆเต้เห็นกังหันเป็นมังกรช่างน่าขำ แต่เรื่องที่เขาตั้งใจสู้กับมังกรนั้นน่านับถือยิ่งกว่า ส่วนใหญ่เคยเห็นแต่ภาพ พึ่งรู้เรื่องจริงก็วันนี้นี่แหละ..

Hot! Hot! ขอโหวตล่ะค่ะ

#25 By sarail on 2008-07-03 19:20

มันเยี่ยมมากๆ

#26 By MeiiThamoN on 2008-07-03 21:27

รีวิวดีจังค่ะ
อ่านแล้วอยากไปดูเลย

#27 By cotyledonnutchan on 2008-07-03 22:12

รีวิวได้เจ๋งเหมือนเดิม

เรื่องนี้อยากไปดูเหมือนกัน แต่เกิดเรื่องที่ทำให้ไปไม่ได้ซะก่อน เสียดายอะ อยากดู

ปล. สรุปแล้วก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะรับปริญญามั้ย แต่ถ้าเราไปก็อย่าลืมไปถ่ายรูปด้วบแล้วกัน (ได้ข่าวว่าไม่เคยถ่ายด้วยกันเลยตั้งแต่ป.ตรี)
ไม่เคยดูละครเวทีเลยครับ... และ ดอน คิโฆเตนี่ เห็นความหนาแล้วขี้เกียจอ่านไปเลย
ตัดไปมาแบบนี้อาจจะทำเอางงก็ได้นะนี่ ? ?

อ่านเมนต์ ปัดแล้ว .. .ใช่เลย!
คุณปูทันรีวิวได้เยี่ยมยอดมากมายครับ ทำเอาผมนึกถึงตอนที่ต้องทำวิจารณ์ละครส่งอาจารย์ตอนเรียนวิชาศิลปะการละครตอนปี 1 เลย
ดอน กีโฆเต้ เป็นวรรณกรรมอมตะเรื่องหนึ่งของโลกที่ผมชอบ (จริงๆ ก็ชอบหลายเรื่องอยู่) และดีใจที่ สนพ.ผีเสื้อเอามาแปลครับ (อย่างน้อยก็มั่นใจเรื่องคุณภาพการแปลและการพิมพ์ได้)

สิ่งหนึ่งที่ได้จากการอ่านดอน กีโฆเต้ ที่ยังตามหลอกหลอนผมจนทุกวันนี้ คือ
ใครกันแน่ที่ "บ้า" ระหว่าง
คนที่ลุกขึ้นมาดำเนินชีวิตด้วยวิถีทางของตัวเอง ซึ่งขัดกับแนวปฏิบัติของคนอื่น
กับคนที่ทำตามคนอื่นๆ เพียงเพื่อให้อยู่ในกรอบของสังคม
คนแบบแรกอาจถูกทำให้กลายเป็น "อื่น" ถูกทำให้แปลกแยกจากสังคม ต้องอยู่โดดเดี่ยว แต่ก็รักษา "ตัวตน" ไว้ได้
คนแบบที่สอง ได้รับการยอมรับในสังคม แต่ขณะเดียวกันก็โดนกลืนหายเข้าไปในสังคม เพราะทำอะไรๆ เหมือนกันกับคนอื่นในสังคมทุกประการ ไม่มีอะไรโดดเด่นขึ้นมา "ตัวตน" ก็เลยหายไป

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด สังคมกำหนด "คนบ้า" ขึ้นมาจากคนที่แตกต่างแบบสุดกู่จากวิถีปฏิบัติของสังคม หรือก็คือ คนส่วนใหญ่ ของสังคม (พวกที่เรียกตัวเองว่า "ปกติ")
ถ้าคนในสังคมเป็นแบบดอน กีโฆเต้ หรือท่านดอนแกอยูในสมัยที่อัศวินและมังกรมีอยู่จริง
แกก็คงจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แบบที่แกอยากเป็น ไม่ใช่เป็นคนบ้า

และถ้าแกเป็นแบบนั้น ดอน กีโฆเต้ ก็คงจะไม่ใช่ "นักฝันผู้ยิ่งใหญ่" แบบที่คุณปูทัน ผม และใครอีกหลายๆ คนทั่วโลกยกย่องชื่นชมก็เป็นได้

มีอะไรน่าคิดเยอะนะครับ ขอบคุณที่ช่วยจุดประเด็นและความฝันครับ

ผมชอบรีวิวของคุณปูทันจัง วันหลังเอาหนังสือ หนัง หรือสื่ออื่นๆ ที่คุณสนใจมารีวิวให้ได้อ่านกันอีกนะครับ double wink
เขียนได้เยี่ยมมากครับ เขียนดีเสียจนคนที่ไม่เคยดูละครเวทีแบบผม อยากไปดูขึ้นมาทันทีเลย

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ Hot!

#31 By PlaNaRiA on 2009-02-01 19:18

ประทับใจทั้งตัวละครเวทีเอง
แล้วก็บทวิจารณ์ชิ้นนี้มากๆ ครับ

#32 By Oakyman (202.176.81.79) on 2009-04-07 11:16