พวกเราคงเคยได้ฟังข่าวอาชญากรรมสะเทือนขวัญ หรือเปิดบันทึกเรื่องราวของมนุษย์ในช่วงรอยต่อที่ผันผวนแห่งอารยธรรมเช่น สงครามโลก สงครามกลางเมือง การล่าอาณานิคม การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ฯลฯ แทบทุกหน้าของประวัติศาสตร์เหล่านั้นล้วนแฝงไปด้วยความเลวร้ายของมนุษย์ การทรมาน การค้าทาส การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หลายหลากรูปแบบเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการถึง และบางครั้งก็วิปริตพิศดารเสียจนเพียงแค่ได้ฟังคำบอกเล่าก็รู้สึกคลื่นไส้

ตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่ๆ เฉพาะในศตวรรษที่ผ่านมาเช่น:

  • [The Holocaust] การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว (1933-1945): 600,000 ชีวิต
  • [Nanking Massacre] การสังหารหมู่ที่นานกิง (1937-1938): 500,000 ชีวิต
  • [Rape of Rwanda] การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่รวันดา (1994): 1,000,000 ชีวิต

ขอย้ำว่านี่เป็นเพียงรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ทุกคนรู้จักกันดีเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วยังมีความสูญเสียอีกมากที่เกิดขึ้นในต่างกรรมต่างวาระ ตัวเลขข้างต้นยังไม่รวมถึงความทรมานก่อนตายและความทุกข์ของคนเป็นอีกมหาศาลที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกัน

หากไม่นับปฏิกิริยาแสดงความรังเกียจ สยดสยอง หรือสงสารต่อความสูญเสียดังกล่าวแล้ว คำถามสำคัญที่น่าจะผุดขึ้นมาในใจของทุกคน น่าจะเป็น:

คิดอะไรกันอยู่?

ทำไมถึงทำได้ลงคอ?

เรามักตอบคำถามข้างตันได้เพียงในชั่วอึดใจ ด่าประนามเหล่าผีร้ายในจิตวิญญาณของผู้ก่อการอุบาทว์เหล่านั้น สาปส่งความอำมหิตไร้มนุษยธรรม ร้องเรียกความยุติธรรมแทนผู้คนที่ล้มตายอย่างไร้ค่า และผลักไสพวกมันออกจากสังคมของพวกเรา ด้วยคำว่า ไปตายซะ...
.
... อันเป็นคำพูดเดียวกันกับของเหล่าฆาตกร ในเสี้ยววินาทีที่พวกเขาลั่นไกสังหารผู้บริสุทธิ์
.
แม้เพียงชั่วขณะจิต แต่เราก็รับเอา "มโนสำนึก" แห่งฆาตกรมาแล้ว...
.

คิดอะไรกันอยู่?

ทำไมถึงทำได้ลงคอ?

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

รูปลักษณ์แห่งเทวากับซาตานในภาพของ Escher ด้านล่าง ต่างเกาะเกี่ยวกันสนิทแนบแน่นในพื้นที่วงกลมเดียวกัน...บ้างอาจว่าซาตานเป็นเงาของเทวา บ้างก็ว่า เทวาต่างหากเล่าคือเงาของซาตาน ... บางที Escher อาจจะไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขณะรังสรรค์ผลงานลวงตาชิ้นนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานหลายสิบชิ้นที่ทำให้เขาได้รับชื่อเสียงมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม ปริศนาธรรมที่แฝงอยู่ในภาพก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามกันได้ง่ายๆ เลย

M.C. Escher's [Circle Limit IV]

 

ความคิดหลักที่ ศ.ดร. ฟิลิป ซิมบาร์โด แห่งคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นำเสนอในหนังสือ Lucifer Effect นี้ก็เป็นอย่างเดียวกันกับภาพของ Escher นั่นคือมนุษย์เราต่างมีความเป็นไปได้เท่าๆ กันที่จะเป็นคนดีหรือคนเลว แล้วแต่อิทธิพลของบริบทแวดล้อม (situational influence) หรือถ้าจะเปรียบกับวงกลมข้างบน ก็คงจะเทียบได้กับว่า ณ เวลานั้นเรายืนอยู่บนตำแหน่งที่เป็นสีขาวหรือสีดำ

 

ปกหนังสือ The Lucifer Effect รูปหน้าปกสื่อถึงผลกระทบของความชั่วร้าย (ลูกเหล็กสีดำ) ที่มีต่อคนดี (ลูกเหล็กสีขาว)

 

หลายคนอาจไม่คุ้นเคยชื่อของ ศจ.ซิมบาร์โด แต่อาจเคยได้ยินการทดลองจิตวิทยาหมู่อันอื้อฉาวนาม Stanford Prison Experiment (SPE) ในปี ค.ศ. 1971 กันมาบ้าง โดย ศจ. ซิมบาร์โด ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการทดลองในครั้งนั้น ได้ทำการคัดเลือกอาสาสมัครผู้มีสุขภาพจิตดี และมีระดับการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน มาสุ่มรับบทบาทที่ต่างกัน (ได้แก่ ผู้คุม และนักโทษ) ภายในคุกจำลองที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ... แรกเริ่มเดิมที ศจ. วางแผนไว้ว่าจะทำการสังเกตพฤติกรรมของอาสาสมัครร่วมสิบกว่าชีวิตผ่านทางกล้องวิดีโอและเครื่องบันทึกเทปอย่างต่อเนื่อง และหยุดเมื่อทำการทดลองไปได้สองอาทิตย์

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า พฤติกรรมของเหล่าผู้คุมที่เหี้ยมเกรียมจนควบคุมไม่อยู่ และสภาพจิตของพวกนักโทษที่ยิ่งวันยิ่งดิ่งเหว ทำให้ต้องมีการแทรกแซงการทดลองจากภายนอกบ่อยครั้ง...และในที่สุด ศจ. ซิมบาร์โดก็จำต้องตัดสินใจยุติการทดลองด้วยเวลาเพียง 6 วันเท่านั้น

ศจ. ได้เขียนความคิดเห็นของตัวเองไว้ในบทนำของ Lucifer Effect ว่า "ผมยังรู้สึกผิดบาปมาตลอดเวลากว่าสามทศวรรษ ... เป็นความผิดของผมเองที่หยุดการทดลองครั้งนั้นช้าเกินไป"

คำถามที่ตามมาหลัง SPE นั่นคือ อะไรที่ทำให้เหล่าอาสาสมัครซึ่งเป็นคน "ปกติ" เสียยิ่งกว่าปกติ มีพฤติกรรมและสภาพจิตใจแตกต่างกันเป็นสองกลุ่มอย่างสุดขั้ว ภายในระยะเวลาแค่ไม่ถึงสัปดาห์?

เรามาฟังบทสนทนาระหว่างผู้คุม Hellmann (นามสมมุติ) ที่โหดที่สุด และนักโทษ Clay (นามสมมุติ) ที่ถูก Hellmann ทารุณหนักที่สุดระหว่างการทดลอง SPE ซึ่งตัดมาจากรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งกันก่อนดีกว่า (รายการแพร่ภาพเมื่อ 1 เดือนหลังจากการทดลอง --- อ้างอิงจาก The Lucifer Effect หน้า 193)

Clay: ...ผมเคยอ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้มานะ อ่านมาเยอะแยะแล้วด้วย ผมแค่ไม่เคยมีประสบการณ์ตรงมาก่อนเท่านั้นแหละ ...ผมไม่เคยเห็นคนที่กลายเป็นแบบที่คุณเป็นมาก่อนเลย และผมรู้ดีว่าจริงๆ แล้วคุณ (หมายถึง Hellmann) น่ะเป็นคนนิสัยดี คุณรู้มั้ย? เข้าใจหรือเปล่า?

Hellmann: [ยิ้มและส่ายหน้า] คุณจะไปรู้ได้ยังไง

Clay: รู้สิ ผมรู้ว่าคุณเป็นคนดี ผมไม่เคยเกลียด --

Hellmann: ถ้างั้นทำไมคุณถึงเกลียดผมนักล่ะ?

Clay: เพราะผมรู้ว่าคุณสามารถกลายเป็นคนแบบไหนได้น่ะสิ ผมรู้ว่าคุณจะทำอะไรๆ ได้บ้างเพียงแค่พูดว่า "เฮ้ย กะอีเรื่องแค่นี้เอง" "สถานการณ์มันบังคับน่ะนะ" หรือว่า "แค่สองอาทิตย์เอง เดี๋ยวก็จบแล้ว"

Hellmann: ถ้างั้นเอาเป็นว่า ถ้าเป็นคุณที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบผม คุณจะทำยังไง?

Clay: ...................... ผมไม่รู้ ผม...ตอบไม่ได้...

แม้แต่ผู้ถูกทารุณกรรมเอง ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าถ้าตัวเองต้องสวมบทของผู้กระทำแล้ว เขาจะกลายเป็นคนแบบไหน สถานการณ์เฉพาะบางอย่างอาจทำให้คนดีๆ กลายเป็นคนเลว และคนที่มีเหตุผลที่สุดกลายเป็นคนบ้าไปได้

จากบันทึกการไต่สวนคดีสังหารหมู่ชาวยิว เหล่าอาชญากรสงครามที่ถูกพิพากษาต่างก็มีสุขภาพจิตดีเยี่ยม ไม่ปรากฏร่องรอยของโรคทางจิตหรือความเป็นคนกระหายเลือดแต่อย่างใด พวกเขาเป็นคนปกติเสียจนน่ากลัว ราวกับว่าเป็นคนละคนกับที่ฆ่าชาวยิวหลายร้อยคนลงกับมือ

อีกด้านหนึ่ง ผู้ก่อการส่วนใหญ่ในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่รวันดาเป็นพลเรือน และเป็นเพื่อนบ้านกับเหยื่อที่เพิ่งจะแวะมากินข้าวเย็นจากหม้อเดียวกัน ดื่มเหล้าเฮฮาโต้รุ่งด้วยกัน และเล่นกับลูกๆ ของพวกเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน

เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา?

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เนื้อหาใน The Lucifer Effect แบ่งออกเป็นสี่ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่

  1. บทบรรยายเหตุการณ์ใน SPE อย่างละเอียดชนิดที่ถอดเทปมาแบบคำต่อคำ และ (ศจ.อ้างว่า) ละเอียดที่สุดเท่าที่เคยตีพิมพ์มาในสื่ออื่นๆ
  2. รวมงานวิจัยภาคสนามเชิงจิตวิทยาสังคม ว่าด้วยเงื่อนไขภายนอกที่มีผลสนับสนุนการกระทำชั่วของมนุษย์ ซึ่งสามารถขยายผลอภิปรายและปรับใช้ได้อย่างกว้างขวางในสถานการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เห็นแก่ตัว, คนเมืองใหญ่ที่ไร้น้ำใจ, เกรียนเทพในโลกออนไลน์, งานรับน้องสยองขวัญ, วัฒนธรรมการคอรัปชั่นในองค์กร, สงครามกลางเมือง, ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป, การพิพากษาล่าแม่มด, ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฯลฯ
  3. เจาะลึกเหตุการณ์ฉาวที่ทหารอเมริกันถูกเปิดโปงว่าทรมานพลเรือนอิรักในเรือนจำ Abu Ghraib ระหว่างที่ทำการเข้ายึดอิรักในปี ค.ศ. 2003 โดยการนำสิ่งที่ได้จาก SPE มาใช้อธิบาย รวมถึงการลากเอาความชั่วร้ายในสายบังคับบัญชา และในระดับนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลบุชจูเนียร์มาตีแผ่
  4. ปิดท้ายด้วยการแนะนำวิธีต่อสู้กับ "ซาตาน" ที่อาจมาล่อลวงคุณให้ทำชั่วได้ทุกเมื่อ หรือด้านกลับของเนื้อหาสามช่วงแรกที่ ศจ. เรียกว่า [จิตวิทยาแห่งวีรชน]

ข้อเสียเพียงไม่กี่ประการของหนังสือเล่มนี้ อาจอยู่ที่รายละเอียดที่มากเกินไปของส่วนที่ 1 และ 3 จนอาจทำให้ผู้อ่านที่นิยมสาระแบบเนื้อๆ เน้นๆ รู้สึกว่าจังหวะการเล่าเรื่องจะอืดเกินไปบ้าง อีกอย่างหนึ่งคือ ศจ. จะเน้นย้ำประเด็นสำคัญเดิมๆ ของเขาตลอดเล่มจนน่าเบื่อในบางช่วง แต่เข้าใจเขาว่าทำไปเพื่อผลในการโน้มน้าวเปลี่ยนทัศนคติของคนอ่านครับ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทส่งท้ายรีวิว

ท่านผู้ชมบล็อกอาจอ่านแค่รีวิวนี้แล้วสงสัยว่า จริงหรือที่คนเราจะทำชั่วได้ถึงเพียงนี้? หากฉันไปเป็นตำรวจเยอรมันในช่วงสงครามโลก ฉันจะฆ่าคนยิวได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ หรือ? ... บ้างอาจรู้สึกต่อต้าน บ้างอาจไม่เชื่อถือ บ้างอาจคิดว่านี่เป็นการลดความชอบธรรมในการพิพากษาโทษหนักแก่นักโทษคดีอุกฉกรรจ์หรือเปล่า? นี่เป็นการแอบแฝงความคิดทางการเมืองที่เป็นอุดมคติจนไม่สามารถปฏิบัติได้จริงใช่หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม ศจ. ซิมบาร์โด ได้ย้ำอยู่เสมอในข้อความของทุกบทว่า เจตนารมณ์ของเขาไม่ได้ต้องการหาความชอบธรรมให้แก่การกระทำผิด คนที่ทำผิดนั้นสมควรถูกลงโทษ หากแต่เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงอิทธิพลของบริบทแวดล้อมต่อพฤติกรรมมนุษย์ และสร้างเกราะเพื่อคุ้มกันใจของเราให้รอดพ้นจากหลุมพรางของสังคมที่คอยกระตุ้นให้พวกเราทำความชั่ว

เป็นที่น่าสังเกตว่า ศจ. เลือกใช้คำ [Lucifer] แทน [Satan] ในชื่อหนังสือของเขา โดยลูซิเฟอร์เป็นชื่อของซาตานเมื่อครั้งยังเป็นเทวฑูตชั้นสูงสุดบนสวรรค์ และนามของลูซิเฟอร์ก็หมายถึง [ผู้นำพาแสงสว่าง] อันศักดิ์สิทธิ์...ก่อนที่ลูซิเฟอร์จะก่อกบฏและถูกขับไล่กลายมาเป็นจอมปีศาจนามซาตาน ผู้ดูหมิ่นพระเจ้าและล่อลวงมนุษย์ให้ตกสู่วังวนแห่งบาป

หนึ่งในบาปเจ็ดประการที่ชักพาให้ลูซิเฟอร์ตกสวรรค์คือ Pride หรือความเย่อหยิ่งอหังการ ความเชื่อมั่นถือดีในตัวเองจนประมาทอำนาจแห่งบาปร้ายแรงข้อที่เหลือ ความเย่อหยิ่งนี้ทำให้ลูซิเฟอร์สำคัญผิดว่าตัวเองสามารถเทียบเทียมพระเจ้าได้ และเป็นชนวนแห่งความริษยาพระเจ้า ความอาฆาตมาดร้าย และบาปประการอื่นๆ ในเวลาต่อมา ดังนี้ Pride จึงถูกจัดให้เป็นบาปหนักที่สุดในมวลบาปร้ายแรงทั้งเจ็ดของศาสนาคริสต์ ซึ่งถ้าจะเทียบเคียงกับคำสอนทางพุทธศาสนา มันก็คือความยึดมั่นถือมั่นในอัตตา ข้าดีข้าแน่ ประมาทในทางธรรมจนสุดท้ายก็สายเกินแก้ เมื่อพบว่าตัวเองได้หลงผิดถลำลึกจนก่อบาปกรรมสาหัสลงไปเสียแล้ว

ชื่อ The Lucifer Effect นี้จึงนับเป็นอุทาหรณ์สอนใจ ว่าแม้แต่ฑูตสวรรค์ผู้สูงส่งอย่างลูซิเฟอร์ก็ยังพ่ายเพราะความประมาทจนกลายเป็นมารร้ายแสนอัปลักษณ์

ขอให้มนุษย์เดินดินอย่างเราๆ ท่านๆ ได้ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทต่อเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้ายที่รายล้อมตัวเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเถิด

 

Gustave Dore's [The Fall of Lucifer], ภาพประกอบมหากาพย์ Paradise Lost

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ: เยี่ยมชมเว็บไซท์ของหนังสือได้ที่ www.lucifereffect.com

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ภาพของEscherเจ๋งดีจังแฮะ=[]=
เคยได้ยินเรื่องการทดลองของซิมบาร์โดมาเหมือนกัน
แต่ไม่เคยอ่านละเอียดๆเท่าไหร่

เอนทรี่นี้สนุกดีนะ เราชอบทิ้งท้ายรีวิวๆ
การกำหนดให้Prideเป็นบาปสูงสุดของมนุษย์ก็อืม
สมกับเป็นศาสนาที่มีพระเจ้าดียังไงพิกล

#1 By mikan on 2008-06-22 01:36

แจ่มดี :D

เสริมส้มนิด


ถ้าเทียบว่า pride คือการยึดถือเอาตัวกู ของกูเป็นจริง

นี่ก็เป็นการหลงผิดสำคัญ และเป็นอุปสรรคที่สุดของการรู้แจ้ง ในศาสนาพุทธ เหมือนกันนะ

เปรียบได้ดี :D

#2 By gomora on 2008-06-22 02:09

ล่าสุดก็มีของดาร์ฟูร์นะครับ ยังไม่จบ

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ดาร์ฟูร์ (Darfur Genocide)

#3 By mnop on 2008-06-22 06:18

น่าสนใจครับ

ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง the mist ขึ้นมาเลยแฮะ

Hot!

#4 By 609 on 2008-06-22 08:06

อ่านคอมเมนท์ของ mnop แบบผ่านๆ

งงเลย

ทำไม มีห้างคาร์ฟูร์ไปอยู่ในคัมภีร์ด้วย ( จริงๆแล้วเป็น ดาร์ฟูร์ ฮาๆๆ )

#5 By dsin (58.8.51.69) on 2008-06-22 11:29

น่าสนใจครับ ส่วนตัวผมเองก็มีความคิดแนวๆนี้เหมือนกัน

แบบเดียวกับที่นิตเช่ว่าไว้เลย

#6 By Ichthus (146.23.250.105) on 2008-06-22 12:39

ภาพของ Escher เจ๋งมากๆค่ะ ทีแรกเรามองแล้วไม่เข้าใจ อะไรคือเงาของกันและกัน เพราะเราเห็นแต่รูปซาตานเพียงอย่างเดียว
พอดูดีๆแล้วบรื๋ววว
กรูวอยู่ฝั่งสีดำเต็มๆเลยนี่หว่า

#7 By gallantfoal on 2008-06-22 12:52

โอ^^~ อัพใหม่อีกรอบนี่ดีจริงๆด้วยนะHot!

#8 By mikan on 2008-06-22 15:00

เพราะมันเป็นคำสั่ง เพราะสถานการณ์มันบังคับ

ถ้าไม่ฆ่า เราก็ถูกฆ่า แค่นี้ก็เป็นคำตอบให้กับเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ได้แล้ว

#9 By KC_CRUSH on 2008-06-22 15:10

ต่อลุง gomora

พออ่านของลุงแล้วค่อยนึกขึ้นได้

จริงๆ คำที่โยง pride ให้เข้ากับศัพท์ทางพุทธมากที่สุดน่าจะเป็น "มิจฉาทิฏฐิ" ครับ ... อาจจะพอพูดได้ว่า pride เป็นมิจฉาทิฏฐิในรูปแบบนึง ซึ่งคนที่มีความคิดตั้งอยู่บนความเห็นที่ผิด ก็จะบรรลุธรรมได้ยากมาก และมีความเสี่ยงที่จะกระทำชั่วได้มากเช่นกัน

มิจฉาทิฏฐิในบริบทของ The Lucifer Effect คือความเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ เป็นคนดีแล้ว ดีกว่ามาตรฐาน และจะไม่มีโอกาสทำเรื่องชั่วๆ อย่างกรณีที่ยกตัวอย่างไว้ในหนังสือเป็นอันขาด ซึ่งความเห็นที่ผิดตรงนี้เอง ทำให้คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงจะตกหลุมพราง และตามน้ำไปตามกลไกทางจิตวิทยาของการทำชั่ว มากกว่าคนที่มีความมั่นใจในตนเองต่ำครับ

คนที่มั่นใจมากไป มีแนวโน้มจะก่อคดีด้วยตัวเอง
ส่วนคนที่มั่นใจน้อยไป ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มความรุนแรงของคดีด้วยการเพิกเฉยไม่ช่วยเหลือครับ

มีความเห็นชอบ เดินทางสายกลาง และไม่ประมาทในทางธรรม นี่แหละสุดยอดแล้ว confused smile
ภาพEscherเหมือนให้อารมณ์ว่า "จะดีจะเลวมันใกล้กันนิดเดียว"จังค่ะ

#11 By saya chan on 2008-06-22 17:21

อ่านแล้วอึ้งเลย น่าสนใจ
Hot!

#12 By nunu on 2008-06-22 17:58

แจ่มมาก น่าอ่านครับ
PinG~ น่าสนจังครับ มีเป็นหนังสือขายอ่ะป่าว น่าลองอ่านจัง confused smile

#14 By Pl@y-M@Te on 2008-06-22 22:17

Hot! Hot!

#15 By bloodywidly on 2008-06-23 11:00

ชอบภาพเทวากับซาตานค่ะ น่าสนใจมากbig smile big smile big smile

#16 By (^_^)/nana on 2008-06-23 14:39

โห เอนทรี่นี้เป็นการเป็นงานมาก ปูทันโหมดจริงจัง
หนังสือน่าสนใจ...คนรีวิวก็เขียนดี
มีการวิเคราะห์แบ่งเนี้อหามาเสร็จสรรพเลยด้วย
ไว้มารีวิวให้อ่านอีกนะ...คุณปูทัน :D

#18 By KiMOuN (58.8.19.49) on 2008-06-24 00:13

#14

เห็นแวบๆ ที่คิโนะคุนิยะ สาขาพาราก้อนครับ แต่เป็นปกอีกแบบนึงนะ
The one who has power, uses power.

ประโยคนี้ผมได้ยินมานานมากๆแล้ว และส่วนตัว ค่อนข้างเห็นด้วยทีเดียวครับ

ถ้าเราอยู่ในภาวะแวดล้อมที่ "สามารถทำได้ โดยไม่ถูกตัดสินโทษ" "คนรอบๆข้างเขาทำกัน" และ "มีคนที่อยู่ในสถานะเหนือกว่า ยืนยันว่าไม่ผิด" แล้วเนี่ย...แม้สิ่งที่เรา'ทำ' ลงไป จะชั่วร้ายอย่างชัดเจนแค่ไหน...ผมเชื่อว่า การกระทำสิ่งเหล่านั้น ย่อมจะเป็นไปโดยง่ายครับ

และเมื่อก้าวข้ามเส้นไปครั้งนึงแล้ว ครั้งต่อๆไป ก็จะตามมา...อย่างง่ายดายขึ้นซะด้วยสิ เพราะเราจะให้น้ำหนักกับเหตุผลของเราได้มากกว่าเดิมเสียอีก


...ถ้าเป็นผมอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นล่ะ? สถานการณ์ที่มี "อำนาจ" และ "เหตุผล" มารองรับทุกการกระทำของตัวเอง...

ผมจะยิงคนที่ไม่มีทางสู้ ?
ผมจะข่มขืนคนที่เคยรู้จัก ?
ผมจะรับเงินสกปรกใต้โต๊ะ ?
ผมจะเล่นแผลงๆบัดซบกับรุ่นน้อง ?
ฯลฯ

ตอบตอนนี้ไม่ได้ครับ ว่าจะเป็นยังไง...แต่ที่แน่ๆ จะไม่ยืนกรานว่า "เป็นไปไม่ได้" แน่นอน

--------------

ศจ.ซิมบาร์โดยกประเด็นเรื่องอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อพฤติกรรมมนุษย์มาลงรายละเอียด...ผมว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก แต่ที่ผมสนใจที่สุด กลับเป็นท่อนสุดท้าย ที่ว่าด้วยการ"รับมือ" กับสิ่งล่อลวงเหล่านั้นครับ

เราทะนง เราโลภ เราหลง เราฉุนเฉียว เรามัวเมาในอำนาจและสถานะที่ได้มา

การจะหลุดจากจุดตรงนั้น มาเดินทางสายกลางอย่างมีสติ...ย่อมไม่ง่ายเหมือนที่พูด

น่าคิดเหมือนกันครับ ว่าจะพัฒนาตัวเองไปได้ด้วยวิธีไหน double wink




ปล.ช้าไปหน่อย แต่ผมอยากให้อีกลูกนะ Hot!

#20 By Zieghart on 2008-06-24 23:19

อำนาจบังคับให้คนทำชั่ว...

เราเชื่อ และโทษสิ่งนั้น

แต่ไม่เลือกที่จะเดินออกมาจากอำนาจนั้นครับ

#21 By on 2008-06-25 15:54

- -' วันนั้น (ต้นๆเดือน) พึ่งไปนั่งอ่านอยู่ใน Kinokuniya เอง

ไม่นึกว่าพี่ปูทันก็อ่าน ฮ่าๆๆ

รู้สึกว่ามันเป็นหนังสือเฉพาะทางที่ค่อนข้างอยู่ในซอกหลืบ (เมื่อเทียบกับเล่มอื่นๆ) สักเล็กน้อย


ส่วนความเห็น ... ขอ no comment ไปก่อนละกันครับ ไม่ใช่อะไรที่จะพูดกันจบด้วยประโยคไม่กี่ประโยค

#22 By Aki (58.8.106.15) on 2008-06-27 00:58

"Satan" แปลว่า ผู้ต่อต้าน (ถ้าผมจำไม่ผิด)
ลูซิเฟอร์ ถูกเรียกว่า ซาตาน เพราะเขาต่อต้านพระเจ้า
ลูซิเฟอร์ต่อต้านพระเจ้า เพราะไม่เห็นด้วยกับการกระทำบางอย่างของพระเจ้า
และสุดท้าย เขาก็กลายเป็นตัวแทนบาปแห่งอหังการ (Pride) และผู้ต่อต้านพระเจ้า (Satan) เพราะพระเจ้าคือที่สุดแห่งความดีงาม

นำมาซึ่งคำถามในใจผมเสมอ
ว่าพระเจ้าดีจริงแท้แน่นอนหรือ
ถ้าท่านดีจริงตั้งแต่แรก ทำไมลูซิเฟอร์ถึงไม่ยอมรับและก่อการกบฎ
หรือสุดท้ายแล้ว "ดี" กับ "ชั่ว" ก็เป็นเพียงคำที่ใช้เรียกคนที่มีอุดมการณ์ต่างกันเท่านั้น
โดยที่คนที่คล้อยตามพระเจ้า = คนดี

ทั้งหมดเป็นแค่ความคิดส่วนตัวของผมเท่านั้นนะครับ
อ่านมาทั้งไบเบิล ทั้ง Paradise Lost ทั้ง Divine Comedy แล้ว ผมเลยประมวลมาได้อย่างนี้
ส่วนตัว ไม่ชอบเลยที่หลายๆ คนกำหนดชื่อ Lucifer ในฐานะรากเหง้าแห่งความชั่วร้าย

แต่แนวคิดนอกเหนือจากนั้น ผมเห็นด้วยไม่น้อย
วิเคราะห์สนุกกันดีครับ

ปล. คุณปูทันอย่ามองผมแปลกๆ นะครับ ถ้าผมจะบอกว่า
ผมนับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาธอลิก มาตั้งแต่เกิด และยังคงนับถืออยู่
ถึงแม้ว่าจะมีหลายครั้งที่เกิดข้อกังขากับ "อะไรหลายๆ อย่าง" ในศาสนานี้ก็ตาม

ปล.2 อย่าว่าผมเรื่องพิมพ์ comment แบบบ้าพลังเลยนะครับ พอดีว่าอ่านรีวิวของคุณปูทันแล้วเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาน่ะฮะ ขอโทษด้วยจริงๆ ครับ
^
^
ขอบคุณคุณภูมิสำหรับความเห็นที่แตกต่างครับ confused smile

ส่วนใหญ่เวลาเปรียบเทียบเรื่องศาสนา ผมจะพยายามตีความให้สอดคล้องกันน่ะครับ

อีกอย่าง ในเมื่อธีมหลักของ Lucifer Effect ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องศาสนาคริสต์ ผมเลยคิดว่าการตีความตรงส่วนของ "Lucifer" ให้ตรงกับสารที่ อ.ซิมบาร์โด ต้องการจะสื่อ น่าจะเหมาะสมกว่าครับ ดังนั้นผมเลยแยกส่วนที่วิพากย์ "พระเจ้า" ในแง่ของ "ชนชั้นผู้ปกครอง" (นักการเมือง) ออกไป แล้วคงเหลือแต่ "พระเจ้า" ที่เป็นสัญลักษณ์ของ "ความดีในจิตใจมนุษย์" เท่านั้น

ส่วนตัวผมเห็นว่าการนับถือศาสนาแบบตั้งแง่ปัญหาไว้บ้าง เป็นเรื่องที่ดี และศาสนิกชนก็ควรเปิดกว้างต่อคำวิจารณ์ต่อศาสนาที่ตัวเองนับถือเช่นกัน เพราะเป็นการกระตุ้นให้ใช้ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญาครับ
Turn to Dark side สินะ หุหุหุ

#25 By neizod (118.172.33.219) on 2008-07-17 22:02