ตั้งแต่เมื่อพวกเราได้ขึ้นชั้นมัธยมต้น
เราต่างก็คิดว่าเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
เราจะทำอะไรก็ได้
เราร้องไห้ เราหัวเราะ เรากู่ร้องตะโกน
ราวกับว่าพวกเรา
เข้าใจโลกไปเสียทุกอย่าง
แต่ที่จริงแล้ว พวกเรายังเป็นแค่เด็ก
ที่ถูกปกป้องโดยผู้ใหญ่ โดยสังคม
ความสนุกสนาน ความโศกเศร้า
และความโกรธเกรี้ยวของพวกเรา
ในแต่ละวันเหล่านั้น
ช่างห่างไกลจากความเป็นจริงเหลือเกิน
เราได้เรียนรู้สิ่งนี้
เมื่อครั้งกระโน้น
เมื่อเราทั้งสิบห้าคนได้มาอยู่ร่วมกัน
ในวันนั้น ที่พวกเราได้พบกับ
มัน

 



Disclaimer: รีวิวนี้มีการแอบเฉลยจุดหักเหสำคัญของเนื้อเรื่องในช่วงมังงะเล่ม 4 เป็นต้นไป ใครที่อ่าน scanlation ถึงตอน 43 แล้วเข้าใจตรงกับเจ้าของบล็อก กรุณาอย่าโพสคอมเม้นต์ที่เฉลยเรื่องเกินเล่ม 2 อย่างโจ่งแจ้ง จักเป็นพระคุณยิ่ง

Disclaimer 2: รีวิวนี้มีการแอบเฉลยจุดหักเหสำคัญของเนื้อเรื่องในช่วงมังงะเล่ม 4 เป็นต้นไป ใครที่ยังไม่เคยอ่านมาก่อน ก็ยังสามารถอ่านรีวิวนี้โดยไม่เสียอรรถรสแต่อย่างใด เพราะจะมีการเฉลยเนื้อเรื่องอย่างโจ่งแจ้งถึงราวๆ กลางเล่ม 2 เท่านั้น

Disclaimer 3: เจ้าของบล็อกขอรับผิดชอบในการไล่ลบคอมเม้นต์ที่เป็น spoiler แต่ไม่รับผิดชอบรักษาอาการเซ็งเป็ดที่เกิดจากการได้อ่านคอมเม้นต์ดังกล่าว (ในกรณีที่ลบไม่ทัน)

จึงมาเรียนเพื่อทราบ...



เรื่องย่อ


ในช่วงวันหยุดเรียนฤดูร้อน ณ โลกอนาคตที่ดูเหมือนไม่ไกลจากปัจจุบันนัก เด็กชั้นมัธยมปีหนึ่งรวม
14 คน และชั้นประถมปีสี่ 1 คน รวมเป็น 15 คน (ชาย 8 หญิง 7) ส่วนมากมาจากต่างโรงเรียนกัน ได้มาพบกันที่ค่ายศึกษาธรรมชาติฤดูร้อนที่บ้านพักชายทะเลแห่งหนึ่ง ระหว่างการสำรวจกันเป็นหมู่คณะนั้น พวกเด็กๆ บังเอิญได้พบกับ โคโคเพลลี ชายลึกลับในถ้ำ โคโคเพลลีแนะนำตัวว่าเป็นนักเขียนเกม และเสนอเกมหุ่นพิทักษ์โลกให้เด็กๆ เล่น โดยมีกติกาง่ายๆ คือ เด็กทั้งหมดต้องผลัดกันบังคับหุ่นยักษ์คนละครั้ง เพื่อต่อสู้กับสัตว์ประหลาดให้ชนะทั้ง 15 ตน ภายในกำหนดเวลา 48 ชั่วโมงต่อหนึ่งตน โดยห้ามแพ้แม้แต่ครั้งเดียว


 


รูปหมู่ของไพล็อตเด็กทั้ง 15 คน... ไม่ขอไล่เรียงชื่อนะครับ เดี๋ยวจะยาวเปล่าๆ

 


หลังจากที่ทุกคนทำสัญญาเล่นเกมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โคโคเพลลีได้สาธิตการบังคับหุ่น ซีเอิร์ธ (แผลงมาจาก The Earth ที่ออกเสียงแบบญี่ปุ่น) ที่สูงราว 500 เมตร (ห้า-ร้อย-เมตร...อุ แม่เจ้า...) ปล่อยอาวุธได้จากรอบตัว มีขอบข่ายสายตาที่สามารถมองทะลุทุกสิ่งกีดขวางจากระยะอนันต์ และยังหุ้มเกราะสุดแกร่งชนิดที่ยุทโธปกรณ์ใดๆ บนโลกมนุษย์ไม่มีทางระคายผิว


โคโคเพลลีปราบสัตว์ประหลาดตัวแรกลงได้อย่างไม่ยากเย็น ก่อนที่เขาจะหายตัวไป เขาพูดว่า

จากนี้ไป ชั้นขอฝากโลกใบนี้ไว้ ให้พวกเธอปกป้อง
...ชั้น...
...ขอโท....


ดวงตาของเหล่าเด็กๆ ที่ไร้เดียงสาต่างเปล่งประกาย... จากนี้ไปพวกเขาจะเป็นขบวนการหุ่นรบซีเอิร์ธ วีรชนรุ่นเยาว์ที่คอยปกป้องโลกจากเหล่าร้าย เป็นฮีโร่ฝ่ายธรรมะที่น่าภาคภูมิใจ



รูปเต็มตัวของหุ่นยักษ์ "ซีเอิร์ธ"
ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับแมลงที่จับให้ยืนสองขามากกว่า


ผลลัพธ์จากการต่อสู้ครั้งที่สามนั้นเกินกว่าที่เหล่าฮีโร่ตัวน้อยจะคาดคิด บ้านเมืองวอดวายกลายเป็นซากปรัก ผู้คนต่างล้มตายราวมดปลวก ร่างของเพื่อนผู้บังคับหุ่นยักษ์ทรุดลง สิ้นใจตายต่อหน้า เสียงกรีดร้องดังระงม แววตาที่เคยวาววับเปี่ยมความหวัง... บัดนี้ถูกทาทับด้วยเงาแห่งความหวาดกลัว

แท้จริงแล้ว โคโคเพลลี ไม่กล้าบอกเงื่อนไขสัญญาทั้งหมดให้ตั้งแต่แรก ...พันธะอันน่าสะพรึงถูกปิดบัง เพื่อรอให้พวกเขาและเธอได้ค้นพบด้วยตัวเอง ...ในยามที่ไม่อาจถอนตัวได้อีก

ข้อแรก หากนักบินคนใดแพ้ หรือไม่สามารถปราบสัตว์ประหลาดได้ในภายกำหนด 48 ชั่วโมงแล้ว โลกใบนี้ พร้อมทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะต้องดับสลายลงทันที

ข้อสอง นักบินหนึ่งคนจะมีโอกาสขับซีเอิร์ธได้เพียงหนึ่งครั้ง ... เพราะพลังงานขับเคลื่อนของซีเอิร์ธมาจากชีวิตของนักบิน และนักบินคนนั้นจะต้องตายเมื่อสิ้นสุดภารกิจ


ชีวิตพวกเธอแค่สิบกว่าคน แลกกับโลกทั้งใบเชียวนะ...คุ้มจะตายไปนี่นา


 



โลโก้แบบเต็มๆ ของ "โบขุระโนะ"
...สังเกตว่าตรงตัว "โนะ" เป็นการแหว่งแบบจงใจ


โบขุระโนะ... เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นที่ตั้งชื่อเรื่องได้ แนว ราวกับชื่อของภาพเขียนเชิงนามธรรม โดยความหมายตรงตัวของมันคือ ...ของพวกเรา” (ภาษาอังกฤษแปลว่า “Our…”) อาจมีเพียงคนเขียนและสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่า คำที่ขาดหายไปนั้นคือคำว่าอะไร

ความประทับใจเกี่ยวกับ โบขุระโนะ... อย่างหยาบก็คือ มันเป็น GANTZ ที่ลดความรุนแรงด้านงานภาพ และความดิบเถื่อนระดับสัญชาติญาณลง (ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เหมาะสำหรับเด็กอยู่ดี) เสริมด้วยแบ็กกราวนด์ทางวิทยาศาสตร์-ทฤษฎีสมคบคิด และพัฒนาการของเด็กวัยรุ่นตอนต้นซึ่งเป็นธีมของ Evangelion โดยถึงแม้ความเข้มข้นของส่วนผสมจะลดลงจากสองเรื่องดังกล่าวไปบ้าง แต่ในทางกลับกัน ส่วนผสมมากมายเหล่านั้น กลับเสริมให้ โบขุระโนะ... สามารถขับเน้นหลากปมหลายประเด็นที่เป็นเรื่องรองของ กันซึ และ อีวานเกเลีียน ได้ชัดเจนยิ่งกว่า

โบขุระโนะ... อาจไม่ได้นำเสนออภิปรัชญาถ่วงกะโหลกขนาดเอวา หรือความดิบในโลกแห่งความโดดเดี่ยวที่มืดทมิฬได้เท่ากันซึ หากแต่คงไว้ซึ่งจุดพลิกผัน ปมปริศนากระชากอารมณ์ ที่พร้อมจะรีดคำสบถจากปากของนักอ่านได้เป็นชุดๆ เมื่อจบตอน

นับแต่วินาทีที่นักบินทุกคนได้รู้ถึงเงื่อนไขของพันธะสัญญามรณะ ...

คำถามแรกที่ว่า “จะทำอย่างไร เมื่อได้รับมอบภารกิจที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือการปกป้องโลก” ก็ไม่สำคัญสำหรับพวกเขาอีกต่อไป

หากแต่มีคำถามใหม่คือ “จะทำอย่างไร เมื่อได้ครอบครองอำนาจสังหารที่ร้ายกาจที่สุดในโลกอย่างอิสระ เป็นเวลาเพียง 48 ชั่วโมงก่อนตาย” ขึ้นมาแทนที่


ผมค่อนข้างเชื่อว่า คำพูดที่หายไปจากชื่อเรื่อง
...ของพวกเรา นั้นน่าจะเป็นคำว่า โลก
(ดังนั้นชื่อเรื่องเต็มๆ จึง-น่าจะ-เป็น
โลกของพวกเรา)

ถ้าใครเคยรู้เรื่องจิตวิทยาเด็กมาบ้างจะทราบดีว่า ตั้งแต่เกิดมา เราเริ่มต้นเรียนรู้[โลก]ในฐานะที่เราเป็นศูนย์กลางของมัน จนเมื่อโตขึ้นสู่วัยเด็ก และวัยรุ่นตอนต้น เราก็จะรู้มากขึ้นตามลำดับว่า นอกจากตัวเราแล้ว โลกนี้ยังมีคนอื่นอีกด้วย และหากพัฒนาการตรงนี้เป็นไปอย่างราบรื่น เราก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เห็นโลกได้กว้างขวาง และใกล้เคียงกับที่มันเป็นอยู่จริงมากที่สุด

น่าเสียดาย ที่เหล่าเด็กแห่งชะตากรรมนั้น ถูกบีบให้เป็นผู้กุมอนาคตของ[โลก]โดยที่ยังไม่รู้จักมันดีพอ

มุมมองของเด็กเหล่านั้นต่อ[โลก]แตกต่างไปตามการรับรู้ คับแคบไปตามวัยวุฒิ แต่ที่แน่ๆ [โลก]ของเด็กวัยนี้ มักจะยังมีขนาดและน้ำหนัก ไม่เกิน[ชีวิต]ของตัวเอง

ก่อนที่เด็กๆ จะได้มารู้จักกัน และรู้จักกับซีเอิร์ธ
ต่างคนต่างก็มี
[โลก] ของตัวเอง
ต่างคนต่างก็ไม่รู้จัก
[โลก] ของคนอื่น
ต่างคนต่างก็เชื่อว่า
[โลก] ของตัวเอง คือ [โลก] ทั้งใบ

[โลก]ของเด็กคนหนึ่งอาจสวยงาม มีความฝันและอนาคตรอคอยอยู่เบื้องหน้า
[โลก]ของเด็กอีกคนอาจไม่สมบูรณ์แบบ หากแต่มีความอบอุ่นจากคนสำคัญคอยค้ำจุน
[โลก]ของเด็กอีกคนอาจว่างเปล่า ไม่มีความหมายอะไรสำหรับเขา
[โลก]ของเด็กอีกคนอาจเน่าเฟะ เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมสาหัสเกินจะแบกรับไหว

[โลก] สำหรับเด็กบางคน มี[น้ำหนัก]น้อยกว่า[ชีวิต]
[โลก] สำหรับเด็กบางคน ไม่มีค่าควรที่จะสู้เพื่อปกป้อง

ชื่อตอนของ โบขุระโนะ... นั้นเรียบง่าย โดยจะยกชื่อของเด็กที่ได้รับเลือกเป็นนักบินคนต่อไปมาตั้ง เรื่องจะจับไปที่ปูมหลังซึ่งก่อร่างสร้าง[โลก]ของเด็กคนนั้นๆ ก่อนที่จะนำเขาหรือเธอ มารับหน้าที่พิทักษ์[โลก]ของทุกคน

ชนวนของปมขัดแย้งที่สำคัญคือ เด็กทั้ง 15 คนนี้ ต่างอาศัยอยู่บน[โลก]คนละใบ

ทั้งที่พวกเขากำลังต่อสู้เสี่ยงชีวิตเพื่อ[โลกของพวกเรา] แต่กลับไม่มีใครสักคนที่มองเห็นโลกใบนี้เป็นโลก[ของพวกเรา]

เมื่อถึงคราวที่ตัวเองต้องสู้ เมื่อได้กุมบังเหียนแห่งซีเอิร์ธ (The Earth)
ก็มีเพียง โลก
[ของฉัน]เท่านั้นที่อยู่เบื้องหน้า

อันเป็นที่มาของชื่อเรื่อง โลกของพวกเรา ที่วิ่นแหว่งด้วยความเขลาแห่งความเยาว์วัย

 



ข้อดี

  1. จังหวะการเดินเรื่อง ยิงปริศนา และปล่อยจุดพลิกผัน ทำได้ จี๊ด มาก
  2. ขยายสเกลเรื่องได้สอดรับกับของเดิม และไม่ลดทอนความน่าติดตามลงเลย
  3. ตัวละครหลักมากมาย แต่ใช้คุ้ม และมีเอกลักษณ์จดจำง่าย
  4. สมจริงกว่าที่คิด
  5. อ่านแล้วเครียด แต่ระดับความเป็นพิษต่อสุขภาพจิตไม่ถือว่ารุนแรงมาก (ตามมาตรฐานของเจ้าของบล็อก :P )


ข้อเสีย

  1. การออกแบบหุ่นยนต์ขัดกับหลัก mechanics อย่างรุนแรง
  2. คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์บางจุดดูเลื่อนลอย ไม่เน้นหลักการแน่นๆ เหมือนไซไฟฝรั่ง (แต่ขอแก้ตัวให้หน่อยว่า ไซไฟในการ์ตูนญี่ปุ่นส่วนมากก็มักออกไปทางไซไฟ-แฟนตาซีอยู่แล้ว และเรื่องนี้ไม่เน้นไซไฟเป็นหลักครับ)
  3. ฉากต่อสู้ดูไม่ต่อเนื่อง และชวนมึนในบางครั้ง ... จุดนี้ต้องโทษดีไซน์อันสุดจะพิลึกพิลั่นของซีเอิร์ธและสัตว์ประหลาดเขาแหละครับ -_-“


ปล. เรื่อง โบขุระโนะ... นี้ มีทำเป็นอนิเมด้วยครับ แต่ผมดูแล้วไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ โดยรวมแล้วผมเห็นว่า ฉบับมังงะนำเสนอได้ละเอียด จังหวะแม่น และเล่นแรงกว่ากันมากครับ (เว้นแค่สองฉากเล็กๆ คือ ฉากต่อสู้ กับฉากเก้าอี้ดนตรี ที่อนิเมทำได้ดีกว่า)

ลป. ใครรู้บ้างว่าผมแอบโคตร spoiler เอาไว้ตรงไหน? XD ตอบได้มีรางวัลนะเออ ... แต่ช่วยแอบๆ ตอบหน่อยนะครับ เดี๋ยวโดนผมลบไม่รู้ด้วย -- ฮา

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อุอุอุ ขอบคุณที่ไปตามมาอ่านครับ
เขียนได้สุดยอดจริงๆแฮะ

โดยส่วนตัวผมก็เคยคิดนะว่า ....ของพวกเรา เนี่ย
คนแต่งต้องการสื่ออะไร
(ชะตากรรม(ซาดาเมะ) ชิวิต(อิโนจิ) โลก(เซกไค)
รวมไปถึงหุ่นยนต์ที่ขับ(ตอนเเรกหุ่นไม่มีชื่อเลยสงสัยว่าจะใช่ :P) )

ผมคิดว่าส่วนดีของเรื่องก็คือการที่เราได้ดูเด็กๆที่ต้องประสบปัญหา
แล้วเขาคิด/รับมือกันอย่างไรมากกว่า
มันน่าคิดนะ ในสภาพเเวดล้อมที่เขาโตมาแบบนั้น
เมื่อเขามาเจอสถานการณ์แบบนี้
เขาจะรู้สึกอย่างไร/มีปฏิกริยาอย่างไร

มีหลายตอนที่อ่านเเล้วเครียดๆๆๆๆๆๆมากๆๆๆ
(คาดว่าผู้เเต่งก็คงหวังอย่างนั้น - -*)
แต่พอจบตอนไปเราก็จะได้อะไรมาสักอย่างหนึ่งเสมอ
อาจจะเป็นแนวคิดของเด็กที่น่าสนใจ,การกระทำที่ควร/ไม่ควร,
หรือเเม้กระทั่งโศกนาณกรรมที่ชวนน้ำตาเล็ด

มาขขอบ่นนิดนุง
ฉบับการ์ตูนจะมีความสมบูรณ์มากกว่า Anime นะครับ
จังหวะ/การดำเนินเรื่องสามารถดำเนินไปได้ตามท้องเรื่องที่ผู้เเต่งหวังไว้

แล้ว Anime มันด้อยกว่าตรงไหนล่ะ
เนื่องมาจาก ผู้เเต่งกับผู้กำกับหนังมีความเห็นไม่ลงรอยกัน
ในขณะที่ผู้เเต่งเเต่งเรื่ิงมาให้เด็กๆทุกคนนั้นต้อง....
ผู้กำกับกลับจะพยายามหาทางช่วยเด็กๆเหล่านั้นแทน
(รายละเอียดจากบทสัมภาษณ์)
ทำให้ผลงานที่ออกมานั้นมีความก้ำกึ่งกันอยู่ระหว่าง
ความรุนแรง ความตายที่เลี่ยงไม่ได้ กับการประนีประนอม
ทำให้ลดดีกรีความเคียด(ความบีบคั้นทางจิตใจ)ลง(ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของเรื่อง)

#1 By Nightbat on 2007-08-15 13:34

ไม่เคยดูค่ะ

และก็ไม่ใช่คอเอนิเมชั่นเท่าไร

อ่านไปๆ

จิตวิทยาเด็ก

เหอะๆ

ปวดหัวขึ้นมารำไรๆ
อา...เรื่องนี้ก็สนุกมากๆครับ

การปูพื้นหลังก่อนเข้าเรื่องของเด็กแต่ละคน ทำให้เรื่องดูน่าสนใจมาก เพิ่มความลึกของตัวละครแบบสดๆร้อนๆ ก่อนเข้าประเด็นหลักอย่างต่อเนื่อง...ชอบครับ

ยอมรับเลยว่า หลายประเด็นในเรื่องนี้ เล่นได้ค่อนข้างรุนแรง และต้องอาศัย"มุมมอง"ของผู้ใหญ่ในการมอง"มุมมอง"ของเด็กในเรื่อง ค่อนข้างมาก

ไม่เหมาะกับเด็กๆทั่วไปเท่าไหร่นัก (ถ้าไม่ปลูกฝังความรู้สึกที่ไม่ดี ก็อาจจะไม่ get ความต้องการของคนเขียนไปซะงั้นเลย)

ตามชื่อเรื่อง "...ของพวกเรา" เนี่ย จะว่าเป็น"โลก" ก็คงได้ เพราะความหมายจะค่อนข้างลงล๊อคกับความเป็นพหูพจน์ว่า พวกเรา...สื่อถึงแก่นบางๆเพียงหนึ่งเดียวที่จะเชื่อมโยงเด็กๆไว้ด้วยกัน

แต่ขอคิดอย่างลักลั่นย้อนแย้งต่อว่า ที่ผู้เขียนไม่ได้ระบุคำที่แน่นอนลงในช่องนั้น ...เพราะว่า นิยามของคำว่าโลกนั้น...มันก็น่าจะ"ต่างกัน" ในแต่ละคน

"ชีวิต" "ความฝัน" "ครอบครัว" "การดิ้นรน" "การล้างแค้น" ฯลฯ อะไรก็สุดแล้วแต่...

แม้แต่คำว่า"โลก" ที่ควรจะเป็น"ของพวกเรา" เหมือนๆกัน ก็ยังมีนิยามที่ไม่เหมือนกัน สำหรับเด็กแต่ละคน

เห็นด้วยครับ ว่า"โลก"ในมุมมองของเด็กน้อยเนี่ย มันช่างเล็กเสียเหลือเกิน...

แต่...สิ่งที่พวกเค้าเห็น...มุมมองเล็กๆที่ดูเบาปัญญานั้น...แค่นั้น มันก็อาจจะถือว่าเป็นโลก "ของพวกเรา" ในสายตา"ของพวกเขา" จริงๆก็เป็นได้?

แล้วถ้าเป็นปูทันละครับ 48ชั่วโมงสุดท้าย จะตอบโจทย์ cloze test ข้อนี้ว่าอะไร?


ปล.คอนเซปต์ที่ชอบที่สุด คึอ"เก้าอี้"ครับ ให้บรรยากาศที่ทำให้คุ้นเคย และน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน...ถ้าให้ยก symbolic อะไรซักอย่าง ผมให้เก้าอี้นี่ล่ะ เป็นสัญลักษณ์ประจำเรื่องเลย

ปล.2 ขอยอมรับว่า นี่เป็นเอนทรีของปูทันที่อ่านมากครั้งที่สุด และขอถามอย่างหน้าด้านๆว่า...แอบ spoil ไว้ตรงไหนคร๊าบบบบบบบ

#3 By Zieghart on 2007-08-18 23:36

^
^
ลอง "ขยายสเกล" ของชื่อเอนทรี่ดูครับ สปอยล์แอบอยู่ตรงนั้น (แอบจริงๆ นะ)

อันที่จริง เนื้อหาในช่วงหลังของ "โบขุระโนะ" ก็คือการขยายสเกลของปมขัดแย้งอันเก่านั่นเองครับ

เก้าอี้แต่ละตัวเป็นตัวแทนของปูมหลังหรือโลกของเด็กแต่ละคน ซึ่งให้บรรยากาศแบบเดียวกับที่ซิกฮาร์ทว่าไว้เด๊ะๆ ประมาณว่าไหนๆ ก็จะตายแล้ว ก็ขอที่ตายที่นั่งสบายที่สุดก็แล้วกัน

จะให้ตอบโจทย์ cloze test ตรงนี้เลยเหรอ ^^? ผมว่าตอบยากนะ เรื่องแบบนี้ถ้าไม่โดนโป้งเข้ากับตัวเองจริงๆ คงจินตนาการยากว่าตัวเองจะทำอะไรลงไปในสถานการณ์แบบนั้น ...เอาเป็นว่าในตอนนี้ผมขอตอบอย่างเท่ (เอาหน้า) ว่า "จะปกป้องโลกของทุกคนเอาไว้ ให้มีผู้สูญเสียน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้" ก็แล้วกันครับ

//เอากระโถนมั้ย?
คอนเฟิร์มอะไรพี่ปูทัน

ไม่มีอะไร

ม่ายมี๊.....................
แวะเข้ามาทักทายค่ะ
ยินดีที่ได้รู้จักนะค่ะ

#6 By ~memay~ on 2007-08-20 22:28

เป็นการ์ตูนปรัชญาอัตถิภาวะนิยมของเด็กวัยรุ่นตอนต้นที่สื่อสัญลักษณ์ออกมาได้รุนแรงมากจริงๆครับ

แต่ผมชอบผู้ใหญ่หลายๆคนในเรื่องนี้นะ ที่ไม่งี่เง่าเหมือนพวกผู้ใหญ่ใน EVA
เเค่ประโยคเเรกมัน่านเเล้วก็เหมือน ซานากัลด์กับประวัติศาสาตร์ ในffเทือกนั้น อืมๆพื้นฐานคนเขียนมัน น่ารักดีซะจริงๆ

เเสดงว่า ffที่เราข้องใจหลายๆอย่างมันยังงี้เองเหรอเนี่ย ฮู---ววว

ช็อกเจ้า

#8 By ไฟ สู้ ด่าหี on 2007-09-09 20:04

พึ่งได้เข้ามาอ่านครับ ช้าไปหน่อยมั้ง
ชอบเรื่องนี้เหมือนกัน ท้ังแนวเรื่องและโครงเรื่องทั้งหมด มันแหวกแนวไปจากการ์ตูนอื่นๆ ดี
ส่วนที่ spoil คิดว่าน่าจะเป็น

ชนวนของปมขัดแย้งที่สำคัญคือ เด็กทั้ง 15 คนนี้ ต่างอาศัยอยู่บน “โลก” คนละใบ

เนี่ยแหละครับ

#9 By (203.172.199.250) on 2008-01-14 14:40

ว้าววว

ตอนนี้ได้แปลเรื่องนี้อยู่พอดีเลยค่า

ไม่เคยอ่านเวอร์ชั่นมังงะมาก่อนเลยนะคะ แต่ที่แปลเองก็ค่อนข้างตรงกับที่มังงะเค้าแปลเลยล่ะ แอบดีใจเล็กน้อย

ตอนแรกที่ทำเรื่องนี้ก็เฉยๆนะคะ แต่ยิ่งดูยิ่งแปลไปก็ชอบเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆจริงๆ

#10 By AeH on 2008-01-15 09:07

ผมอ่าน "โบขุรโนะ..." เล่มแรกครั้งแรก อ่านขบแล้วขนลุกขึ้นมา

คราวนี้ ผมอ่านรีวิวนี้จบ ขนลุกขึ้นมาอีกรอบ แถมแรงกว่ารอบนั้นซะอีก

ถ้าภาควิชา ป.โท ของผมใจกว้างหน่อย อนุญาตให้เอาการ์ตูนและมังกะมาทำธีสิสได้ เรื่องนี้จะเป็นเรื่องหนึ่งที่ผมเลือกมาวิเคราะห์ครับ แบบว่าสนใจ Child Psychology มานานแล้ว open-mounthed smile
Q - การออกแบบหุ่นยนต์ขัดกับหลัก Mechanics
A - แหม...หุ่นกระแทกพื้นดังโครม คนตายเป็นหมื่น แต่ค็อกพิทไม่สะเทือน ผมว่าคนเขียนขี้เกียจอิงหลัก Mecha แล้วล่ะขอรับ ไม่งั้นจินตนาการจะถูกขังอยู่ในกรอบแหงๆ

Q - เนื้อเรื่องบางตอนขัดกับหลักวิทยาศาสตร์
A - อาจจะเป็นทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ที่ใส่มาให้เนื้อเรื่องดูเหมือนน่าเชื่อถือมากกว่าละมั้งครับ อีกอย่างสิ่งที่คนเขียนเน้นคงไม่ใช่วิทยาศาสตร์เท่าไหร่ น่าจะเป็นจิตปรัชญามากกว่า

Q - ฉากต่อสู้ดูไม่ต่อเนื่อง และชวนมึน
A - อย่าคาดหวังอะไรกับการ์ตูนไซโคเลยครับ ดูอย่างอีวานเกเลี่ยนหรือราเซโฟนสิครับ เตะต่อยกันสองสามทีก็รู้ผลแพ้ชนะแล้ว เขาตั้งใจจะขายไซโคมากกว่าแหงมๆ

**
โอ้ คุณ จขบ.ไม่ชอบ Bokurano ฉบับอนิเมหรอกเหรอครับ ผมเองกลับไม่ชอบมังงะ เพราะเพราะลายเส้นเหมือนใช้เส้นร่างซ้ำๆ กันโดยไม่ยอมตัดขอบ ดูยาก (เอ หรือเป็นไซโคเทคนิค?) อนิเมก็เคยดูแต่ Opening
แต่สาเหตุที่สนใจเรื่องนี้เป็นเพราะเนื้อเพลงมันติดหูที่สุดใน Nico Nico Douga Medley นั่นแหละครับ ก็เลยลองมาค้น youtube ดู พอเห็น OP เท่านั้นแหละ โอ้โห...ชอบเลย และยิ่งเห็น entry ของ จขบ.แล้ว ชวนให้ติดตามมากเลยครับ

แต่ถ้าเลือกได้ คงเลือกอนิเมมากกว่า เพราะคิดว่าอาจจะมีฉากหลอนๆ โผล่มาช่วยไซโค (เหมือนอีวาน)
confused smile

#12 By YAI4056 on 2009-06-20 20:30

คำถามยอดฮิต
ถ้าผมต้องไปนั่งเก้าอี้ตรงนั้นน่ะเหรอ?

ตอบได้ไม่ยากเลย ถ้าให้ตอบในกรอบและเงื่อนไขที่ให้มา...ผมก็ต้องเลือกคนที่ผมรักก่อนอยู่แล้ว คนอื่นจะเป็นยังไงช่างหัวมัน
(...หรือจะมีใครยอมให้คนที่เรารักตาย เพื่อให้คนอื่น (ที่คุณไม่รู้จัก) มีชีวิตรอด?)
[แหม...ตอบเลวได้ใจดีแท้]

อ้อ ไม่สิ-แต่ถ้าคนที่ผมรักบอกว่า "ได้โปรดปกป้องคนทั้งโลกไว้ด้วย อย่าห่วงชีวิตเขา"...ผมก็จะยินดีฆ่าคนที่ผมรัก
[แหม...นี่ก็เลือดเย็นอีกละ]

โบคุราโนะเซไคจริงๆ แฮะ...อิอิ


แต่ถ้าจะให้ลองตอบแบบนอกกรอบ...รับรอง ไอ้เจ้าโคเอมุชิจะได้ตายก่อนเป็นตัวแรกทีเดียวเจียวแหละ!

ป.ล.เพราะ spoiler นี่แหละที่ทำให้ผมสนใจเรื่องนี้! เขียนได้คมจริงๆ ครับ big smile

ป.ล.2 ผมชอบ "เก้าอี้" ในเรื่องนี้เหมือนกันครับ ช่างคิดจริงๆ (ส่วนเก้าอี้ของผมเป็น "บัลลังก์" ครับ 555)

#13 By YAI4056 on 2009-06-20 20:45