0039 Bokurano...: โลกของ "เรา" มีกี่ใบ? -- โลกของ "ใคร" ที่ควรปกป้อง?
posted on 15 Aug 2007 02:32 by stellargazer in Manga-Anime
“ตั้งแต่เมื่อพวกเราได้ขึ้นชั้นมัธยมต้น
เราต่างก็คิดว่าเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
เราจะทำอะไรก็ได้
เราร้องไห้ เราหัวเราะ เรากู่ร้องตะโกน
ราวกับว่าพวกเรา
เข้าใจโลกไปเสียทุกอย่าง
แต่ที่จริงแล้ว พวกเรายังเป็นแค่เด็ก
ที่ถูกปกป้องโดยผู้ใหญ่ โดยสังคม
ความสนุกสนาน ความโศกเศร้า
และความโกรธเกรี้ยวของพวกเรา
ในแต่ละวันเหล่านั้น
ช่างห่างไกลจากความเป็นจริงเหลือเกิน
เราได้เรียนรู้สิ่งนี้
เมื่อครั้งกระโน้น
เมื่อเราทั้งสิบห้าคนได้มาอยู่ร่วมกัน
ในวันนั้น ที่พวกเราได้พบกับ ‘มัน’ ”
Disclaimer: รีวิวนี้มีการแอบเฉลยจุดหักเหสำคัญของเนื้อเรื่องในช่วงมังงะเล่ม 4 เป็นต้นไป ใครที่อ่าน scanlation ถึงตอน 43 แล้วเข้าใจตรงกับเจ้าของบล็อก
กรุณาอย่าโพสคอมเม้นต์ที่เฉลยเรื่องเกินเล่ม 2 อย่างโจ่งแจ้ง
จักเป็นพระคุณยิ่ง
Disclaimer 2:
รีวิวนี้มีการแอบเฉลยจุดหักเหสำคัญของเนื้อเรื่องในช่วงมังงะเล่ม 4 เป็นต้นไป ใครที่ยังไม่เคยอ่านมาก่อน
ก็ยังสามารถอ่านรีวิวนี้โดยไม่เสียอรรถรสแต่อย่างใด เพราะจะมีการเฉลยเนื้อเรื่องอย่างโจ่งแจ้งถึงราวๆ
กลางเล่ม 2 เท่านั้น
Disclaimer 3:
เจ้าของบล็อกขอรับผิดชอบในการไล่ลบคอมเม้นต์ที่เป็น spoiler แต่ไม่รับผิดชอบรักษาอาการเซ็งเป็ดที่เกิดจากการได้อ่านคอมเม้นต์ดังกล่าว
(ในกรณีที่ลบไม่ทัน)
จึงมาเรียนเพื่อทราบ...
เรื่องย่อ
ในช่วงวันหยุดเรียนฤดูร้อน
ณ โลกอนาคตที่ดูเหมือนไม่ไกลจากปัจจุบันนัก เด็กชั้นมัธยมปีหนึ่งรวม 14 คน และชั้นประถมปีสี่ 1 คน รวมเป็น 15 คน (ชาย 8 หญิง 7) ส่วนมากมาจากต่างโรงเรียนกัน
ได้มาพบกันที่ค่ายศึกษาธรรมชาติฤดูร้อนที่บ้านพักชายทะเลแห่งหนึ่ง
ระหว่างการสำรวจกันเป็นหมู่คณะนั้น พวกเด็กๆ บังเอิญได้พบกับ โคโคเพลลี
ชายลึกลับในถ้ำ โคโคเพลลีแนะนำตัวว่าเป็นนักเขียนเกม และเสนอเกมหุ่นพิทักษ์โลกให้เด็กๆ
เล่น โดยมีกติกาง่ายๆ คือ เด็กทั้งหมดต้องผลัดกันบังคับหุ่นยักษ์คนละครั้ง
เพื่อต่อสู้กับสัตว์ประหลาดให้ชนะทั้ง 15 ตน ภายในกำหนดเวลา 48 ชั่วโมงต่อหนึ่งตน โดยห้ามแพ้แม้แต่ครั้งเดียว

รูปหมู่ของไพล็อตเด็กทั้ง 15 คน... ไม่ขอไล่เรียงชื่อนะครับ เดี๋ยวจะยาวเปล่าๆ
หลังจากที่ทุกคนทำสัญญาเล่นเกมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โคโคเพลลีได้สาธิตการบังคับหุ่น “ซีเอิร์ธ” (แผลงมาจาก The Earth ที่ออกเสียงแบบญี่ปุ่น) ที่สูงราว 500 เมตร (ห้า-ร้อย-เมตร...อุ แม่เจ้า...) ปล่อยอาวุธได้จากรอบตัว มีขอบข่ายสายตาที่สามารถมองทะลุทุกสิ่งกีดขวางจากระยะอนันต์ และยังหุ้มเกราะสุดแกร่งชนิดที่ยุทโธปกรณ์ใดๆ บนโลกมนุษย์ไม่มีทางระคายผิว
โคโคเพลลีปราบสัตว์ประหลาดตัวแรกลงได้อย่างไม่ยากเย็น
ก่อนที่เขาจะหายตัวไป เขาพูดว่า
...ชั้น...
...ขอโท....”
ดวงตาของเหล่าเด็กๆ
ที่ไร้เดียงสาต่างเปล่งประกาย... จากนี้ไปพวกเขาจะเป็นขบวนการหุ่นรบซีเอิร์ธ วีรชนรุ่นเยาว์ที่คอยปกป้องโลกจากเหล่าร้าย
เป็นฮีโร่ฝ่ายธรรมะที่น่าภาคภูมิใจ

รูปเต็มตัวของหุ่นยักษ์ "ซีเอิร์ธ"
ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับแมลงที่จับให้ยืนสองขามากกว่า
ผลลัพธ์จากการต่อสู้ครั้งที่สามนั้นเกินกว่าที่เหล่าฮีโร่ตัวน้อยจะคาดคิด บ้านเมืองวอดวายกลายเป็นซากปรัก ผู้คนต่างล้มตายราวมดปลวก ร่างของเพื่อนผู้บังคับหุ่นยักษ์ทรุดลง สิ้นใจตายต่อหน้า เสียงกรีดร้องดังระงม แววตาที่เคยวาววับเปี่ยมความหวัง... บัดนี้ถูกทาทับด้วยเงาแห่งความหวาดกลัว
แท้จริงแล้ว
โคโคเพลลี ไม่กล้าบอกเงื่อนไขสัญญาทั้งหมดให้ตั้งแต่แรก
...พันธะอันน่าสะพรึงถูกปิดบัง เพื่อรอให้พวกเขาและเธอได้ค้นพบด้วยตัวเอง
...ในยามที่ไม่อาจถอนตัวได้อีก
ข้อแรก หากนักบินคนใดแพ้
หรือไม่สามารถปราบสัตว์ประหลาดได้ในภายกำหนด 48 ชั่วโมงแล้ว โลกใบนี้
พร้อมทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะต้องดับสลายลงทันที
ข้อสอง นักบินหนึ่งคนจะมีโอกาสขับซีเอิร์ธได้เพียงหนึ่งครั้ง ... เพราะพลังงานขับเคลื่อนของซีเอิร์ธมาจากชีวิตของนักบิน และนักบินคนนั้นจะต้องตายเมื่อสิ้นสุดภารกิจ
“ชีวิตพวกเธอแค่สิบกว่าคน แลกกับโลกทั้งใบเชียวนะ...คุ้มจะตายไปนี่นา”
โลโก้แบบเต็มๆ ของ "โบขุระโนะ"
...สังเกตว่าตรงตัว "โนะ" เป็นการแหว่งแบบจงใจ
“โบขุระโนะ...” เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นที่ตั้งชื่อเรื่องได้ “แนว” ราวกับชื่อของภาพเขียนเชิงนามธรรม โดยความหมายตรงตัวของมันคือ “...ของพวกเรา” (ภาษาอังกฤษแปลว่า “Our…”) อาจมีเพียงคนเขียนและสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่า
คำที่ขาดหายไปนั้นคือคำว่าอะไร
ความประทับใจเกี่ยวกับ
“โบขุระโนะ...” อย่างหยาบก็คือ มันเป็น GANTZ
ที่ลดความรุนแรงด้านงานภาพ และความดิบเถื่อนระดับสัญชาติญาณลง (ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เหมาะสำหรับเด็กอยู่ดี)
เสริมด้วยแบ็กกราวนด์ทางวิทยาศาสตร์-ทฤษฎีสมคบคิด และพัฒนาการของเด็กวัยรุ่นตอนต้นซึ่งเป็นธีมของ
Evangelion
โดยถึงแม้ความเข้มข้นของส่วนผสมจะลดลงจากสองเรื่องดังกล่าวไปบ้าง แต่ในทางกลับกัน
ส่วนผสมมากมายเหล่านั้น กลับเสริมให้ “โบขุระโนะ...” สามารถขับเน้นหลากปมหลายประเด็นที่เป็นเรื่องรองของ กันซึ และ
อีวานเกเลีียน ได้ชัดเจนยิ่งกว่า
“โบขุระโนะ...” อาจไม่ได้นำเสนออภิปรัชญาถ่วงกะโหลกขนาดเอวา
หรือความดิบในโลกแห่งความโดดเดี่ยวที่มืดทมิฬได้เท่ากันซึ หากแต่คงไว้ซึ่งจุดพลิกผัน
ปมปริศนากระชากอารมณ์ ที่พร้อมจะรีดคำสบถจากปากของนักอ่านได้เป็นชุดๆ เมื่อจบตอน
นับแต่วินาทีที่นักบินทุกคนได้รู้ถึงเงื่อนไขของพันธะสัญญามรณะ
...
คำถามแรกที่ว่า “จะทำอย่างไร เมื่อได้รับมอบภารกิจที่ยิ่งใหญ่
นั่นคือการปกป้องโลก” ก็ไม่สำคัญสำหรับพวกเขาอีกต่อไป
หากแต่มีคำถามใหม่คือ “จะทำอย่างไร เมื่อได้ครอบครองอำนาจสังหารที่ร้ายกาจที่สุดในโลกอย่างอิสระ เป็นเวลาเพียง 48 ชั่วโมงก่อนตาย” ขึ้นมาแทนที่
ผมค่อนข้างเชื่อว่า
คำพูดที่หายไปจากชื่อเรื่อง “...ของพวกเรา” นั้นน่าจะเป็นคำว่า “โลก”
(ดังนั้นชื่อเรื่องเต็มๆ
จึง-น่าจะ-เป็น “โลกของพวกเรา”)
ถ้าใครเคยรู้เรื่องจิตวิทยาเด็กมาบ้างจะทราบดีว่า
ตั้งแต่เกิดมา เราเริ่มต้นเรียนรู้[โลก]ในฐานะที่เราเป็นศูนย์กลางของมัน
จนเมื่อโตขึ้นสู่วัยเด็ก และวัยรุ่นตอนต้น เราก็จะรู้มากขึ้นตามลำดับว่า นอกจากตัวเราแล้ว
โลกนี้ยังมีคนอื่นอีกด้วย และหากพัฒนาการตรงนี้เป็นไปอย่างราบรื่น
เราก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เห็นโลกได้กว้างขวาง
และใกล้เคียงกับที่มันเป็นอยู่จริงมากที่สุด
น่าเสียดาย
ที่เหล่าเด็กแห่งชะตากรรมนั้น ถูกบีบให้เป็นผู้กุมอนาคตของ[โลก]โดยที่ยังไม่รู้จักมันดีพอ
มุมมองของเด็กเหล่านั้นต่อ[โลก]แตกต่างไปตามการรับรู้ คับแคบไปตามวัยวุฒิ แต่ที่แน่ๆ [โลก]ของเด็กวัยนี้ มักจะยังมีขนาดและน้ำหนัก ไม่เกิน[ชีวิต]ของตัวเอง
ก่อนที่เด็กๆ
จะได้มารู้จักกัน และรู้จักกับซีเอิร์ธ
ต่างคนต่างก็มี [โลก] ของตัวเอง
ต่างคนต่างก็ไม่รู้จัก [โลก] ของคนอื่น
ต่างคนต่างก็เชื่อว่า [โลก] ของตัวเอง คือ [โลก] ทั้งใบ
[โลก]ของเด็กคนหนึ่งอาจสวยงาม
มีความฝันและอนาคตรอคอยอยู่เบื้องหน้า
[โลก]ของเด็กอีกคนอาจไม่สมบูรณ์แบบ
หากแต่มีความอบอุ่นจากคนสำคัญคอยค้ำจุน
[โลก]ของเด็กอีกคนอาจว่างเปล่า
ไม่มีความหมายอะไรสำหรับเขา
[โลก]ของเด็กอีกคนอาจเน่าเฟะ
เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมสาหัสเกินจะแบกรับไหว
[โลก] สำหรับเด็กบางคน มี[น้ำหนัก]น้อยกว่า[ชีวิต]
[โลก] สำหรับเด็กบางคน ไม่มีค่าควรที่จะสู้เพื่อปกป้อง
ชื่อตอนของ “โบขุระโนะ...”
นั้นเรียบง่าย โดยจะยกชื่อของเด็กที่ได้รับเลือกเป็นนักบินคนต่อไปมาตั้ง
เรื่องจะจับไปที่ปูมหลังซึ่งก่อร่างสร้าง[โลก]ของเด็กคนนั้นๆ ก่อนที่จะนำเขาหรือเธอ มารับหน้าที่พิทักษ์[โลก]ของทุกคน
ชนวนของปมขัดแย้งที่สำคัญคือ
เด็กทั้ง 15 คนนี้ ต่างอาศัยอยู่บน[โลก]คนละใบ
ทั้งที่พวกเขากำลังต่อสู้เสี่ยงชีวิตเพื่อ[โลกของพวกเรา]
แต่กลับไม่มีใครสักคนที่มองเห็นโลกใบนี้เป็นโลก[ของพวกเรา]
เมื่อถึงคราวที่ตัวเองต้องสู้
เมื่อได้กุมบังเหียนแห่งซีเอิร์ธ (The
Earth)
ก็มีเพียง โลก[ของฉัน]เท่านั้นที่อยู่เบื้องหน้า
อันเป็นที่มาของชื่อเรื่อง
“โลกของพวกเรา” ที่วิ่นแหว่งด้วยความเขลาแห่งความเยาว์วัย
ข้อดี
- จังหวะการเดินเรื่อง ยิงปริศนา และปล่อยจุดพลิกผัน ทำได้ “จี๊ด” มาก
- ขยายสเกลเรื่องได้สอดรับกับของเดิม และไม่ลดทอนความน่าติดตามลงเลย
- ตัวละครหลักมากมาย แต่ใช้คุ้ม และมีเอกลักษณ์จดจำง่าย
- สมจริงกว่าที่คิด
- อ่านแล้วเครียด แต่ระดับความเป็นพิษต่อสุขภาพจิตไม่ถือว่ารุนแรงมาก (ตามมาตรฐานของเจ้าของบล็อก :P )
ข้อเสีย
- การออกแบบหุ่นยนต์ขัดกับหลัก mechanics อย่างรุนแรง
- คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์บางจุดดูเลื่อนลอย ไม่เน้นหลักการแน่นๆ เหมือนไซไฟฝรั่ง (แต่ขอแก้ตัวให้หน่อยว่า ไซไฟในการ์ตูนญี่ปุ่นส่วนมากก็มักออกไปทางไซไฟ-แฟนตาซีอยู่แล้ว และเรื่องนี้ไม่เน้นไซไฟเป็นหลักครับ)
- ฉากต่อสู้ดูไม่ต่อเนื่อง และชวนมึนในบางครั้ง ... จุดนี้ต้องโทษดีไซน์อันสุดจะพิลึกพิลั่นของซีเอิร์ธและสัตว์ประหลาดเขาแหละครับ -_-“
ปล. เรื่อง “โบขุระโนะ...” นี้
มีทำเป็นอนิเมด้วยครับ แต่ผมดูแล้วไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ โดยรวมแล้วผมเห็นว่า ฉบับมังงะนำเสนอได้ละเอียด
จังหวะแม่น และเล่นแรงกว่ากันมากครับ (เว้นแค่สองฉากเล็กๆ คือ ฉากต่อสู้
กับฉากเก้าอี้ดนตรี ที่อนิเมทำได้ดีกว่า)
ลป. ใครรู้บ้างว่าผมแอบโคตร spoiler เอาไว้ตรงไหน? XD ตอบได้มีรางวัลนะเออ ... แต่ช่วยแอบๆ ตอบหน่อยนะครับ เดี๋ยวโดนผมลบไม่รู้ด้วย -- ฮา

เขียนได้สุดยอดจริงๆแฮะ
โดยส่วนตัวผมก็เคยคิดนะว่า ....ของพวกเรา เนี่ย
คนแต่งต้องการสื่ออะไร
(ชะตากรรม(ซาดาเมะ) ชิวิต(อิโนจิ) โลก(เซกไค)
รวมไปถึงหุ่นยนต์ที่ขับ(ตอนเเรกหุ่นไม่มีชื่อเลยสงสัยว่าจะใช่ :P) )
ผมคิดว่าส่วนดีของเรื่องก็คือการที่เราได้ดูเด็กๆที่ต้องประสบปัญหา
แล้วเขาคิด/รับมือกันอย่างไรมากกว่า
มันน่าคิดนะ ในสภาพเเวดล้อมที่เขาโตมาแบบนั้น
เมื่อเขามาเจอสถานการณ์แบบนี้
เขาจะรู้สึกอย่างไร/มีปฏิกริยาอย่างไร
มีหลายตอนที่อ่านเเล้วเครียดๆๆๆๆๆๆมากๆๆๆ
(คาดว่าผู้เเต่งก็คงหวังอย่างนั้น - -*)
แต่พอจบตอนไปเราก็จะได้อะไรมาสักอย่างหนึ่งเสมอ
อาจจะเป็นแนวคิดของเด็กที่น่าสนใจ,การกระทำที่ควร/ไม่ควร,
หรือเเม้กระทั่งโศกนาณกรรมที่ชวนน้ำตาเล็ด
มาขขอบ่นนิดนุง
ฉบับการ์ตูนจะมีความสมบูรณ์มากกว่า Anime นะครับ
จังหวะ/การดำเนินเรื่องสามารถดำเนินไปได้ตามท้องเรื่องที่ผู้เเต่งหวังไว้
แล้ว Anime มันด้อยกว่าตรงไหนล่ะ
เนื่องมาจาก ผู้เเต่งกับผู้กำกับหนังมีความเห็นไม่ลงรอยกัน
ในขณะที่ผู้เเต่งเเต่งเรื่ิงมาให้เด็กๆทุกคนนั้นต้อง....
ผู้กำกับกลับจะพยายามหาทางช่วยเด็กๆเหล่านั้นแทน
(รายละเอียดจากบทสัมภาษณ์)
ทำให้ผลงานที่ออกมานั้นมีความก้ำกึ่งกันอยู่ระหว่าง
ความรุนแรง ความตายที่เลี่ยงไม่ได้ กับการประนีประนอม
ทำให้ลดดีกรีความเคียด(ความบีบคั้นทางจิตใจ)ลง(ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของเรื่อง)
#1 By Nightbat on 2007-08-15 13:34