เรื่องย่อ (ไม่สปอยล์):

ชู เด็กหนุ่มวัยมัธยมต้นธรรมดาๆ นิสัยเลือดร้อน มุทะลุและซื่อตรง อยู่ชมรมเคนโดแต่ฝีมือก็ไม่ได้ดีเด่นอะไร ได้พบกับลาล่า-รู เด็กสาวลึกลับผู้ถูกทหารจากต่างมิติตามล่า ชูพยายามช่วยเหลือลาล่า-รู แต่ไม่สำเร็จ และถูกพาข้ามมิติโดยอุบัติเหตุไปยังโลกอีกใบ ณ เวลาและสถานที่ซึ่งห่างไกลจากปัจจุบันมาก

โลกของลาล่า-รูนั้นแห้งแล้งเต็มไปด้วยทะเลทราย มีสัตว์แปลกๆ และเครื่องจักรที่ไม่คุ้นเคย อยู่เต็มไปหมด

แม้ต่างเวลาและสถานที่ สิ่งเดียวที่พอจะทำให้เชื่อได้ว่า โลกของชู และของลาล่า-รู อาจเป็นโลกใบเดียวกัน คือ สงคราม

ชูถูกกักตัวไว้ในฐานะเชลยของเฮลลีวูด ปราการสู้รบขนาดยักษ์ของจอมพลฮามุโด ผู้ทำสงครามหมายจะครอบครองโลก (ซับอังกฤษเรียกว่า King Hamdo ส่วนเสียงภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ท่านฮามุโด อย่างไรก็ตาม จากฐานะของเขาแล้วผมคิดว่า จอมพล น่าจะเหมาะสมกว่าครับ)

ที่เฮลลีวูด ชูได้พบกับเรื่องราวและผู้คนมากมาย ทั้งจอมพลวิกลจริตฮามุโด, นายพลหญิงอเบเลียผู้เด็ดเดี่ยวและภักดียิ่งชีพ, ปริศนาของลาล่า-รู, ซาร่า เชลยเด็กสาวผู้มีหน้าตาคล้ายลาล่า-รู, นาบุกะและบู ทหารรุ่นเยาว์แห่งจักรวรรดิเฮลลีวูดผู้เป็นทั้งศัตรูและมิตร ฯลฯ

สงครามทวีความบ้าคลั่ง โลกอาจล่มสลายเพียงชั่วข้ามคืน ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนี้ สิ่งที่ชูมุ่งหวังมีเพียงแค่การช่วยลาล่า-รู และกลับไปยังโลกของตัวเอง ...

 
 

 
รีวิวทั่วไป (ไม่สปอยล์):

 
ก่อนอื่น ใครว่าเรื่องย่อที่ผมเขียนไว้ข้างบนมัน
ธรรมดา บ้าง? ...ขอให้ยกมือขึ้น (‘ ‘)/

อย่างน้อยผมก็เห็นด้วยคนนึงล่ะ ฮา ... ถ้านับเฉพาะเรื่องย่อที่ผมพยายามหั่นสปอยล์ออกจนเกือบหมดแล้ว เรื่อง Now and Then, Here and There นี้จัดว่าเป็นอนิเมชั่นซีรี่ย์ที่มีโครงเรื่องไม่ซับซ้อนสมกับความยาวเพียง 13 ตอนจบ ซึ่งหากอ่านเผินๆ ก็จะเป็นเรื่องสูตร หนุ่มน้อยผจญภัยในต่างโลก ซึ่งพบเห็นกันได้ทั่วไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้อนิเมเรื่องนี้โดดเด่นในความเรียบง่ายนั่นคือ การเลือกเล่นกับประเด็นของสงครามเพียงประเด็นเดียวได้แบบสุดสุด

ประเด็นที่ผมว่าคือ สงครามและการทารุณกรรมเด็ก นั่นเองครับ

สงครามในเรื่องนั้นถูกถ่ายทอดผ่านสายตาของเด็กอย่างแท้จริง ทั้งในฐานะผู้กระทำและถูกกระทำ ทั้งความคิดและความรู้สึก การเติบโตทางบุคลิกภาพของเด็กในช่วงสงคราม ทุกสิ่งทุกอย่าง ผ่านทางตัวละครหลักที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กถึงเด็กวัยรุ่นตอนต้น แม้แต่ภาพที่ปรากฏก็ยังมีความรุนแรงต่ำจนผมคิดว่าสามารถนำมาฉายให้เด็กวัยรุ่นตอนต้นดูได้ หากปิดเสียงและคำบรรยายเอาไว้ (จะทำไปเพรื่อ?) แต่เนื้อหาจริงๆ ของเรื่องน่าจะเหมาะกับกลุ่มอายุ 17+ ขึ้นไปเป็นอย่างน้อยครับ

มาว่ากันเรื่ององค์ประกอบพื้นฐาน ด้านงานอนิเมชันอยู่ในระดับพอใช้ไม่ขัดลูกตา แม้ภาพจะดูเก่าไปสักหน่อย (เรื่องนี้เป็นอนิเมกลางเก่ากลางใหม่ ฉายปี 1999 ครับ) เสียงพากย์อยู่ในระดับดี ดนตรี (โดยเฉพาะ Main Theme) ถือว่าไพเราะและสื่ออารมณ์ได้ดีมาก สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือการกำกับและตัดต่อครับ จังหวะการเดินเรื่องของ Now and Then นั้นกระชับ เล่าเรื่องด้วยเสียงเรียบเฉยตรงไปตรงมา ไม่จงใจดึงอารมณ์จนล้น สามารถคุมทุกอย่างให้ลงตัวได้ใน 13 ตอน โดยแจกจ่ายบทสรุปให้แก่ตัวละครทุกตัวได้โดยไม่ตกหล่น และยังขมวดเรื่องได้อย่างน่าดูชมในช่วง 3 ตอนสุดท้ายอีกด้วย ตลอดเรื่องมีการเล่นมุมกล้องอย่างมีนัยยะ และการใช้สัญลักษณ์สื่อความโดยนัยอยู่พอประมาณ เรียกได้ว่าแทบไม่มีฉากเสียเปล่าออกมาให้เห็นเลย

อีกสิ่งสำคัญที่ทำให้อนิเมเรื่องนี้ แตกต่าง จากเรื่องอื่นนั่นคือ เป็นอนิเมเนื้อหาหนักอึ้งที่ไม่มีการใส่ปัจจัยทางการตลาดเพื่อดึงดูดผู้ชมเลยแม้แต่น้อย

แม้จะไม่มีกลิ่นอายของผงชูรสอย่าง บอยแบนด์ ฮาเรม หนุ่มสวย โมเอะ เซอร์วิส เมคานิก คอสตูม ฯลฯ อยู่เลย แต่นั่นก็มากเกินพอที่จะทำให้อนิเมเรื่องนี้เป็นอนิเมต่อต้านสงครามที่ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยมีมา

แม้แต่มุขตลกก็ช่างหายาก...แถมยังขำแห้งๆ อะแหะ...อะแหะ...ชวนให้ห่อเหี่ยวซะไม่มี
 



คอมเม้นต์เรื่อยเปื่อย... (ต่อจากนี้สปอยล์เล็กน้อย):

 
ใน
3-4 ตอนแรกของซีรี่ย์ บอกตามตรงว่าผมออกจะรำคาญ ชู ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องอยู่บ้าง เพราะเด็กคนนี้มองโลกง่ายเกินไป คิดตื้นเกินไป และวู่วามโวยวายเกินไปจนวอนตายเปล่าเอาก็หลายครั้ง เรียกว่าไม่เก่งแถมยังฉลาดน้อยซะอีก (นึกภาพนารุโตะที่ใช้วิชานินจาไม่เป็นไว้ครับ ... คล้ายๆ กัน) จนผมไม่รู้ว่าเขาจะเอาความมุทะลุโง่ๆ นั่นไปสู้รบกับทหารทั้งกองทัพได้อย่างไร

ซึ่งผมก็เดาเอาว่า คงต้องมีเหตุการณ์พลิกผัน ทำให้นายคนนี้เติบโตและรู้จักคิดขึ้นซะบ้าง

.

..

...

....

ซึ่งก็ไม่มี ... ผมเองที่คิดมากไป -_-“

เป็นความคิดตื้นๆ แต่ซื่อบริสุทธิ์ของชูนั้นเอง ที่ช่วยให้เขาสามารถรักษาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ ให้รอดพ้นจากเชื้อของความบ้าคลั่งแห่งกลียุค การที่เขาไม่เข้าใจเหตุผลของทหาร ไม่ใช่เป็นเพราะเขาโง่ แต่เป็นเพราะว่าเขาไม่อาจยอมรับความเหี้ยมโหดของสงครามได้ต่างหาก การประท้วงความรุนแรงแม้เพียงเล็กน้อยตั้งแต่ตอนต้นเรื่องนั้น จึงเป็นสิ่งยืนยันมโนธรรมอันหนักแน่นของชู ท่ามกลางผู้คนนับร้อยนับพันที่เห็นการฆ่าฟันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปเสียแล้ว

แน่นอน...ทุกคน ณ ที่ตรงนั้นย่อมมองว่า ชู เป็นแค่คนบ้า


... ใครกันแน่ที่บ้า?

 



ท่ามกลางการต่อสู้ มีมนุษย์น้อยคนนักที่จะรักษาชีวิตของตัวเองไว้ได้ แต่ที่ยากยิ่งกว่านั้นคือการรักษาจุดยืนของตัวเอง

หากเราเลือกที่จะฉลาดเอาตัวรอด หรือโอนอ่อนไปตามสถานการณ์เพื่อรอตั้งหลัก นานวันเข้าเราอาจเสียจุดยืนของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัวเหมือนอย่างนาบุกะ และสุดท้ายความเป็นมนุษย์ของเราก็จะหลุดลอยไปกับวังวนแห่งความรุนแรง

นาบุกะเป็นเด็กฉลาด ไหวพริบเป็นเลิศ ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย และเป็นขั้วตรงข้ามกับชู เขาเลือกที่จะเป็นทหาร ปฏิเสธมโนธรรมของตัวเอง ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดเพื่อให้สงครามยุติโดยเร็ว และได้รับการปล่อยตัวกลับไปยังหมู่บ้าน ... ที่ที่เขาเกิดและเติบโตก่อนจะถูกกวาดต้อนเป็นเชลยมายังเฮลลีวูด

ชูมาถึงเฮลลีวูดก่อนที่นาบุกะจะต้องออกไปทำภารกิจจริงครั้งแรกไม่นานนัก ผลจากการต่อสู้กับชู และการปฏิบัติภารกิจนั้น ทำให้นาบุกะเริ่มตั้งคำถามให้กับทางเลือกของตัวเอง

 

... เราเป็นอะไรไปแล้ว?

 

 


เมื่อใดมนุษย์ก่อสงคราม ธรรมชาติย่อมถูกเผาผลาญ ... ธรรมชาติ ผู้ไม่เคยมีปากเสียงแต่มีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่นั้น ถูกเหยียบย่ำจนบอบช้ำขนาดไหนแล้ว ไม่มีใครตอบได้

ลาล่า-รู เด็กสาวผู้มีพลังพิเศษในการสร้างน้ำ เป็นตัวแทนแห่งธรรมชาติตามเนื้อเรื่อง ด้วยรูปลักษณ์ของเด็กสาวผู้เงียบขรึม นัยน์ตาสีฟ้าที่ว่างเปล่าไร้ความรู้สึก ความสามารถสุดพิเศษนี้เอง ที่ทำให้ผู้มีอำนาจทุกคนในโลกแห่งทะเลทราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮามุโด ต่างต้องการตัวเธอ

ลาล่า-รู สามารถสร้างน้ำได้ครั้งละปริมาณมาก แต่ทุกครั้งที่เธอสร้างน้ำ ร่างกายของเธอก็จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ ลาล่า-รู รู้ดีว่าหากยังทำต่อไป เธอจะหายไปจากโลกนี้ในที่สุด

ไม่มีใครเคยสนใจความเป็นความตายของลาล่า-รู เพราะมนุษย์ทุกผู้ที่เธอเคยพบ ล้วนเห็นเธอเป็นเพียง ทรัพยากร ที่ไม่มีชีวิตจิตใจ เธอออกเดินทางเร่ร่อน ถูกกักขัง ข่มขู่ และทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้เธอยอมใช้ความสามารถที่จะบั่นทอนชีวิตของตัวเอง บ่อยครั้งที่ตัวเธอกลายเป็นชนวนของสงคราม

มนุษย์ เข่นฆ่ากันเพื่อชิงทรัพยากร
มนุษย์ ทำลายทรัพยากรเพื่อจะเข่นฆ่ากัน


...จะเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?

 

 

 
ชีวิตของลาล่า-รู มีไว้เพื่อถูกตักตวงช่วงใช้ และแย่งชิงราวกับสิ่งของ

กระนั้นแววตาสีฟ้าของเธอก็ยังคงนิ่งงัน ใสกระจ่างราวกระจกน้ำ สะท้อนเพียงความจริงอันเย็นชา ซึ่งถูกกลบฝังด้วยเขม่าร้อนจากไฟสงคราม

อาจด้วยเหตุนี้กระมัง มนุษย์อย่างจอมเผด็จการฮามุโด จึงออกอาการหวาดกลัวจนคลุ้มคลั่ง เพียงแค่เมื่อถูกเธอจ้องตาเอาตรงๆ


...เขาเห็นอะไร?



อยากเขียนแนะนำตัวละครมากกว่านี้ แต่ก็กลัวจะสปอยล์เกินไปครับ จบดีกว่านะ

 

 ข้อดี:

  1. เนื้อเรื่องกระชับมาก
  2. คนเขียนบท ใจถึง และ เฉียบขาด สุดๆ โดยเฉพาะในช่วง 3 ตอนสุดท้าย
  3. มีสัญลักษณ์ (symbolic) ให้ตีความพอสมควร แต่ถึงแม้ไม่ชอบตีความก็ยังดูได้โดยไม่เสียอรรถรส
  4. ระดับความรุนแรงของภาพอาจสูงกว่าละครหลังข่าวนิดเดียว แต่ใช้ความรุนแรงเท่าที่แสดงออก สื่ออารมณ์และไล่ต้อนกดดันผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. สื่อสารตรงวัตถุประสงค์ 100% เพราะดูแล้วเกลียดสงครามสุดๆ ความรู้สึกหลังดูจบจะเป็นติดลบ และติดลบ ไม่มีความประทับใจด้านบวก อย่าง ตัวละครตัวนั้น...น่าร้ากกก หรือ หุ่นตัวนั้นโคตรเท่อ่ะ อยากขับมั่ง แม้แต่น้อย
  6. เพลง Main Theme สุดยอด!
  7. Finale (ฉากสรุปเรื่อง) สุดยอด!

 
ยอมเป็นหน้าม้าให้เรื่องนี้ และเป็นรีวิวอนิเมเรื่องแรกที่ผมแปะไว้ตรง
Recommended Section ครับ \TTwTT/

 
ข้อเสีย
:

  1. ดูแล้วเครียดแทบอ้วก ไม่เหมาะกับผู้มีจิตใจอ่อนไหว เด็กและสตรีมีครรภ์ (ไม่ได้โม้)
  2. รายละเอียดของเครื่องจักรต่างๆ มีน้อย บางส่วนไม่สมจริง ขาด background ทางวิทยาศาสตร์ จึงอาจทำให้คอไซไฟหงุดหงิดได้
  3. ชื่อของ King Hamdo ในซับอังกฤษ ทำผมขำจนหลุดฟีลไปบ้าง อุอุ...



ลป
: ใครสนใจอนิเมแนวใกล้เคียงกันนี้ ลองหาเรื่องพวกนี้มาดูได้ครับ

 - สุสานหิ่งห้อย: ภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยมของจิบลิอีกเรื่อง เล่าเรื่องได้เรียบง่ายและเจ็บลึก แต่เล่นประเด็นที่เบากว่า Now and Then Here and There ครับ เรื่องนี้จะเศร้ากว่าแต่เครียดน้อยกว่า Now and Then พอสมควร

- Gunslinger Girls: อนิเมเกี่ยวกับ child abuse เช่นกันครับ หนักใช้ได้ทีเดียว ถึงจะไม่เชิงสงครามแต่ก็ใกล้เคียงกัน เรื่องนี้โดยรวมดีหมด เล่าได้เนิบๆ ไม่จงใจคั้นอารมณ์เกินไป แต่ดันมาแผ่วปลายซะนี่ ไว้มีเวลาคงได้เขียนถึงครับ

- Saikano: เรื่องนี้ผมทนดูไม่จบเพราะรำคาญพระเอก-นางเอกล้วนๆ เลยครับ -_-“ (เป็นอคติส่วนตัวห้ามเลียนแบบ) แต่ก็เป็นอีกเรื่องเกี่ยวกับสงครามและทหารเด็กที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในจำนวนเรื่องที่ผมพูดมาทั้งหมด เพราะงั้นมันน่าจะมีอะไรดีที่ผมมองข้ามไปบ้างแหละน่า ...



อ๋า~~~~ สามเอนทรี่สุดท้ายมานี่ ผมทำเอาบล็อกตัวเองมืดมนลงเยอะเลยแฮะ -_-;


edit @ 2007/07/27 06:44:21

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ชอบเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ แต่ไม่ค่อยเคยเห็นใครพูดถึงเรื่องนี้เลย

เคยดูเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ รู้แค่ว่ามันโคตรเครียดและหดหู่ค่ะ

จนเมื่อเร็วๆนี้อยู่ดีก็มานั่งคิดถึงมัน อยากดูอีกครั้งจังค่ะ

ส่วนเรื่อง grave of the fireflies นี่ดูมาหลายรอบก็ร้องไห้ทุกรอบเลย เห็นด้วยว่าเล่นประเด็นง่ายกว่า เครียดกว่า

พอจบเรื่อง มีความรู้สึกนึแว่บขึ้นมาค่ะ

อยากกินแตงโมจัง มันต้องอร่อยมากแน่ๆ(ทั้งๆที่ปกติก็กินออกบ่อย ติดเบื่อด้วยซ้ำ)

#1 By Lover Boy on 2007-07-26 00:52

โอ้ เคยดูเมื่อนานมาแล้วเหมือนกันค่ะ ตอนนั้นอยู่ ม.4-5 ได้ บอกตามตรงว่ายิ่งเจอเนื้อเรื่องของซาร่า แล้ว ช็อกสุดๆเลยคะ ขนาดวิเคราะห์กับญาติ(ที่ดูเหมือนกัน)ตอนนั้นทั้งตอนเลยว่า เกิดอะไรขึ้น? (คงรู้น่ะค่ะว่าตอนไหน ^^!) แต่เป็นอนิเมที่ชอบเพลงเปิดมากค่ะ เมื่อก่อนดูก็ไม่ได้ตีความอะไรมากมาย คิดแต่ว่าเหมือนพระเอกได้ไปเจอ เรื่องราวชีวิต จริงๆที่ทำให้เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นมา (อย่างซาร่านี่ก็น่าจะใช้)

#2 By double (202.41.190.225) on 2007-07-26 08:52

แค่อ่านเอนทรีนี้ ผมก็เริ่มปวดหัวตุบๆแล้วล่ะครับ

อ่านพลอตและรูปแบบการนำเสนอของเรื่องแล้ว น่าสนใจมากครับ ชอบดูอะไรกดดันแบบนี้อยู่แล้ว ทำเอาอยากดูเลยทีเดียว...แต่ผมจะไปหาได้จากไหนล่ะนั่น

เรื่องการเน้น"คอนเซปต์หลัก" คอนเซปต์เดียวนี่ สำหรับผมแล้ว คิดว่าเป็นเดิมพันที่ยิ่งใหญ่มากๆ ไม่ว่าจะเป็นอนิเม นิยาย หรืออะไรก็ตาม

ถ้าเราถ่ายทอดออกมาได้ดี ตรงประเด็น ผู้ชมก็จะซึมซับสิ่งเหล่านั้นไปได้เต็มๆ และมี impact ด้านบวกที่แรงมากๆ กับเรื่องนั้น

แต่ถ้าทำไม่ได้...

ผมก็นึกไปถึงไซคาโนะซะทุกที...(ซึ่งผมทนดูอนิเมไม่ได้จนจบ และอ่านคอมิคคาไว้ที่เล่มรองสุดท้าย)

เหตุผลที่ไซคาโนะดัง ถ้าจะให้พูด ผมก็คงจะพอหาอะไรมาอธิบายได้บ้าง แต่ส่วนตัวแล้ว "ไม่ปลื้ม" เท่าไหร่ครับ กับพลอตที่กลวงโบ๋ไม่สมเหตุสมผล กับรูปแบบการดำเนินเรื่องที่อืดอาดสิ้นดี (+ คำแปลสุดจะบรรเจิดของ NED อีก ="=) ทั้งๆที่ความสัมพันธ์ของตัวละครและสตอรี่บอร์ด คิดว่าทำได้ไม่เลวเลย

มุมมองผม เห็นว่าเรื่องไซคาโนะ เน้นแนวคิดหลักแนวคิดเดียวเท่านั้นเลยจริงๆ คือคำถามที่ว่า "จะทำยังไง ถ้าคนที่เรารัก จะต้องจากไปในที่ๆเราไม่สามารถตามไปถึง" โดยไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโจทย์อื่นๆ(ที่โคตรไม่สมเหตุสมผล)เลยแม้แต่น้อย อย่าง สงครามเกิดขึ้นยังไง ทำไมต้องเป็นนางเอก ทำไมคนนี้ต้องตาย ทำไมมันไม่xxx กันซะที ฯลฯ

สุดท้าย ดูจนใกล้จะจบ นอกจากอาการไมเกรนที่ผมได้จากการอ่านคำแปลไทยงงๆแล้ว...ก็ไม่มีอิมแพคอะไรเป็นพิเศษครับ

#3 By Zieghart on 2007-07-30 01:50

^
^
หาดูได้จากไหน? ... ตุรกีมีทุกสิ่งให้เลือกสรร ครับ แต่ตอนนี้น่าจะตกไปหน้าหลังๆ แล้วละมั้ง?

สำหรับผม ไซคาโนะมันก็ออกแนว child abuse นะ และผมคงจะชอบเรื่องนี้ มากกว่าที่เป็นอยู่มากๆ ถ้าโดยพื้นฐานแล้วจิเสะเป็นเด็กที่ร่าเริงกว่านี้น่ะ -_-"

จิเสะเธอเล่นร้องไห้โยเยตั้งแต่ต้นเรื่อง ยอมเป็นผู้ถูกกระทำแล้วก็ทำได้แต่ร้องไห้ ...แทนที่จะสงสารผมดันหงุดหงิดแทนซะนี่ (~-_-)~
แวะเข้ามามึนๆค่ะ


โอต้องขอบคุณมากๆสำหรับเรื่องวันนั้น



ขอโทษด้วยนะคะ ที่ทำตัวดูบ้าบอไปมาก

#5 By Alonegirl (125.26.54.226) on 2007-08-01 17:26

แวะมาชอมบล๊อกหน่อย

กำลังรอเรื่องนี้ภาพแปลซับไทย จากพี่เก้าอยู่ครับ lol ( ซึ่งไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ )

#6 By Detonator on 2007-08-01 23:13

เป็นเรื่องที่ผมดูแล้ว คิดจะทำ Subtitle ไทย ทันทีครับ (กระทู้ใน AF ก็เปิดไว้) เพราะผมชอบมากๆๆ

เรื่องนี้นอกจากจะสะท้อน ความโหดร้ายของสงคราม ที่ไม่เคยก่อประโยชน์ให้ใครทั้งทางรูปธรรมและนามธรรมแล้ว ยังสอนให้เรารู้รัก ธรรมชาติ ด้วยน่ะครับ เพราะเหมือนมีตัวแทนของ Mother Nature อยู่ในเรื่องด้วย

ผมเคยดูตั้งแต่สมัยมันฉายใน AXN สมัยนั้นไม่มี anime แนวนี้เลย ถึงขนาดต้องรีบอัด VDO เอาไว้ทันที

สองตอนสุดท้ายบีบหัวใจมากครับ ดูแล้วน้ำตาจะไหล ... ล่าสุดเพิ่งได้โหลด Bit มาดูซ้ำ ดูตอนจบแล้วเหมือนอยู่ในภวังค์ไปหลายชั่วโมง

#7 By Gow27 (58.64.105.175) on 2007-08-03 10:06

เพิ่มอีกนิดครับ ลืมเขียน

เวลาดูดูเรื่องนี้แล้ว อดเอามาเทียบกับ Saikano ซึ่งดังกว่า ไม่ได้... ผมไม่เข้าใจว่าทำไม Saikano ถึงดัง อาจเพราะมันขายเหล่าโอตาคุด้วยตัวละครและแนวเรื่องที่พยายาม "แสร้งจะให้แรง" แต่สาระของมันกลวงมากๆ

ผมรู้สึกว่า Now and Then ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งตรงนั้นแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันโทนเรื่องก็ไม่ได้มีเวลาให้เด็กๆ มาทำตัว น้ำเน่า ในสถานการณ์ที่ไม่อำนวยแก่การนึกถึงแต่เรื่องรักๆ ใครๆ แต่อย่างใด

สำหรับ Saikano เวลาดูแล้ว ผมนึกถึงการได้อิทธิพลจาก Now and Then มา ผสมกับเรื่อง Hoshi no Koe มาผสมกัน แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะไม่สามารถเรียกความโหดร้ายของสงคราม แล้วก็ไปไม่ถึงอารมณ์สูงสุดของดราม่า ได้เลย นอกจากเอาตัวละครมา ตะโกนแข่งกันให้หยวกหู และน่ารำคาญ

อ้าว ไหงกลายเป็นวิจารณ์ Saikano ซะงั้น

#8 By Gow27 (58.64.105.175) on 2007-08-03 10:11

เรื่องนี้ไม่เคยดูแฮะ แต่ถ้าเป็นสุสานหิ่งห้อยล่ะก็เคย 5555

ส่วน Saikano เคยอ่านแต่หนังสือการ์ตูน ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะเราเป็นผู้หญิงรึเปล่าหว่า (เกี่ยวมั้ย) ไอเดียของเรื่องก็เท่ดีนะ แต่มันไม่เข้าถึงใจ ไม่รู้ว่าเป็นอะนิเมแล้วจะถ่ายทอดออกมาได้ดีแค่ไหน

#9 By + + n e o r o s i f i x + + on 2007-08-07 16:50

จำได้ว่าเคยดูทางช่อง AXN เมื่อซักหลายๆ ปีที่แล้ว (4 - 5 ปีมั้ง สมัยที่ AXN ยังฉายซามูไรพเนจรอยู่เลย)

เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องนี้เท่าที่ควรครับ เพราะมันสะท้อน "ความจริงที่เราแกล้งทำลืมๆ" ทั้งนั้น ความจริงที่ถ้าเราหันไปเห็นเมื่อไหร่ จะมองโลกด้วยสายตาแบบเดิมอีกไม่ได้ (ถึงนั่นจะขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคนก็เถอะ)

ตอนแรกก็หงุดหงิดกับนิสัยของพระเอกเหมือนกัน บ้าเลือดคงเส้นคงวาเสมอต้นเสมอปลายไปตั้งแต่ต้นยันจบเรื่อง แต่พอได้ฟังคุณปูทันวิเคราะห์แล้วก็ถึงได้คิดได้ ว่าความบ้าเลือดไม่คิดหน้าคิดหลังของหมอนี่ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว (อย่างน้อยก็สำหรับนาบูก้าละนะ ถึงเจ้าตัวจะปฏิเสธแค่ไหนก็เถอะ)

#10 By Drake (124.120.17.248) on 2007-08-08 00:07

^
^
โอ้ คุณ Drake สปอยล์เบอรี่รายสัปดาห์ ห้องการ์ตูน เฉลิมไทยหรือเปล่ืาครับนี่? คนเดียวกัน?

ถ้าใช่ ผมเป็นแฟนสปอยล์คุณอยู่นะ
^^
^^
^^
ครับ ใช่แล้วละครับ

ขอบคุณที่ติดตาม Spoil ของผมครับ

ตอนฉาย AXN จำได้ว่าพลาดโอกาสดูตอนจบทู้กทีเลย (ได้ดูแค่ 1 - 12) จนมาเจอแฟนซับเรื่องนี้จากที่อื่นเข้าโดยบังเอิญ เลยได้มีโอกาสดูตอนจบของเรื่องจนได้...

ดูตอนจบแล้วอยากบอกคำเดียวว่า... หวังว่านายคาซิมจะเป็นพ่อของลูกในท้องของ **ตื๊ด** นะ (ใครดูจบแล้วก็รู้เองแหละ ว่าในเซ็นเซอร์คือใคร)

#12 By Drake (124.121.247.60) on 2007-08-09 22:51

^
^
ดูจากโทนของเรื่องในตอนจบแล้ว ผมก็อยากจะเชื่อแบบนั้นเหมือนกันครับ
น้อมรับสูตรเอาไว้ เผื่อจำเป็น

หวังว่าคงไม่ต้องใช้
รีวิวได้คมคายมากขอรับ - - b อ่านแล้วอยากหามาดูอีกรอบเลย

แวบแรกที่พบเจอกับเรื่องนี้แทบมองข้ามไม่ไยดี เพราะไม่มีอะไรดึงดูดเป็นพิเศษจริงๆ แถมยังรู้สึกว่ามันมีกลิ่นเชยๆอีกต่างหาก ดูจบตอนแรกนึกว่าเป็นการ์ตูนเด็กผู้ชายบ้าพลังผจญโลกต่างมิติธรรมดา แต่ตอนนั้นไม่มีอะไรดูเลยดูต่อ
แล้วพอผ่านตอนของซาร่าไป ก็พบว่าเข้าใจผิดซะแล้ว... อยากเลิกดูก็ไม่ได้เพราะอยากรู้ว่ามันจะเป็นไงต่อ

เห็นด้วยสุดๆเลยครับว่าช่วงแรกๆ ไอ้เจ้าชูนี่แหกปากโวยวายราวกับคุณหนูขี้วีนก็ไม่ปาน
แต่พอดูไปเรื่อยๆก็ได้รู้ว่า ถ้าขาดพลังบ้าของหมอนี่คงแย่ ไปๆมาๆกลับอยากเชียร์ให้มันบ้าขึ้นๆ แถมรู้สึกว่ามันบ้าได้ไม่พอความต้องการด้วยซ้ำ

เพราะความบ้าของมันคือความตรงไปตรงมาที่คิดแล้วทำเลย เป็นพลังเดียวที่ฉุดคนดูให้เห็นว่าเรื่องนี้ยังมีความหวังอยู่บ้าง

เป็นอนิเมที่ระหว่างดูต้องกำรีโมตแน่น ดูจบแล้วอยากปาทีวีทิ้ง วิ่งออกไปตะโกนว่า บะซบ ทีเดียว (เวอร์ไปมั้ยเนี่ย)

แหม อยากอ่านรีวิวเรื่องนี้ของคุณปูทันแบบละเอียดๆจังครับ


#15 By blue_mouse (202.44.8.100 /10.7.2.241) on 2007-08-12 03:29

โอ้ ขอบคุณมากเลยครับ น่าสนใจมากๆ ชื่อเรื่องอะไรนะครับ สงกะสัยว่าต้องหัดดูอนิเมะขึ้นมาบ้าง

#16 By Ion on 2007-08-20 15:58

^
^
ชื่อเรื่องตามหัวเอนทรี่เลยครับ: Now and Then, Here and There

ถ้าไม่ได้เป็นสมาชิกเว็บ direct download อยู่ ก็คิดว่ายังสามารถหาโหลดฟรีทาง bit ได้ครับ

ยินดีที่ได้รู้จักครับ
เคยดูเรื่องนี้ช่อง AXNตอนอายุประมาณ12-13ขวบ(6ปีที่แล้ว)
ซึ่งดูไม่รู้เรื่องสุดๆ -- --"

ตอนนี้อ่านรีวิวแล้วอยากดูอีกที เพราะตอนนั้นรู้สึกเรื่องมันเครียดจนไม่น่าดูเลย -- --"

#18 By โอตากิ on 2008-07-27 00:32

ขอบคุณที่รีวิว

กำลังจะบิทมาดูอยู่
แวะมาหา รีวิวอ่านหน่อย
ก่อนหน้านี้ เคยดูทาง ยูบีซีบ้างแต่ไม่ติดต่อ
เพราะ เรียน มหาลัย ตจว.

#19 By 7-9 (118.173.63.90) on 2008-09-20 03:34