0044 สารคดีบั่นทอนปัญญาที่แท้จริง: วิชาการมุขศาสตร์ Part 1/3 (end) ~ Part 2/1
posted on 04 Sep 2007 22:46 by stellargazer in Et-CeteraFundamentals of Comedy
Engineering, Chapter1: Basic Mechanisms of Jokes (Part 3)
เอนทรี่นี้จะยาวหน่อย
เพราะนอกจากผมต้องแนะนำกลไกแห่งความขำประเภทสุดท้ายแล้ว
ก็จะมีการอภิปรายเพิ่มเติมเพื่อปิดบทเรียนแรก
และนำเสนออะไรซักอย่างเพื่อเรียกน้ำย่อยก่อนเข้าสู่การเรียนในบทที่ 2 ครับ
ความขำของ wit หรือคารมขันนั้น เกิดจากการรับรู้แนวคิด
(idea) ซึ่งขาด-เกิน
หรือผิดวิสัยที่คนทั่วไปจะคิดกันได้
รีแอกชั่นที่เกิดจากการรับคารมขันเข้าไปจึงมักจะเป็น “แหม...คิดไปได้” หรือ “คิดได้ไงวะ” หรือ “เออว่ะ” จังหวะการเล่นมุขจะแตกเป็นสองแขนง
คือ ถ้าไม่หลอกล่อให้คนรับมุขคิดไปอีกทางหนึ่งแล้วตบมุขด้วยบทสรุปที่เหนือคาด
ก็จะเป็น ตั้งประเด็นที่กระตุ้นให้คนรับมุขคิดหาคำตอบ แล้วตบด้วยคำเฉลยสุดพิสดาร
บางกรณีก็อาจตลบกลับอีกชั้นด้วยการล่อให้ผู้รับมุขคิดมาก
ก่อนจะตบมุขด้วยบทสรุปที่ธรรมดาเหลือเกิน ก็มีไม่น้อยครับ
ซึ่งการอนุญาตให้ตลบกลับไปกลับมา
เอาล่อเอาเถิดกับระบบความคิดของผู้รับมุขได้หลายชั้นนี่เองที่เป็นจุดเด่นของกลไกชิ้นสุดท้ายนี้
ต่างกับสองแบบที่แล้วซึ่งมีจังหวะตบมุขได้แค่จังหวะเดียวหนักๆ
(ตัวอย่างของมุขหลายตลบ ขอยกไปไว้บทหน้าแล้วกันครับ)
“Life is just like a vacuum cleaner: it sucks!”
(คำกล่าวโดย วลาดิมีร์ ปูทัน)
(สถานการณ์: ชายหนุ่มหญิงสาวอยู่ด้วยกันสองต่อสอง)
“คุณรู้มั้ยว่า
คุณทำให้ฉันคิดถึงทะเลเหลือเกิน”
“คุณหมายความว่า ผมเป็นคนเถื่อนๆ
อารมณ์แปรปรวน แต่โรแมนติกชะมัด?”
“เปล่า...ฉันเป็นโรคเมาคลื่นน่ะค่ะ”
ตัวอย่างคลาสสิกของการใช้กลไกนี้ให้เป็นประโยชน์คือมุขแนวปุจฉา-วิสัชนา
ซึ่งมีกลไกตายตัวเปรียบได้กับเกมลากเส้นต่อจุด
ที่รูปสุดท้ายจะออกมาเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงเสมอ
ถาม: ตุ๊กตาoาร์บี้ กับ บริธoo สเoยร์ส
เหมือนกันอย่างไรบ้าง?
ตอบ: ผมบลอนด์ หัวกลวง และทำจากพลาสติก
(ถึงมุขตัวอย่างข้างบนจะออกแนวเสียดสี
แต่โครงสร้างหลักของมันยังเป็นของ wit อยู่ครับ)
นักเล่นมุขหลายสำนักถึงกับเชิดชูคารมขันให้เป็นมุข “ชั้นสูง” หรือมุข “ปัญญาชน” ซึ่งความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคือ ไม่มีมุขตลกไหนที่สูงหรือต่ำ
และมุขแนวนี้ก็อาจงี่เง่าไร้สาระได้ไม่แพ้แนวอื่นๆ เลย
ซึ่งสาเหตุที่หลายคนภูมิใจหนักหนาที่ตัวเองเป็นนักเล่นคารมขันก็เพราะว่า มันเป็นมุขที่จู่โจมเข้าทางสภาวะจิตระดับสัมปชัญญะ
หรือที่รู้จักกันในนาม ego นั่นเองครับ ซึ่งจิตส่วนอีโกนี้
จะรับหน้าที่ของการรับรู้, ความทรงจำ ตรรกะและระบบการคิด และยังรวมไปถึงภาวะรับรู้ตัวเอง
(self-monitoring) และระดับความนับถือตัวเอง (self-esteem) อีกด้วย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้รักการบริหาร ego ด้วยคารมขันจะมีความหลงตัวเองอยู่บ้าง
ย่อหน้าข้างบนไม่ได้เขียนด้วยอคติ
หรือความหมั่นไส้แต่อย่างใดครับ เพราะมุขถนัดของผมเอง ก็อยู่ในสายที่ใช้คารมขันเป็นหลักเหมือนกัน
End-of-Chapter Discussion
and Summary
กลไกของมุขตลกทั้งสามมีความเกี่ยวเนื่องกันกับแบบจำลองสภาวะจิต 3 ระดับของฟรอยด์ อันประกอบด้วย id
(สัญชาตญาณ), ego (สัมปชัญญะ)
และ superego (ศีลธรรม) อยู่มาก
โดยกลไกดังกล่าวจะไปกระตุ้นให้สภาวะจิตระดับนั้นๆ ทำงาน “กินเปล่า” คล้ายกับการออกกำลังกายเพื่อลดความตึงในระดับนั้นๆ โดยตรง โดยไม่มีผลกระทบต่อจิตในระดับข้างเคียง
Humor ช่วยระบายความต้องการของ
id ที่ถูกกดไว้ตลอดให้เบาบางลง
Wit ช่วยผ่อนคลายความเครียดของ
ego ที่ต้องถูกโขกสับจาก superego และ id อยู่เสมอ
Comic
ช่วยสอนให้ superego รู้จักการให้อภัยความผิดพลาดของ ego
ดังนั้นผมจึงขออนุญาตย้ำอีกครั้งว่า
มุขตลกทุกแนวมีคุณค่า และไม่มีสูงต่ำแต่อย่างใดครับ
เท่านี้ วิชาการมุขศาสตร์ในบทแรกก็จบลงแล้ว
ต่อไปผมจะขึ้นบทที่ 2 ซึ่งเป็นการจำแนกสายของการเล่นมุข
และลักษณะเด่นของมุขแต่ละสายอย่างละเอียดยิบครับ รับประกันด้วยหัวของพี่พูห์เลยว่า
วิชาการน้อยกว่า และสนุกกว่าบทแรกแน่นอน (แต่มั่วกว่าบทแรก เพราะเป็นทฤษฎีที่ผมต่อยอดเอาเองล้วนๆ ครับ)
Fundamentals of Comedy
Engineering, Chapter2: Joke Classification (Part 1)
Introduction
หากจัดประเภทมุขตลกตามกลไกหลักทั้งสามของฟรอยด์ในบทที่แล้ว
เราจะสามารถแบ่งลักษณะการเล่นมุขตลกออกเป็น 6 สายด้วยกัน อันได้แก่
แผนผังแสดงการจัดแบ่งประเภทมุข...ร...รูปร่างนี้มัน?!
เป็นเรื่องบังเอิญครับ...บังเอิญจริงจริ๊ง~~
- Rhetoric (สายปฏิภาณ) = มุขตลกที่ใช้หลักการของ “คารมขัน” มากกว่ากึ่งหนึ่ง
- Parody (สายล้อเลียน) = มุขตลกที่ใช้หลักการของ “คารมขัน” และ “อารมณ์ขัน”
รวมกันมากกว่ากึ่งหนึ่ง
- Sarcasm (สายเสียดสี) = มุขตลกที่ใช้หลักการของ “อารมณ์ขัน” มากกว่ากึ่งหนึ่ง
- Absurdity (สายบั่นทอนปัญญา)
= มุขตลกที่ใช้หลักการของ “คารมขัน” และ “อาการขัน” รวมกันมากกว่ากึ่งหนึ่ง
- Character (สายล่อเป้า) = มุขตลกที่ใช้หลักการของ “อาการขัน” มากกว่ากึ่งหนึ่ง
- Anti-comedy (สายปฏิเสธมุข) = มุขตลกสายพิเศษที่ใช้หลักการปฏิเสธมุข กล่าวคือ ขำเพราะไม่ขำ
อนึ่ง คำว่า “กึ่งหนึ่ง”
ในที่นี้หมายถึงอัตราส่วน 2 ใน 3
จากค่าผลรวมความขำสัมบูรณ์ (ค่าอะไรของมันวะ?)
อสอง (อนึ่งเป็นครั้งที่สอง)
เหตุที่มุขตลกสายปฏิเสธมุข อยู่ตรงกลางระหว่างกลไกของ comic และ humor
เนื่องจากประสบการณ์ของผู้เขียนแล้ว คนที่เล่นมุขสายนี้เก่งๆ
มักจะมีความถนัดหลักอยู่ในสายล่อเป้าและ/หรือสายเสียดสี อีกประการหนึ่งคือ มุขที่ใช้หลักการของ
comic และ humor
รวมกันมากกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งนั่นหมายถึงการกระตุ้นให้ id และ
superego ขำแรงๆ ออกมาได้พร้อมกันนั้นเป็นไปได้ยากมากในทางทฤษฎี
และเนื่องจากวิทยาการปัจจุบัน (วิทยาการอะไรของมันวะ?) ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า อาการฮากริบอันเกิดจากมุขสาย anti-comedy นั้น เกิดจากการหักล้างกันของเสียงหัวเราะจาก id กับ superego จริงหรือไม่ แบบจำลองที่ลงตัวที่สุด ณ เวลานี้จึงเป็นการใส่มุขตลกสายปฏิเสธมุขลงไประหว่างสายล่อเป้าและสายเสียดสีครับ
ไว้ผมจะกล่าวถึงเหตุผลอื่นๆ เกี่ยวกับตำแหน่งของสายจบเอนทรี่นี้ไว้แค่นี้ก่อน เพื่อเปิดให้แสดงความคิดเห็นว่ามีใครอยากอ่านคำอธิบายของมุขสายไหนก่อนเป็นพิเศษหรือเปล่า หากไม่มีผมจะได้ไล่ตามหมายเลขที่ผมเรียงไว้แต่ต้นครับ (แต่ขอล็อกสายปฏิเสธมุขให้อยู่หลังสุดนะ)
เอนทรี่ต่อไปคงต้องรอกันยาวหน่อยล่ะครับ บทนี้ข้อมูลเพียบ...คาดว่าเนื้อหาทั้งหมดคงทะลุสิบเอนทรี่แน่ๆ m(_ _ ")m

น่าสนใจ
#1 By Dearry on 2007-09-06 07:46