ทีแรกก็ว่าจะลงมุขศาสตร์ตอนต่อ แต่ขอลัดคิวด้วยรีวิวละคอนเวทีคลาสสิก “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” หรือ Man of La Mancha ซึ่งลงโรงฉายอยู่ที่รัชดาลัยเธียเตอร์เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน ด้วยความประทับใจอย่างสุดซึ้งครับ

Disclaimer: สปอยล์แหลกราญ -- Read at your own risk!

 

โปสเตอร์ของละครเวที Man of La Mancha

 

 เรื่องย่อ

เรื่องเริ่มเมื่อมิเกล แซร์บันเตส เจ้าหน้าที่เก็บภาษีตงฉิน ออกหมายรื้อถอนโบสถ์ที่ไม่ยอมจ่ายเงินภาษี จึงถูกอำนาจมืดของศาสนจักรยัดข้อหากระทำตนเป็นภัยต่อศาสนา และถูกส่งตัวมาอยู่ในเรือนจำเพื่อรอการตัดสินคดี ระหว่างที่รอนั้นแซร์บันเตสได้เล่าเรื่อง “ความผิด” ของตนให้เหล่านักโทษร่วมคุกฟังในรูปแบบของบทละคอนซึ่งมีตัวเอกนามว่า “ดอน กิโฆเต้”

เรื่องย่อ (ซ้อน)

อลองโซ กิฆาน่า เป็นตาเฒ่าไม้ใกล้ฝั่งที่คลั่งเทพนิยายและนิยายอัศวินเข้าเส้น อยู่มาวันหนึ่งตาแกก็เกิดเป็นโรคประสาทหลอน หลงผิดคิดว่าตัวเองเป็นอัศวิน จึงอุปโลกน์ตัวเองเป็น “ดอน กิโฆเต้ แห่งลามันช่า”

 

อลองโซ กิฆานา (ดอน กิโฆเต้ -- ภาพประกอบจากฉบับนิยาย)....ใครว่า "โอตากุ" คนแรกเป็นคนญี่ปุ่น?

 

ด้วยใจฮึกหาญ อัศวินเก๊กิโฆเต้ขึ้นควบม้าผอมๆ เท่าที่เหลืออยู่ในคอก ออกเดินทางไปพร้อมกับคนรับใช้ซานโช่เพื่อปราบคนพาลอภิบาลคนดี และเพื่อต่อสู้ตัดสินกับ “จอมมารมายาลวง” ผู้ชั่วร้ายเพื่อสันติสุขอันยั่งยืนของโลก

 

ดอน กิโฆเต้ กับซานโช่ แต่งองค์ทรงเครื่องไปงานคอสเพลย์ (ตรึ่งโป๊ะ~!!)

 

แต่อนิจจา ดอนกิโฆเต้หลงผิดไปสองเรื่องใหญ่ๆ

เรื่องแรกคือ อาณาจักรสเปนในยุคนั้น ไม่มีอัศวินเหลืออยู่อีกแล้วแม้แต่คนเดียว

อีกเรื่องหนึ่งคือ จอมมารมายาลวงไม่มีตัวตนอยู่จริง

เนื้อเรื่องจะเล่าสลับไปมาระหว่างความเป็นไปของแซร์บันเตสในคุกและการผจญภัยของดอนกิโฆเต้ บุคคลในจินตนาการผู้หลงใหลอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ (งงมั้ย? ผมก็งง)

 

ตาเฒ่าสติแตกแห่งลามันช่า

บทบาทของดอน กิโฆเต้เริ่มที่ฉากอันมีชื่อเสียงที่สุดของเรื่อง (และกลายเป็นสัญลักษณ์ของ Man of La Mancha ในเวลาต่อมา) นั่นคือฉากที่ดอนกิโฆเต้ชักดาบแล้วปราดเข้าต่อสู้กับกังหันลม เพราะเข้าใจว่ากังหันลมเป็นมังกรโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของซานโช่ ... แค่ฉากนี้ฉากเดียวก็ประทับภาพความเป็น “อัศวินบ้า” ของดอนกิโฆเต้ไว้ในใจของผู้ชมอย่างได้ผล และจากนั้นดอนกิโฆเต้ก็เข้าใจว่าโรงเตี้ยมตรงหน้าเป็นปราสาท ซึ่งก็คงทำให้ผู้ชมไม่ประหลาดใจกับลูกบ้าของเขาที่จะตามมาเป็นระลอกๆ อีกต่อไป

 

 

ถึงจะไม่เคยอ่านนิยายหรือดูละคร แต่ใครๆ ก็รู้จักดอน กิโฆเต้ ในภาพของอัศวินกำมะลอสุดต๊องส์ ผู้ท้าสู้กับกังหันลม

 

ในร้านเหล้าใต้โรงเตี๊ยมซอมซ่อ ดอน กิโฆเต้ ได้พบกับหญิงโสเภณีนาม อัลดอนซา และตกหลุมรักนางในทันที ดอนกิโฆเต้ไม่ยอมเชื่อว่านางชื่ออัลดอนซ่า (ซึ่งเป็นชื่อชาวบ้านๆ) จึงเรียกนางว่า "ดัลซิเนีย" ซึ่งเหมาะสมกับยอดหญิงผู้สูงศักดิ์ (ในจินตนาการของดอนกิโฆเต้) อย่างเธอมากกว่า พอตกค่ำ ดอนกิโฆเต้ได้เีขียนจดหมายรักถึงดัลนิเซียนางในดวงใจ พร้อมพร่ำพรรณาถึงความรักที่มีต่อเธออย่างหวานเลี่ยนแบบที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เจอมาก่อนในชีวิต

แม้ความเลอะเลือนของดอนกิโฆเต้ จะกวนใจอัลดอนซาอยู่ไม่น้อย แต่สิ่งที่หล่อนได้รับจากเขา ก็ช่างต่างกับผู้ชายทุกคนที่เธอเคยผ่านมาแล้วราวฟ้ากับเหว อัลดอนซาผู้ชินชากับการทอดกายเพื่อแลกเศษเงินเลี้ยงชีพ เริ่มหวั่นไหวกับบุรุษที่ปฏิบัติกับเธอราวยอดหญิง เขาสาบานว่าจะยอมตายเพียงเพื่อแลกกับการขออุทิศชัยชนะของเขาให้กับเธอ และเอ่ยนามของเธอเพื่อปลอบประโลมใจในยามพ่ายแพ้

หัวใจที่ปิดตายของนางโสเภณีกร้านโลก เริ่มเปิดรับตาเฒ่าเพ้อเจ้อไม่เต็มเต็งคนนี้ อย่างช้าๆ...ท่ามกลางเสียงโห่ฮาเยาะหยันของสังคม

 

อัลดอนซา (ภัทรวรินทร์ ทิมกุล) และดอน กิโฆเต้ (เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์)

 

ดีหรือบ้า? กล้าหรือเพี้ยน?

ดอนกิโฆเต้ คือตัวแทนของอัศวินผู้มีเลือดเนื้อเป็นอุดมคติ สวมใส่เกราะผุๆ ที่มีชื่อว่าความบ้า เกราะแห่งความบ้านี้เองที่ช่วยคุ้มกันอุดมคติของเขามิให้แตกสลาย แต่ในขณะเดียวกันก็ขวางกั้นระหว่างอุดมคติและสังคม และทำให้ระยะห่างของสองสิ่งนี้ (ซึ่งโดยธรรมชาติก็ไม่ได้ใกล้กันอยู่แล้ว) ยิ่งกว้างขึ้นเข้าไปอีก

เมื่อดูจนจบเรื่อง ผู้ชมทุกคนคงเห็นพ้องว่าเขาเป็นคนวิกลจริตอย่างไม่ต้องสงสัย

พอๆ กับที่เขามีหัวใจอันงดงามของวีรบุรุษโดยมิพักต้องสงสัยเช่นเดียวกัน

ผมรู้สึกอายตัวเองที่หัวเราะดอนกิโฆเต้ในฉากเปิดตัวของเขา ที่เขาต่อสู้กับกังหันลมด้วยหลงผิดคิดว่ากังหันลมนั้นคือมังกรตัวมหึมา

 


 

จริงอยู่ จริตที่วิกลทำให้เขาเห็นกังหันลมเป็นมังกร หากแต่เป็นความกล้าหาญโดยแท้ ที่ทำให้เขาเข้าประจัญต่อสู้กับ “มังกร” ตนนั้นด้วยตัวเพียงคนเดียว

ถ้าผม “มองเห็น” มังกร ผมก็ตอบได้ไม่เต็มปากนักว่าผมจะทำได้อย่างที่ดอน กิโฆเต้ทำ “วีรกรรม” ของดอนกิโฆเต้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่ามังกรมีอยู่จริงหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเขากล้าสู้กับ “มังกร” หรือเปล่าต่างหาก

เช่นเดียวกัน แม้ว่าดอนกิโฆเต้จะเพ้อถึงแต่อุดมคติเลิศลอยอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่มีใครเถียงได้ว่าเขารักษาสัตย์ สุภาพอ่อนน้อม ให้เกียรติอิสตรี มีเมตตาต่อคนทั่วไป ศรัทธาในความดีของมนุษย์ ไม่ด่วนตัดสินคน สู้ถวายชีวิตเพื่อปกป้องคนที่ถูกข่มเหงรังแก ไม่เหยียดหยามซ้ำเติมผู้แพ้ และไล่ตามความฝันโดยไม่ท้อถอยได้อย่างที่พูดไว้ ดังนั้นคุณธรรมของดอนกิโฆเต้หาได้กลายเป็นคำมดเท็จเพราะอัศวินได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้วไม่ กลายเป็นเรื่องเหลวไหลเพราะเขาพ่ายแพ้มาแล้วนับสิบครั้งหรือก็เปล่า หากแต่เป็นจริงได้เพราะเขาสามารถยึดมั่นในปฏิญญาแห่งอัศวินจวบจนสิ้นชีวิต

เขาง่อยเปลี้ย เขาป้ำเป๋อ เขาขี้ฝอย แต่ไม่ว่าใครก็ดูถูกเขาไม่ได้ เพราะมีเพียงน้อยคนบนโลกนี้ที่ทำได้อย่างเขา

 

อุดมคติและความบ้า

แม้จะออกเกินจริงไปบ้างเพื่อรสชาติของความเป็นบทละคอน แต่ดอนกิโฆเต้ คือตัวแทนความเป็นอุดมคติของแซร์บันเตสผู้แต่งนั่นเอง ระหว่างพักกึ่งเรื่อง (ซึ่งเป็นเบรกเฉพาะของแซร์บันเตส แต่ผู้ชมไม่มีเบรกครับ...ดูกันรวดเดียวประมาณสอง ชม. ครึ่ง) ก็จะเป็นวิวาทะระหว่างแซร์บันเตสและเพื่อนมนุษย์ในเรือนจำ ว่าด้วยอุดมคติและความเป็นจริง เหล่านักโทษต่างเหยียดหยามแซร์บันเตสอย่างที่เหล่าโจรในโรงเตี้ยมเย้ยหยันดอนกิโฆเต้ บอกว่า “ความฝันอันสูงสุด” เหล่านั้นเป็นเรื่องเพ้อเจ้อทั้งเพ และกวีอย่างแซร์บันเตสก็ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าหรือคนอ่อนโลก ที่ไม่เคยจะยอมรับความจริงและ “มองโลกอย่างที่มันเป็น”

แม้ในบางครั้ง บ่าวผู้ซื่อสัตย์อย่างซานโช่ ก็สงสัยในความไร้เดียงสาของผู้เป็นนายอยู่บ้าง

 

“โธ่นายท่าน...ก็ตาของข้าไม่ได้สร้างโลกนี่ ข้าก็แค่มองโลกอย่างที่มันเป็นเท่านั้นล่ะ”

 

หากแต่ความจริงแล้ว ทั้งแซร์บันเตสและดอนกิโฆเต้ต่างเป็นผู้ผ่านโลกมามากทั้งคู่ หาได้เป็นคนอ่อนโลกอย่างที่ใครกล่าวหา จุดนี้แซร์บันเตสได้พูด (นัยว่าพูดแทนดอนกิโฆเต้ อย่างที่เขาปล่อยให้ดอนกิโฆเต้พูดแทนเขา) ตอบโต้ว่า:

 

“ผมใช้ชีวิตมาเจียนจะห้าสิบปีแล้ว

เคยเป็นอะไรมามากมายรวมถึงการเป็นทหาร

ผมได้เห็นสหายร่วมสมรภูมิ ล้มตายไปต่อหน้าคนแล้วคนเล่า

หลายคนในนั้นพูดกับผมว่า ‘ทำไม...?’ ก่อนที่จะสิ้นใจ

ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้ต้องการถามว่า 'เขาตายเพราะอะไร'

แต่ถามว่า 'เขามีชีวิตอยู่มาเพื่ออะไร' ต่างหาก

เขาตายไปโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเขาเกิดมาเพื่อสิ่งใด

โลกเราน่ะมันช่างโหดร้าย และมีแต่เรื่องบ้าบออยู่เต็มไปหมด

แล้วท่านเอาอะไรมาตัดสินเล่า ว่าสิ่งใดคือความบ้า?

บางทีการพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เป็นอยู่นั่นแหละ คือความบ้า

การยอมล้มเลิกความใฝ่ฝันสิ อาจเป็นความบ้า

และที่สุดของความบ้าทั้งปวงนั้น

คือการที่เรามองชีวิตอย่างที่มันเป็น

แทนการมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น!”

 

สวยงาม สะเทือนใจ ... อ่านบทพูดข้างบนแล้วได้อารมณ์แค่ไหน เวลาดูของจริงสดๆ ให้คูณไปซัก 100 เท่า

(หมายเหตุ: ผมแกะบทพูดบางส่วนเอาจากความทรงจำ อาจมีผิดพลาดไปบ้างต้องขออภัย)

 

อุดมคติและความเป็นจริง

ส่วนที่ผมชอบ “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” เอามากๆ จุดหนึ่งก็คือ แม้เนื้อเรื่องจะเชิดชูอุดมคติแบบโรแมนติก แต่โลกภายในละคอน กลับเป็นโลกที่โหดร้ายไม่ต่างกับโลกแห่งความเป็นจริงของเรา เช่นเดียวกับตัวละคอนประกอบอื่นๆ ที่ไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับความคิดของดอน กิโฆเต้เลย การเลือกใช้ชีวิตในแบบของดอน กิโฆเต้จึงไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ และต้องลำบากยิ่งกว่าคนธรรมดาทั่วๆ ไปด้วยซ้ำ

ฉากที่อัลดอนซาถูกเหล่าโจรรุมข่มขืนย่ำยีเพียงไม่นานภายหลังจากที่เธอยอมรับอุดมคติของดอนกิโฆเต้ ก็ราวกับเป็นการตบหน้าผู้ชมอย่างจังคล้ายกับจะบอกว่า “แต่เดี๋ยวก่อน ... เส้นทางชีวิตแบบนี้มันไม่หมูอย่างที่คิดหรอกนะ”

พอมาถึงฉากนี้ คนดูก็ต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอีกคำรบว่า จะเตรียมใจเพื่อใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญแต่ต้องทนทุกข์ หรือยอมกลับไปใช้ชีวิตอย่างเฉยชาต่อทุกสิ่งเพื่อความสะดวกสบาย? ... เคราะห์กรรมของอัลดอนซาเกิดจากความลุ่มหลงในอุดมคติไร้แก่นสาร หรือเกิดจากความหยาบช้าของมนุษย์ในโลกเบี้ยวๆ ใบนี้กันแน่?

ทางเตียนเวียนลงนรก ทางรกวกขึ้นสวรรค์ นี่ก็สัจธรรมอีกข้อนึง

 

 

อย่างไรก็ตาม บทละคอนก็ยังให้ความหวังแก่ผู้ชมในตอนท้าย...ภายหลังการตายของดอน กิโฆเต้ อัลดอนซา เรียกตัวเองว่า “ดัลซิเนีย” อันเป็นชื่อที่ดอน กิโฆเต้ตั้งให้ เป็นการบอกโดยนัยว่าอุดมคติของดอนกิโฆเต้ได้รับการสืบทอด และดัลซิเนียจะไม่กลับไปเป็นโสเภณีอีกต่อไป

การเดินทางของดอนกิโฆเต้สูญเปล่า? ไม่จริงหรอก...เพราะอย่างน้อยเขาก็ได้ “ช่วย” ผู้หญิงคนหนึ่งเอาไว้

เขาตายก่อนความฝันจะบรรลุ แต่ไม่เป็นไร เพราะมีคนอีกอย่างน้อยก็หนึ่งคน ที่พร้อมจะไล่ตามมันเพื่อเขา

 

บทสรุป

ผมมองว่าดอน กิโฆเต้ เป็นแอนติฮีโร่ คือมีส่วนที่น่าเอาอย่างพอๆ กับส่วนที่ไม่น่าเอาอย่างคนหนึ่ง (และแน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากเอาอย่างเขาตรงที่เป็นโรคจิตหลอน) ความคิดของเขา แม้น่าขบขัน แม้ดูเพ้อฝัน แต่ก็มีแง่งามให้จับต้อง มิติความเป็นตัวละครที่ลึกซึ้งเช่นนี้จึงทำให้ดอน กิโฆเต้เป็นคาแรกเตอร์ที่มีเสน่ห์

คนที่รักดอน กิโฆเต้ ก็คงจะรักอุดมคติของเขาด้วยไม่มากก็น้อย

ในขณะที่เราว่ายอยู่ในมหาสมุทรแห่งความเป็นจริงที่เวิ้งว้างมองไม่เห็นฝั่ง สภาพแวดล้อมอาจบีบเราให้หมกมุ่นอยู่แต่การประคองตัวให้รอด การมองไปรอบๆ ตัว ซ้ายทีขวาที ก็มีแต่จะเห็นทิศทางที่เรากำลังจะถูกซัดไป จนบางครั้งเราก็อาจหลงลืมว่าตัวเรานั้นกำลังอยู่ที่ใด คลื่นเหล่านั้นอาจกร่อนวิญญาณของเราให้ผุพังและด้านชา ลอยเปะปะไปตามกระแสที่เชี่ยวกราก ... จนวันหนึ่ง เราต้องมาถามตัวเองอย่างท้อแท้ว่า เราเกิดมาเพื่ออะไรกัน?

ในเว