พวกเราคงเคยได้ฟังข่าวอาชญากรรมสะเทือนขวัญ หรือเปิดบันทึกเรื่องราวของมนุษย์ในช่วงรอยต่อที่ผันผวนแห่งอารยธรรมเช่น สงครามโลก สงครามกลางเมือง การล่าอาณานิคม การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ฯลฯ แทบทุกหน้าของประวัติศาสตร์เหล่านั้นล้วนแฝงไปด้วยความเลวร้ายของมนุษย์ การทรมาน การค้าทาส การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หลายหลากรูปแบบเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการถึง และบางครั้งก็วิปริตพิศดารเสียจนเพียงแค่ได้ฟังคำบอกเล่าก็รู้สึกคลื่นไส้

ตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่ๆ เฉพาะในศตวรรษที่ผ่านมาเช่น:

  • [The Holocaust] การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว (1933-1945): 600,000 ชีวิต
  • [Nanking Massacre] การสังหารหมู่ที่นานกิง (1937-1938): 500,000 ชีวิต
  • [Rape of Rwanda] การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่รวันดา (1994): 1,000,000 ชีวิต

ขอย้ำว่านี่เป็นเพียงรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ทุกคนรู้จักกันดีเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วยังมีความสูญเสียอีกมากที่เกิดขึ้นในต่างกรรมต่างวาระ ตัวเลขข้างต้นยังไม่รวมถึงความทรมานก่อนตายและความทุกข์ของคนเป็นอีกมหาศาลที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกัน

หากไม่นับปฏิกิริยาแสดงความรังเกียจ สยดสยอง หรือสงสารต่อความสูญเสียดังกล่าวแล้ว คำถามสำคัญที่น่าจะผุดขึ้นมาในใจของทุกคน น่าจะเป็น:

คิดอะไรกันอยู่?

ทำไมถึงทำได้ลงคอ?

เรามักตอบคำถามข้างตันได้เพียงในชั่วอึดใจ ด่าประนามเหล่าผีร้ายในจิตวิญญาณของผู้ก่อการอุบาทว์เหล่านั้น สาปส่งความอำมหิตไร้มนุษยธรรม ร้องเรียกความยุติธรรมแทนผู้คนที่ล้มตายอย่างไร้ค่า และผลักไสพวกมันออกจากสังคมของพวกเรา ด้วยคำว่า ไปตายซะ...
.
... อันเป็นคำพูดเดียวกันกับของเหล่าฆาตกร ในเสี้ยววินาทีที่พวกเขาลั่นไกสังหารผู้บริสุทธิ์
.
แม้เพียงชั่วขณะจิต แต่เราก็รับเอา "มโนสำนึก" แห่งฆาตกรมาแล้ว...
.

คิดอะไรกันอยู่?

ทำไมถึงทำได้ลงคอ?

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

รูปลักษณ์แห่งเทวากับซาตานในภาพของ Escher ด้านล่าง ต่างเกาะเกี่ยวกันสนิทแนบแน่นในพื้นที่วงกลมเดียวกัน...บ้างอาจว่าซาตานเป็นเงาของเทวา บ้างก็ว่า เทวาต่างหากเล่าคือเงาของซาตาน ... บางที Escher อาจจะไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขณะรังสรรค์ผลงานลวงตาชิ้นนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานหลายสิบชิ้นที่ทำให้เขาได้รับชื่อเสียงมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม ปริศนาธรรมที่แฝงอยู่ในภาพก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามกันได้ง่ายๆ เลย

M.C. Escher's [Circle Limit IV]

 

ความคิดหลักที่ ศ.ดร. ฟิลิป ซิมบาร์โด แห่งคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นำเสนอในหนังสือ Lucifer Effect นี้ก็เป็นอย่างเดียวกันกับภาพของ Escher นั่นคือมนุษย์เราต่างมีความเป็นไปได้เท่าๆ กันที่จะเป็นคนดีหรือคนเลว แล้วแต่อิทธิพลของบริบทแวดล้อม (situational influence) หรือถ้าจะเปรียบกับวงกลมข้างบน ก็คงจะเทียบได้กับว่า ณ เวลานั้นเรายืนอยู่บนตำแหน่งที่เป็นสีขาวหรือสีดำ

 

ปกหนังสือ The Lucifer Effect รูปหน้าปกสื่อถึงผลกระทบของความชั่วร้าย (ลูกเหล็กสีดำ) ที่มีต่อคนดี (ลูกเหล็กสีขาว)

 

หลายคนอาจไม่คุ้นเคยชื่อของ ศจ.ซิมบาร์โด แต่อาจเคยได้ยินการทดลองจิตวิทยาหมู่อันอื้อฉาวนาม Stanford Prison Experiment (SPE) ในปี ค.ศ. 1971 กันมาบ้าง โดย ศจ. ซิมบาร์โด ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการทดลองในครั้งนั้น ได้ทำการคัดเลือกอาสาสมัครผู้มีสุขภาพจิตดี และมีระดับการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน มาสุ่มรับบทบาทที่ต่างกัน (ได้แก่ ผู้คุม และนักโทษ) ภายในคุกจำลองที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ... แรกเริ่มเดิมที ศจ. วางแผนไว้ว่าจะทำการสังเกตพฤติกรรมของอาสาสมัครร่วมสิบกว่าชีวิตผ่านทางกล้องวิดีโอและเครื่องบันทึกเทปอย่างต่อเนื่อง และหยุดเมื่อทำการทดลองไปได้สองอาทิตย์

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า พฤติกรรมของเหล่าผู้คุมที่เหี้ยมเกรียมจนควบคุมไม่อยู่ และสภาพจิตของพวกนักโทษที่ยิ่งวันยิ่งดิ่งเหว ทำให้ต้องมีการแทรกแซงการทดลองจากภายนอกบ่อยครั้ง...และในที่สุด ศจ. ซิมบาร์โดก็จำต้องตัดสินใจยุติการทดลองด้วยเวลาเพียง 6 วันเท่านั้น

ศจ. ได้เขียนความคิดเห็นของตัวเองไว้ในบทนำของ Lucifer Effect ว่า "ผมยังรู้สึกผิดบาปมาตลอดเวลากว่าสามทศวรรษ ... เป็นความผิดของผมเองที่หยุดการทดลองครั้งนั้นช้าเกินไป"

คำถามที่ตามมาหลัง SPE นั่นคือ อะไรที่ทำให้เหล่าอาสาสมัครซึ่งเป็นคน "ปกติ" เสียยิ่งกว่าปกติ มีพฤติกรรมและสภาพจิตใจแตกต่างกันเป็นสองกลุ่มอย่างสุดขั้ว ภายในระยะเวลาแค่ไม่ถึงสัปดาห์?

เรามาฟังบทสนทนาระหว่างผู้คุม Hellmann (นามสมมุติ) ที่โหดที่สุด และนักโทษ Clay (นามสมมุติ) ที่ถูก Hellmann ทารุณหนักที่สุดระหว่างการทดลอง SPE ซึ่งตัดมาจากรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งกันก่อนดีกว่า (รายการแพร่ภาพเมื่อ 1 เดือนหลังจากการทดลอง --- อ้างอิงจาก The Lucifer Effect หน้า 193)

Clay: ...ผมเคยอ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้มานะ อ่านมาเยอะแยะแล้วด้วย ผมแค่ไม่เคยมีประสบการณ์ตรงมาก่อนเท่านั้นแหละ ...ผมไม่เคยเห็นคนที่กลายเป็นแบบที่คุณเป็นมาก่อนเลย และผมรู้ดีว่าจริงๆ แล้วคุณ (หมายถึง Hellmann) น่ะเป็นคนนิสัยดี คุณรู้มั้ย? เข้าใจหรือเปล่า?

Hellmann: [ยิ้มและส่ายหน้า] คุณจะไปรู้ได้ยังไง

Clay: รู้สิ ผมรู้ว่าคุณเป็นคนดี ผมไม่เคยเกลียด --

Hellmann: ถ้างั้นทำไมคุณถึงเกลียดผมนักล่ะ?

Clay: เพราะผมรู้ว่าคุณสามารถกลายเป็นคนแบบไหนได้น่ะสิ ผมรู้ว่าคุณจะทำอะไรๆ ได้บ้างเพียงแค่พูดว่า "เฮ้ย กะอีเรื่องแค่นี้เอง" "สถานการณ์มันบังคับน่ะนะ" หรือว่า "แค่สองอาทิตย์เอง เดี๋ยวก็จบแล้ว"

Hellmann: ถ้างั้นเอาเป็นว่า ถ้าเป็นคุณที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบผม คุณจะทำยังไง?

Clay: ...................... ผมไม่รู้ ผม...ตอบไม่ได้...

แม้แต่ผู้ถูกทารุณกรรมเอง ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าถ้าตัวเองต้องสวมบทของผู้กระทำแล้ว เขาจะกลายเป็นคนแบบไหน สถานการณ์เฉพาะบางอย่างอาจทำให้คนดีๆ กลายเป็นคนเลว และคนที่มีเหตุผลที่สุดกลายเป็นคนบ้าไปได้

จากบันทึกการไต่สวนคดีสังหารหมู่ชาวยิว เหล่าอาชญากรสงครามที่ถูกพิพากษาต่างก็มีสุขภาพจิตดีเยี่ยม ไม่ปรากฏร่องรอยของโรคทางจิตหรือความเป็นคนกระหายเลือดแต่อย่างใด พวกเขาเป็นคนปกติเสียจนน่ากลัว ราวกับว่าเป็นคนละคนกับที่ฆ่าชาวยิวหลายร้อยคนลงกับมือ

อีกด้านหนึ่ง ผู้ก่อการส่วนใหญ่ในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่รวันดาเป็นพลเรือน และเป็นเพื่อนบ้านกับเหยื่อที่เพิ่งจะแวะมากินข้าวเย็นจากหม้อเดียวกัน ดื่มเหล้าเฮฮาโต้รุ่งด้วยกัน และเล่นกับลูกๆ ของพวกเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน

เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา?

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เนื้อหาใน The Lucifer Effect แบ่งออกเป็นสี่ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่

  1. บทบรรยายเหตุการณ์ใน SPE อย่างละเอียดชนิดที่ถอดเทปมาแบบคำต่อคำ และ (ศจ.อ้างว่า) ละเอียดที่สุดเท่าที่เคยตีพิมพ์มาในสื่ออื่นๆ
  2. รวมงานวิจัยภาคสนามเชิงจิตวิทยาสังคม ว่าด้วยเงื่อนไขภายนอกที่มีผลสนับสนุนการกระทำชั่วของมนุษย์ ซึ่งสามารถขยายผลอภิปรายและปรับใช้ได้อย่างกว้างขวางในสถานการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เห็นแก่ตัว, คนเมืองใหญ่ที่ไร้น้ำใจ, เกรียนเทพในโลกออนไลน์, งานรับน้องสยองขวัญ, วัฒนธรรมการคอรัปชั่นในองค์กร, สงครามกลางเมือง, ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป, การพิพากษาล่าแม่มด, ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฯลฯ
  3. เจาะลึกเหตุการณ์ฉาวที่ทหารอเมริกันถูกเปิดโปงว่าทรมานพลเรือนอิรักในเรือนจำ Abu Ghraib ระหว่างที่ทำการเข้ายึดอิรักในปี ค.ศ. 2003 โดยการนำสิ่งที่ได้จาก SPE มาใช้อธิบาย รวมถึงการลากเอาความชั่วร้ายในสายบังคับบัญชา และในระดับนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลบุชจูเนียร์มาตีแผ่
  4. ปิดท้ายด้วยการแนะนำวิธีต่อสู้กับ "ซาตาน" ที่อาจมาล่อลวงคุณให้ทำชั่วได้ทุกเมื่อ หรือด้านกลับของเนื้อหาสามช่วงแรกที่ ศจ. เรียกว่า [จิตวิทยาแห่งวีรชน]

ข้อเสียเพียงไม่กี่ประการของหนังสือเล่มนี้ อาจอยู่ที่รายละเอียดที่มากเกินไปของส่วนที่ 1 และ 3 จนอาจทำให้ผู้อ่านที่นิยมสาระแบบเนื้อๆ เน้นๆ รู้สึกว่าจังหวะการเล่าเรื่องจะอืดเกินไปบ้าง อีกอย่างหนึ่งคือ ศจ. จะเน้นย้ำประเด็นสำคัญเดิมๆ ของเขาตลอดเล่มจนน่าเบื่อในบางช่วง แต่เข้าใจเขาว่าทำไปเพื่อผลในการโน้มน้าวเปลี่ยนทัศนคติของคนอ่านครับ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทส่งท้ายรีวิว

ท่านผู้ชมบล็อกอาจอ่านแค่รีวิวนี้แล้วสงสัยว่า จริงหรือที่คนเราจะทำชั่วได้ถึงเพียงนี้? หากฉันไปเป็นตำรวจเยอรมันในช่วงสงครามโลก ฉันจะฆ่าคนยิวได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ หรือ? ... บ้างอาจรู้สึกต่อต้าน บ้างอาจไม่เชื่อถือ บ้างอาจคิดว่านี่เป็นการลดความชอบธรรมในการพิพากษาโทษหนักแก่นักโทษคดีอุกฉกรรจ์หรือเปล่า? นี่เป็นการแอบแฝงความคิดทางการเมืองที่เป็นอุดมคติจนไม่สามารถปฏิบัติได้จริงใช่หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม ศจ. ซิมบาร์โด ได้ย้ำอยู่เสมอในข้อความของทุกบทว่า เจตนารมณ์ของเขาไม่ได้ต้องการหาความชอบธรรมให้แก่การกระทำผิด คนที่ทำผิดนั้นสมควรถูกลงโทษ หากแต่เขาเขียนหนังสือ