0056 The Lucifer Effect: สารคดีสำหรับผู้อยากรู้ทันซาตาน
posted on 22 Jun 2008 01:30 by stellargazer
พวกเราคงเคยได้ฟังข่าวอาชญากรรมสะเทือนขวัญ หรือเปิดบันทึกเรื่องราวของมนุษย์ในช่วงรอยต่อที่ผันผวนแห่งอารยธรรมเช่น สงครามโลก สงครามกลางเมือง การล่าอาณานิคม การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ฯลฯ แทบทุกหน้าของประวัติศาสตร์เหล่านั้นล้วนแฝงไปด้วยความเลวร้ายของมนุษย์ การทรมาน การค้าทาส การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หลายหลากรูปแบบเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการถึง และบางครั้งก็วิปริตพิศดารเสียจนเพียงแค่ได้ฟังคำบอกเล่าก็รู้สึกคลื่นไส้
ตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่ๆ เฉพาะในศตวรรษที่ผ่านมาเช่น:
- [The Holocaust] การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว (1933-1945): 600,000 ชีวิต
- [Nanking Massacre] การสังหารหมู่ที่นานกิง (1937-1938): 500,000 ชีวิต
- [Rape of Rwanda] การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่รวันดา (1994): 1,000,000 ชีวิต
ขอย้ำว่านี่เป็นเพียงรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ทุกคนรู้จักกันดีเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วยังมีความสูญเสียอีกมากที่เกิดขึ้นในต่างกรรมต่างวาระ ตัวเลขข้างต้นยังไม่รวมถึงความทรมานก่อนตายและความทุกข์ของคนเป็นอีกมหาศาลที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกัน
หากไม่นับปฏิกิริยาแสดงความรังเกียจ สยดสยอง หรือสงสารต่อความสูญเสียดังกล่าวแล้ว คำถามสำคัญที่น่าจะผุดขึ้นมาในใจของทุกคน น่าจะเป็น:
คิดอะไรกันอยู่?
ทำไมถึงทำได้ลงคอ?
คิดอะไรกันอยู่?
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
รูปลักษณ์แห่งเทวากับซาตานในภาพของ Escher ด้านล่าง ต่างเกาะเกี่ยวกันสนิทแนบแน่นในพื้นที่วงกลมเดียวกัน...บ้างอาจว่าซาตานเป็นเงาของเทวา บ้างก็ว่า เทวาต่างหากเล่าคือเงาของซาตาน ... บางที Escher อาจจะไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขณะรังสรรค์ผลงานลวงตาชิ้นนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานหลายสิบชิ้นที่ทำให้เขาได้รับชื่อเสียงมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม ปริศนาธรรมที่แฝงอยู่ในภาพก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามกันได้ง่ายๆ เลย
M.C. Escher's [Circle Limit IV]
ความคิดหลักที่ ศ.ดร. ฟิลิป ซิมบาร์โด แห่งคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นำเสนอในหนังสือ Lucifer Effect นี้ก็เป็นอย่างเดียวกันกับภาพของ Escher นั่นคือมนุษย์เราต่างมีความเป็นไปได้เท่าๆ กันที่จะเป็นคนดีหรือคนเลว แล้วแต่อิทธิพลของบริบทแวดล้อม (situational influence) หรือถ้าจะเปรียบกับวงกลมข้างบน ก็คงจะเทียบได้กับว่า ณ เวลานั้นเรายืนอยู่บนตำแหน่งที่เป็นสีขาวหรือสีดำ
หลายคนอาจไม่คุ้นเคยชื่อของ ศจ.ซิมบาร์โด แต่อาจเคยได้ยินการทดลองจิตวิทยาหมู่อันอื้อฉาวนาม Stanford Prison Experiment (SPE) ในปี ค.ศ. 1971 กันมาบ้าง โดย ศจ. ซิมบาร์โด ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการทดลองในครั้งนั้น ได้ทำการคัดเลือกอาสาสมัครผู้มีสุขภาพจิตดี และมีระดับการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน มาสุ่มรับบทบาทที่ต่างกัน (ได้แก่ ผู้คุม และนักโทษ) ภายในคุกจำลองที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ... แรกเริ่มเดิมที ศจ. วางแผนไว้ว่าจะทำการสังเกตพฤติกรรมของอาสาสมัครร่วมสิบกว่าชีวิตผ่านทางกล้องวิดีโอและเครื่องบันทึกเทปอย่างต่อเนื่อง และหยุดเมื่อทำการทดลองไปได้สองอาทิตย์
แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า พฤติกรรมของเหล่าผู้คุมที่เหี้ยมเกรียมจนควบคุมไม่อยู่ และสภาพจิตของพวกนักโทษที่ยิ่งวันยิ่งดิ่งเหว ทำให้ต้องมีการแทรกแซงการทดลองจากภายนอกบ่อยครั้ง...และในที่สุด ศจ. ซิมบาร์โดก็จำต้องตัดสินใจยุติการทดลองด้วยเวลาเพียง 6 วันเท่านั้น
ศจ. ได้เขียนความคิดเห็นของตัวเองไว้ในบทนำของ Lucifer Effect ว่า "ผมยังรู้สึกผิดบาปมาตลอดเวลากว่าสามทศวรรษ ... เป็นความผิดของผมเองที่หยุดการทดลองครั้งนั้นช้าเกินไป"
คำถามที่ตามมาหลัง SPE นั่นคือ อะไรที่ทำให้เหล่าอาสาสมัครซึ่งเป็นคน "ปกติ" เสียยิ่งกว่าปกติ มีพฤติกรรมและสภาพจิตใจแตกต่างกันเป็นสองกลุ่มอย่างสุดขั้ว ภายในระยะเวลาแค่ไม่ถึงสัปดาห์?
เรามาฟังบทสนทนาระหว่างผู้คุม Hellmann (นามสมมุติ) ที่โหดที่สุด และนักโทษ Clay (นามสมมุติ) ที่ถูก Hellmann ทารุณหนักที่สุดระหว่างการทดลอง SPE ซึ่งตัดมาจากรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งกันก่อนดีกว่า (รายการแพร่ภาพเมื่อ 1 เดือนหลังจากการทดลอง --- อ้างอิงจาก The Lucifer Effect หน้า 193)
Clay: ...ผมเคยอ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้มานะ อ่านมาเยอะแยะแล้วด้วย ผมแค่ไม่เคยมีประสบการณ์ตรงมาก่อนเท่านั้นแหละ ...ผมไม่เคยเห็นคนที่กลายเป็นแบบที่คุณเป็นมาก่อนเลย และผมรู้ดีว่าจริงๆ แล้วคุณ (หมายถึง Hellmann) น่ะเป็นคนนิสัยดี คุณรู้มั้ย? เข้าใจหรือเปล่า?
Hellmann: [ยิ้มและส่ายหน้า] คุณจะไปรู้ได้ยังไง
Clay: รู้สิ ผมรู้ว่าคุณเป็นคนดี ผมไม่เคยเกลียด --
Hellmann: ถ้างั้นทำไมคุณถึงเกลียดผมนักล่ะ?
Clay: เพราะผมรู้ว่าคุณสามารถกลายเป็นคนแบบไหนได้น่ะสิ ผมรู้ว่าคุณจะทำอะไรๆ ได้บ้างเพียงแค่พูดว่า "เฮ้ย กะอีเรื่องแค่นี้เอง" "สถานการณ์มันบังคับน่ะนะ" หรือว่า "แค่สองอาทิตย์เอง เดี๋ยวก็จบแล้ว"
Hellmann: ถ้างั้นเอาเป็นว่า ถ้าเป็นคุณที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบผม คุณจะทำยังไง?
Clay: ...................... ผมไม่รู้ ผม...ตอบไม่ได้...
แม้แต่ผู้ถูกทารุณกรรมเอง ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าถ้าตัวเองต้องสวมบทของผู้กระทำแล้ว เขาจะกลายเป็นคนแบบไหน สถานการณ์เฉพาะบางอย่างอาจทำให้คนดีๆ กลายเป็นคนเลว และคนที่มีเหตุผลที่สุดกลายเป็นคนบ้าไปได้
จากบันทึกการไต่สวนคดีสังหารหมู่ชาวยิว เหล่าอาชญากรสงครามที่ถูกพิพากษาต่างก็มีสุขภาพจิตดีเยี่ยม ไม่ปรากฏร่องรอยของโรคทางจิตหรือความเป็นคนกระหายเลือดแต่อย่างใด พวกเขาเป็นคนปกติเสียจนน่ากลัว ราวกับว่าเป็นคนละคนกับที่ฆ่าชาวยิวหลายร้อยคนลงกับมือ
อีกด้านหนึ่ง ผู้ก่อการส่วนใหญ่ในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่รวันดาเป็นพลเรือน และเป็นเพื่อนบ้านกับเหยื่อที่เพิ่งจะแวะมากินข้าวเย็นจากหม้อเดียวกัน ดื่มเหล้าเฮฮาโต้รุ่งด้วยกัน และเล่นกับลูกๆ ของพวกเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน
เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา?
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เนื้อหาใน The Lucifer Effect แบ่งออกเป็นสี่ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่
- บทบรรยายเหตุการณ์ใน SPE อย่างละเอียดชนิดที่ถอดเทปมาแบบคำต่อคำ และ (ศจ.อ้างว่า) ละเอียดที่สุดเท่าที่เคยตีพิมพ์มาในสื่ออื่นๆ
- รวมงานวิจัยภาคสนามเชิงจิตวิทยาสังคม ว่าด้วยเงื่อนไขภายนอกที่มีผลสนับสนุนการกระทำชั่วของมนุษย์ ซึ่งสามารถขยายผลอภิปรายและปรับใช้ได้อย่างกว้างขวางในสถานการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เห็นแก่ตัว, คนเมืองใหญ่ที่ไร้น้ำใจ, เกรียนเทพในโลกออนไลน์, งานรับน้องสยองขวัญ, วัฒนธรรมการคอรัปชั่นในองค์กร, สงครามกลางเมือง, ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป, การพิพากษาล่าแม่มด, ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฯลฯ
- เจาะลึกเหตุการณ์ฉาวที่ทหารอเมริกันถูกเปิดโปงว่าทรมานพลเรือนอิรักในเรือนจำ Abu Ghraib ระหว่างที่ทำการเข้ายึดอิรักในปี ค.ศ. 2003 โดยการนำสิ่งที่ได้จาก SPE มาใช้อธิบาย รวมถึงการลากเอาความชั่วร้ายในสายบังคับบัญชา และในระดับนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลบุชจูเนียร์มาตีแผ่
- ปิดท้ายด้วยการแนะนำวิธีต่อสู้กับ "ซาตาน" ที่อาจมาล่อลวงคุณให้ทำชั่วได้ทุกเมื่อ หรือด้านกลับของเนื้อหาสามช่วงแรกที่ ศจ. เรียกว่า [จิตวิทยาแห่งวีรชน]
ข้อเสียเพียงไม่กี่ประการของหนังสือเล่มนี้ อาจอยู่ที่รายละเอียดที่มากเกินไปของส่วนที่ 1 และ 3 จนอาจทำให้ผู้อ่านที่นิยมสาระแบบเนื้อๆ เน้นๆ รู้สึกว่าจังหวะการเล่าเรื่องจะอืดเกินไปบ้าง อีกอย่างหนึ่งคือ ศจ. จะเน้นย้ำประเด็นสำคัญเดิมๆ ของเขาตลอดเล่มจนน่าเบื่อในบางช่วง แต่เข้าใจเขาว่าทำไปเพื่อผลในการโน้มน้าวเปลี่ยนทัศนคติของคนอ่านครับ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บทส่งท้ายรีวิว
ท่านผู้ชมบล็อกอาจอ่านแค่รีวิวนี้แล้วสงสัยว่า จริงหรือที่คนเราจะทำชั่วได้ถึงเพียงนี้? หากฉันไปเป็นตำรวจเยอรมันในช่วงสงครามโลก ฉันจะฆ่าคนยิวได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ หรือ? ... บ้างอาจรู้สึกต่อต้าน บ้างอาจไม่เชื่อถือ บ้างอาจคิดว่านี่เป็นการลดความชอบธรรมในการพิพากษาโทษหนักแก่นักโทษคดีอุกฉกรรจ์หรือเปล่า? นี่เป็นการแอบแฝงความคิดทางการเมืองที่เป็นอุดมคติจนไม่สามารถปฏิบัติได้จริงใช่หรือไม่?
อย่างไรก็ตาม ศจ. ซิมบาร์โด ได้ย้ำอยู่เสมอในข้อความของทุกบทว่า เจตนารมณ์ของเขาไม่ได้ต้องการหาความชอบธรรมให้แก่การกระทำผิด คนที่ทำผิดนั้นสมควรถูกลงโทษ หากแต่เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงอิทธิพลของบริบทแวดล้อมต่อพฤติกรรมมนุษย์ และสร้างเกราะเพื่อคุ้มกันใจของเราให้รอดพ้นจากหลุมพรางของสังคมที่คอยกระตุ้นให้พวกเราทำความชั่ว
เป็นที่น่าสังเกตว่า ศจ. เลือกใช้คำ [Lucifer] แทน [Satan] ในชื่อหนังสือของเขา โดยลูซิเฟอร์เป็นชื่อของซาตานเมื่อครั้งยังเป็นเทวฑูตชั้นสูงสุดบนสวรรค์ และนามของลูซิเฟอร์ก็หมายถึง [ผู้นำพาแสงสว่าง] อันศักดิ์สิทธิ์...ก่อนที่ลูซิเฟอร์จะก่อกบฏและถูกขับไล่กลายมาเป็นจอมปีศาจนามซาตาน ผู้ดูหมิ่นพระเจ้าและล่อลวงมนุษย์ให้ตกสู่วังวนแห่งบาป
หนึ่งในบาปเจ็ดประการที่ชักพาให้ลูซิเฟอร์ตกสวรรค์คือ Pride หรือความเย่อหยิ่งอหังการ ความเชื่อมั่นถือดีในตัวเองจนประมาทอำนาจแห่งบาปร้ายแรงข้อที่เหลือ ความเย่อหยิ่งนี้ทำให้ลูซิเฟอร์สำคัญผิดว่าตัวเองสามารถเทียบเทียมพระเจ้าได้ และเป็นชนวนแห่งความริษยาพระเจ้า ความอาฆาตมาดร้าย และบาปประการอื่นๆ ในเวลาต่อมา ดังนี้ Pride จึงถูกจัดให้เป็นบาปหนักที่สุดในมวลบาปร้ายแรงทั้งเจ็ดของศาสนาคริสต์ ซึ่งถ้าจะเทียบเคียงกับคำสอนทางพุทธศาสนา มันก็คือความยึดมั่นถือมั่นในอัตตา ข้าดีข้าแน่ ประมาทในทางธรรมจนสุดท้ายก็สายเกินแก้ เมื่อพบว่าตัวเองได้หลงผิดถลำลึกจนก่อบาปกรรมสาหัสลงไปเสียแล้ว
ชื่อ The Lucifer Effect นี้จึงนับเป็นอุทาหรณ์สอนใจ ว่าแม้แต่ฑูตสวรรค์ผู้สูงส่งอย่างลูซิเฟอร์ก็ยังพ่ายเพราะความประมาทจนกลายเป็นมารร้ายแสนอัปลักษณ์
ขอให้มนุษย์เดินดินอย่างเราๆ ท่านๆ ได้ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทต่อเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้ายที่รายล้อมตัวเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเถิด
Gustave Dore's [The Fall of Lucifer], ภาพประกอบมหากาพย์ Paradise Lost
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ: เยี่ยมชมเว็บไซท์ของหนังสือได้ที่ www.lucifereffect.com


เคยได้ยินเรื่องการทดลองของซิมบาร์โดมาเหมือนกัน
แต่ไม่เคยอ่านละเอียดๆเท่าไหร่
เอนทรี่นี้สนุกดีนะ เราชอบทิ้งท้ายรีวิวๆ
การกำหนดให้Prideเป็นบาปสูงสุดของมนุษย์ก็อืม
สมกับเป็นศาสนาที่มีพระเจ้าดียังไงพิกล
#1 By mikan on 2008-06-22 01:36