ตั้งแต่เมื่อพวกเราได้ขึ้นชั้นมัธยมต้น
เราต่างก็คิดว่าเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
เราจะทำอะไรก็ได้
เราร้องไห้ เราหัวเราะ เรากู่ร้องตะโกน
ราวกับว่าพวกเรา
เข้าใจโลกไปเสียทุกอย่าง
แต่ที่จริงแล้ว พวกเรายังเป็นแค่เด็ก
ที่ถูกปกป้องโดยผู้ใหญ่ โดยสังคม
ความสนุกสนาน ความโศกเศร้า
และความโกรธเกรี้ยวของพวกเรา
ในแต่ละวันเหล่านั้น
ช่างห่างไกลจากความเป็นจริงเหลือเกิน
เราได้เรียนรู้สิ่งนี้
เมื่อครั้งกระโน้น
เมื่อเราทั้งสิบห้าคนได้มาอยู่ร่วมกัน
ในวันนั้น ที่พวกเราได้พบกับ
มัน

 



Disclaimer: รีวิวนี้มีการแอบเฉลยจุดหักเหสำคัญของเนื้อเรื่องในช่วงมังงะเล่ม 4 เป็นต้นไป ใครที่อ่าน scanlation ถึงตอน 43 แล้วเข้าใจตรงกับเจ้าของบล็อก กรุณาอย่าโพสคอมเม้นต์ที่เฉลยเรื่องเกินเล่ม 2 อย่างโจ่งแจ้ง จักเป็นพระคุณยิ่ง

Disclaimer 2: รีวิวนี้มีการแอบเฉลยจุดหักเหสำคัญของเนื้อเรื่องในช่วงมังงะเล่ม 4 เป็นต้นไป ใครที่ยังไม่เคยอ่านมาก่อน ก็ยังสามารถอ่านรีวิวนี้โดยไม่เสียอรรถรสแต่อย่างใด เพราะจะมีการเฉลยเนื้อเรื่องอย่างโจ่งแจ้งถึงราวๆ กลางเล่ม 2 เท่านั้น

Disclaimer 3: เจ้าของบล็อกขอรับผิดชอบในการไล่ลบคอมเม้นต์ที่เป็น spoiler แต่ไม่รับผิดชอบรักษาอาการเซ็งเป็ดที่เกิดจากการได้อ่านคอมเม้นต์ดังกล่าว (ในกรณีที่ลบไม่ทัน)

จึงมาเรียนเพื่อทราบ...



เรื่องย่อ


ในช่วงวันหยุดเรียนฤดูร้อน ณ โลกอนาคตที่ดูเหมือนไม่ไกลจากปัจจุบันนัก เด็กชั้นมัธยมปีหนึ่งรวม
14 คน และชั้นประถมปีสี่ 1 คน รวมเป็น 15 คน (ชาย 8 หญิง 7) ส่วนมากมาจากต่างโรงเรียนกัน ได้มาพบกันที่ค่ายศึกษาธรรมชาติฤดูร้อนที่บ้านพักชายทะเลแห่งหนึ่ง ระหว่างการสำรวจกันเป็นหมู่คณะนั้น พวกเด็กๆ บังเอิญได้พบกับ โคโคเพลลี ชายลึกลับในถ้ำ โคโคเพลลีแนะนำตัวว่าเป็นนักเขียนเกม และเสนอเกมหุ่นพิทักษ์โลกให้เด็กๆ เล่น โดยมีกติกาง่ายๆ คือ เด็กทั้งหมดต้องผลัดกันบังคับหุ่นยักษ์คนละครั้ง เพื่อต่อสู้กับสัตว์ประหลาดให้ชนะทั้ง 15 ตน ภายในกำหนดเวลา 48 ชั่วโมงต่อหนึ่งตน โดยห้ามแพ้แม้แต่ครั้งเดียว


 


รูปหมู่ของไพล็อตเด็กทั้ง 15 คน... ไม่ขอไล่เรียงชื่อนะครับ เดี๋ยวจะยาวเปล่าๆ

 


หลังจากที่ทุกคนทำสัญญาเล่นเกมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โคโคเพลลีได้สาธิตการบังคับหุ่น ซีเอิร์ธ (แผลงมาจาก The Earth ที่ออกเสียงแบบญี่ปุ่น) ที่สูงราว 500 เมตร (ห้า-ร้อย-เมตร...อุ แม่เจ้า...) ปล่อยอาวุธได้จากรอบตัว มีขอบข่ายสายตาที่สามารถมองทะลุทุกสิ่งกีดขวางจากระยะอนันต์ และยังหุ้มเกราะสุดแกร่งชนิดที่ยุทโธปกรณ์ใดๆ บนโลกมนุษย์ไม่มีทางระคายผิว


โคโคเพลลีปราบสัตว์ประหลาดตัวแรกลงได้อย่างไม่ยากเย็น ก่อนที่เขาจะหายตัวไป เขาพูดว่า

จากนี้ไป ชั้นขอฝากโลกใบนี้ไว้ ให้พวกเธอปกป้อง
...ชั้น...
...ขอโท....


ดวงตาของเหล่าเด็กๆ ที่ไร้เดียงสาต่างเปล่งประกาย... จากนี้ไปพวกเขาจะเป็นขบวนการหุ่นรบซีเอิร์ธ วีรชนรุ่นเยาว์ที่คอยปกป้องโลกจากเหล่าร้าย เป็นฮีโร่ฝ่ายธรรมะที่น่าภาคภูมิใจ



รูปเต็มตัวของหุ่นยักษ์ "ซีเอิร์ธ"
ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับแมลงที่จับให้ยืนสองขามากกว่า


ผลลัพธ์จากการต่อสู้ครั้งที่สามนั้นเกินกว่าที่เหล่าฮีโร่ตัวน้อยจะคาดคิด บ้านเมืองวอดวายกลายเป็นซากปรัก ผู้คนต่างล้มตายราวมดปลวก ร่างของเพื่อนผู้บังคับหุ่นยักษ์ทรุดลง สิ้นใจตายต่อหน้า เสียงกรีดร้องดังระงม แววตาที่เคยวาววับเปี่ยมความหวัง... บัดนี้ถูกทาทับด้วยเงาแห่งความหวาดกลัว

แท้จริงแล้ว โคโคเพลลี ไม่กล้าบอกเงื่อนไขสัญญาทั้งหมดให้ตั้งแต่แรก ...พันธะอันน่าสะพรึงถูกปิดบัง เพื่อรอให้พวกเขาและเธอได้ค้นพบด้วยตัวเอง ...ในยามที่ไม่อาจถอนตัวได้อีก

ข้อแรก หากนักบินคนใดแพ้ หรือไม่สามารถปราบสัตว์ประหลาดได้ในภายกำหนด 48 ชั่วโมงแล้ว โลกใบนี้ พร้อมทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะต้องดับสลายลงทันที

ข้อสอง นักบินหนึ่งคนจะมีโอกาสขับซีเอิร์ธได้เพียงหนึ่งครั้ง ... เพราะพลังงานขับเคลื่อนของซีเอิร์ธมาจากชีวิตของนักบิน และนักบินคนนั้นจะต้องตายเมื่อสิ้นสุดภารกิจ


ชีวิตพวกเธอแค่สิบกว่าคน แลกกับโลกทั้งใบเชียวนะ...คุ้มจะตายไปนี่นา


 



โลโก้แบบเต็มๆ ของ "โบขุระโนะ"
...สังเกตว่าตรงตัว "โนะ" เป็นการแหว่งแบบจงใจ


โบขุระโนะ... เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นที่ตั้งชื่อเรื่องได้ แนว ราวกับชื่อของภาพเขียนเชิงนามธรรม โดยความหมายตรงตัวของมันคือ ...ของพวกเรา” (ภาษาอังกฤษแปลว่า “Our…”) อาจมีเพียงคนเขียนและสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่า คำที่ขาดหายไปนั้นคือคำว่าอะไร

ความประทับใจเกี่ยวกับ โบขุระโนะ... อย่างหยาบก็คือ มันเป็น GANTZ ที่ลดความรุนแรงด้านงานภาพ และความดิบเถื่อนระดับสัญชาติญาณลง (ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เหมาะสำหรับเด็กอยู่ดี) เสริมด้วยแบ็กกราวนด์ทางวิทยาศาสตร์-ทฤษฎีสมคบคิด และพัฒนาการของเด็กวัยรุ่นตอนต้นซึ่งเป็นธีมของ Evangelion โดยถึงแม้ความเข้มข้นของส่วนผสมจะลดลงจากสองเรื่องดังกล่าวไปบ้าง แต่ในทางกลับกัน ส่วนผสมมากมายเหล่านั้น กลับเสริมให้ โบขุระโนะ... สามารถขับเน้นหลากปมหลายประเด็นที่เป็นเรื่องรองของ กันซึ และ อีวานเกเลีียน ได้ชัดเจนยิ่งกว่า

โบขุระโนะ... อาจไม่ได้นำเสนออภิปรัชญาถ่วงกะโหลกขนาดเอวา หรือความดิบในโลกแห่งความโดดเดี่ยวที่มืดทมิฬได้เท่ากันซึ หากแต่คงไว้ซึ่งจุดพลิกผัน ปมปริศนากระชากอารมณ์ ที่พร้อมจะรีดคำสบถจากปากของนักอ่านได้เป็นชุดๆ เมื่อจบตอน

นับแต่วินาทีที่นักบินทุกคนได้รู้ถึงเงื่อนไขของพันธะสัญญามรณะ ...

คำถามแรกที่ว่า “จะทำอย่างไร เมื่อได้รับมอบภารกิจที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือการปกป้องโลก” ก็ไม่สำคัญสำหรับพวกเขาอีกต่อไป

หากแต่มีคำถามใหม่คือ “จะทำอย่างไร เมื่อได้ครอบครองอำนาจสังหารที่ร้ายกาจที่สุดในโลกอย่างอิสระ เป็นเวลาเพียง 48 ชั่วโมงก่อนตาย” ขึ้นมาแทนที่


ผมค่อนข้างเชื่อว่า คำพูดที่หายไปจากชื่อเรื่อง
...ของพวกเรา นั้นน่าจะเป็นคำว่า โลก
(ดังนั้นชื่อเรื่องเต็มๆ จึง-น่าจะ-เป็น
โลกของพวกเรา)

ถ้าใครเคยรู้เรื่องจิตวิทยาเด็กมาบ้างจะทราบดีว่า ตั้งแต่เกิดมา เราเริ่มต้นเรียนรู้[โลก]ในฐานะที่เราเป็นศูนย์กลางของมัน จนเมื่อโตขึ้นสู่วัยเด็ก และวัยรุ่นตอนต้น เราก็จะรู้มากขึ้นตามลำดับว่า นอกจากตัวเราแล้ว โลกนี้ยังมีคนอื่นอีกด้วย และหากพัฒนาการตรงนี้เป็นไปอย่างราบรื่น เราก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เห็นโลกได้กว้างขวาง และใกล้เคียงกับที่มันเป็นอยู่จริงมากที่สุด

น่าเสียดาย ที่เหล่าเด็กแห่งชะตากรรมนั้น ถูกบีบให้เป็นผู้กุมอนาคตของ[โลก]โดยที่ยังไม่รู้จักมันดีพอ

มุมมองของเด็กเหล่านั้นต่อ[โลก]แตกต่างไปตามการรับรู้ คับแคบไปตามวัยวุฒิ แต่ที่แน่ๆ [โลก]ของเด็กวัยนี้ มักจะยังมีขนาดและน้ำหนัก ไม่เกิน[ชีวิต]ของตัวเอง

ก่อนที่เด็กๆ จะได้มารู้จักกัน และรู้จักกับซีเอิร์ธ
ต่างคนต่างก็มี
[โลก] ของตัวเอง
ต่างคนต่างก็ไม่รู้จัก
[โลก] ของคนอื่น
ต่างคนต่างก็เชื่อว่า
[โลก] ของตัวเอง คือ [โลก] ทั้งใบ

[โลก]ของเด็กคนหนึ่งอาจสวยงาม มีความฝันและอนาคตรอคอยอยู่เบื้องหน้า
[โลก]ของเด็กอีกคนอาจไม่สมบูรณ์แบบ หากแต่มีความอบอุ่นจากคนสำคัญคอยค้ำจุน
[โลก]ของเด็กอีกคนอาจว่างเปล่า ไม่มีความหมายอะไรสำหรับเขา
[โลก]ของเด็กอีกคนอาจเน่าเฟะ เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมสาหัสเกินจะแบกรับไหว

[โลก] สำหรับเด็กบางคน มี[น้ำหนัก]น้อยกว่า[ชีวิต]
[โลก] สำหรับเด็กบางคน ไม่มีค่าควรที่จะสู้เพื่อปกป้อง

ชื่อตอนของ โบขุระโนะ... นั้นเรียบง่าย โดยจะยกชื่อของเด็กที่ได้รับเลือกเป็นนักบินคนต่อไปมาตั้ง เรื่องจะจับไปที่ปูมหลังซึ่งก่อร่างสร้าง[โลก]ของเด็กคนนั้นๆ ก่อนที่จะนำเขาหรือเธอ มารับหน้าที่พิทักษ์[โลก]ของทุกคน

ชนวนของปมขัดแย้งที่สำคัญคือ เด็กทั้ง 15 คนนี้ ต่างอาศัยอยู่บน[โลก]คนละใบ

ทั้งที่พวกเขากำลังต่อสู้เสี่ยงชีวิตเพื่อ[โลกของพวกเรา] แต่กลับไม่มีใครสักคนที่มองเห็นโลกใบนี้เป็นโลก[ของพวกเรา]

เมื่อถึงคราวที่ตัวเองต้องสู้ เมื่อได้กุมบังเหียนแห่งซีเอิร์ธ (The Earth)
ก็มีเพียง โลก
[ของฉัน]เท่านั้นที่อยู่เบื้องหน้า

อันเป็นที่มาของชื่อเรื่อง โลกของพวกเรา ที่วิ่นแหว่งด้วยความเขลาแห่งความเยาว์วัย

 



ข้อดี

  1. จังหวะการเดินเรื่อง ยิงปริศนา และปล่อยจุดพลิกผัน ทำได้ จี๊ด มาก
  2. ขยายสเกลเรื่องได้สอดรับกับของเดิม และไม่ลดทอนความน่าติดตามลงเลย
  3. ตัวละครหลักมากมาย แต่ใช้คุ้ม และมีเอกลักษณ์จดจำง่าย
  4. สมจริงกว่าที่คิด
  5. อ่านแล้วเครียด แต่ระดับความเป็นพิษต่อสุขภาพจิตไม่ถือว่ารุนแรงมาก (ตามมาตรฐานของเจ้าของบล็อก :P )


ข้อเสีย

  1. การออกแบบหุ่นยนต์ขัดกับหลัก mechanics อย่างรุนแรง
  2. คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์บางจุดดูเลื่อนลอย ไม่เน้นหลักการแน่นๆ เหมือนไซไฟฝรั่ง (แต่ขอแก้ตัวให้หน่อยว่า ไซไฟในการ์ตูนญี่ปุ่นส่วนมากก็มักออกไปทางไซไฟ-แฟนตาซีอยู่แล้ว และเรื่องนี้ไม่เน้นไซไฟเป็นหลักครับ)
  3. ฉากต่อสู้ดูไม่ต่อเนื่อง และชวนมึนในบางครั้ง ... จุดนี้ต้องโทษดีไซน์อันสุดจะพิลึกพิลั่นของซีเอิร์ธและสัตว์ประหลาดเขาแหละครับ -_-“


ปล. เรื่อง โบขุระโนะ... นี้ มีทำเป็นอนิเมด้วยครับ แต่ผมดูแล้วไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ โด