เรื่องมันมีอยู่ว่า...

เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้เข้าฟังเลคเชอร์ของอาจารย์ฝรั่งสองท่านที่ทางมหาวิทยาลัยเชิญมาสอน block course สั้นๆ เพียง 2 อาทิตย์ต่อหนึ่งคอร์ส (แต่เรียนเช้ายันเย็นตั้งแต่จันทร์-เสาร์ และมีการบ้านทุกวันนะครับ เหอๆ)

แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วันนั้น ผมกลับได้ยินคำพูดที่ไม่เคยหลุดจากปากอาจารย์ท่านไหนตลอดการเรียนวิชาสายวิทย์-คณิตตั้งแต่เกิดมาจนถึงระดับ ป.โท

อ. ท่านแรกพูดว่า

"...By the philosophy, it is naturally true that..."
(...โดยปรัชญาแล้ว เรื่องนี้ก็ย่อมจะเป็นจริงไปตามธรรมชาติ...)

อีกท่านหนึ่งพูดว่า

"...Although this algorithm is feasible, its mathematics is not elegant..."
(...ระเบียบวิธีนี้อาจแก้โจทย์ได้จริง แต่ก็ไร้ซึ่งความงามทางคณิตศาสตร์...)


อันที่จริงผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาที่ อ. เลคเชอร์หรอกครับ (ฮา) แต่ก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่มีค่ามากๆ นั่นคือแก่นของวิทยาศาสตร์ที่ผมเคยหลงลืมไป

เพราะแท้จริงแล้ววิชาวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เพียงแค่การท่องตำราหรือการฝึกหัดทำโจทย์ปัญหา แต่มันคือปรัชญาอันว่าด้วยการเรียนรู้ธรรมชาติ

บางทีสาเหตุที่ผมไม่เคยได้ยินคำพูดเชิง appreciation (การวิจารณ์คุณค่า) ในวิทยาศาสตร์จากปากของอาจารย์ไทยเลย อาจเป็นตัวสะท้อนถึงความจริงข้อหนึ่ง นั่นคือหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาสายคณิต-วิทยาศาสตร์ของบ้านเราล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการผนวก concept (แนวคิดหลัก) ของวิชาให้เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะ-วัฒนธรรม

ถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่าไอ้เจ้าของบล็อกนี่มันบ้า ศิลปะคือศิลปะ พูดถึงศิลปะมันก็ต้องพวกสายศิลปศาสตร์หรือศิลปกรรมโน่น จะเอามารวมกับวิทยาศาสตร์ได้ยังไง?

แต่อย่าลืมนะครับว่าวิชาวิทยาศาสตร์ที่เราเรียนๆ กันอยู่นี้มีรากฐานมาจากอารยธรรมฝั่งตะวันตก โดยเริ่มจากนักคิดนักปรัชญาทั้งหลายที่พยายามจะอธิบายธรรมชาติ แล้วจึงค่อยๆ พัฒนามาเป็นตรรกะ ระบบการคิด กฎ ทฤษฎีต่างๆ อย่างที่เห็นในตำราเรียน ทุกสิ่งทุกอย่างมันค่อยๆ ฝังราก จนกลายเป็นวัฒนธรรมทางความคิดของคนฝั่งตะวันตกไปแล้ว

สรุปได้ว่าการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ มันก็คือการเรียนรู้ศิลปะ-วัฒนธรรมของเขาในอีกรูปแบบหนึ่งนั่นล่ะครับ

คำถามอยู่ตรงนี้ครับ ถามว่า "เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะเรียนรู้วัฒนธรรมของชนชาติหนึ่งๆ โดยไม่ทำความเข้าใจความคิดของชาตินั้นเสียก่อน?"

ทำได้ก็แปลกไปหน่อยละ

หากสอนให้นักเรียนเข้าใจคุณค่าของวิชาไม่ได้ นั่นก็เท่าก้ับว่าการเรียนการสอนนั้นล้มเหลวตั้งแต่ต้น วิทยาศาสตร์ของนักเรียนส่วนใหญ่จึงมีราคาค่างวดเพียงแค่เกรดในสมุดพก เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อให้นักเรียนจำสูตรได้ ทำข้อสอบถูกหมด คะแนนเหล่านั้นจะมีความหมายอะไร?



จบดื้อๆ เมื่อหมดมุขตามสูตร ขอปอลอไว้นิดนึงว่าแรงบันดาลใจของเอนทรี่นี้ มาจากข่าว "ชาวบ้าน จ.แพร่ แห่บูชาบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์" กับเมลลูกโซ่ "เสาผีสุวรรณภูมิ" ที่กำลังระบาดในหมู่นักเล่นเน็ตครับ

ไปโยงกันเอาเอง ครับเด้อครับ...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

มีรุ่นพี่ คนนึงตอนเรียนที่ เกษตร

look พี่แกเหมือน เด็กศิลปกรรม มากกว่า Programmer ในตำนาน.... สุดๆ


เขาเคยบอก ว่า
Java มันก็ดี Garbage Collection ทำให้คนสะดวก


แต่มันไม่ สวยสดงดงาม เท่า C++



(~ - - )~ คนที่เข้าใจถึงความงาม ในวิชาสายวิทย์ ได้นี่มันต้องสุดยอดมากๆ แน่ๆ

#1 By gomora on 2007-01-10 01:15

โห
อาจารย์นายสองคนเด็ดมาก!
เป็นเอนทรีที่ถูกใจน่าดูเลย
>w<

#2 By mikan on 2007-01-10 01:41

อืมมม เด็กสายศิลป์เริ่มเข้าใจขึ้นมานิดๆแล้วค่ะ ฮ่าๆ ว่าแต่ เฮียว่างมากใช่ไหมเนี่ยยยย+

#3 By กิ๊ฟ (58.10.33.8) on 2007-01-10 11:01

อืม..... ผมจบสายวิทย์มานะ ผมว่าที่เราเรียนๆเคมีกะฟิสิกส์ไปอ่ะ ถ้าเราได้เห็นของจริง ได้เห็นความเป็นธรรมชาติของมัน ผมว่ามันทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นจริงๆนะ
...อ่านแล้วจี๊ดเลยครับ...เป็นสิ่งที่ผมมองข้ามมานานเหมือนกัน

...ตั้งแต่เรียนผ่านมัธยมต้น มัธยมปลาย จนมาเรียนมหาลัยได้หลายต่อหลายปี...ที่ไหนซักแห่งนี่ล่ะ ที่ผมว่าตัวเองคงหลงทางไปค่อนข้างมากกับเรื่องของมุมมองที่มีต่อสิ่งที่ศึกษาอยู่

...ตั้งหน้าตั้งตาเรียนไป จดจำ แก้ปัญหาต่างๆอย่างสุดความสามารถ จะสุขจะทุกข์ก็ยังก้มหน้าก้มตาทั้งท่องทั้งจำกันต่อไป...ทั้งๆที่ แก่นที่แท้จริงของสิ่งที่เรียน มันก็อยู่ในหน้าแรกของทุกวิชาอยู่แล้ว...ไม่ว่าจะวิชาอะไร...ถูกจัดแบ่งไปอยู่สาขาอะไร โดยใครก็ตาม...

มันก็เป็นการศึกษาเพื่อเข้าถึงธรรมชาติกันทั้งนั้นแล...

#5 By Zieghart on 2007-01-12 23:59

กลับมา Tag นะครับ

ฝากด้วยนะพี่ อยากอ่านมุมมองชีวิตปูทันครับ

#6 By Zieghart on 2007-01-13 16:54

เราเห็นด้วยนะ 100%

ที่ยังเรียนได้ทุกวันนี้ เพราะชอบความงามของวิชาการนั่นแหละ ฟังดูก็เหมิอนเด็กnerd แต่เรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ และชีวิตการเรียนเราก็เปลี่ยนไปเพราะความรู้สึกเนี้ยแหละ
จริงๆ หลักสูตรสมัยนี้เรียนแต่"ผล"กับ "วิธีการแก้ปัญหา" แต่ไม่ได้แนะ"ที่มาของปัญหาที่ต้องแก้แบบนั้น" เลย

เราเรียนอินทิเกรต โดยไม่รู้ว่ากว่ามันจะมาเป็นสูตรสำเร็จได้ทุกวันนี้ นิวตันและไลซ์นิตย์มันเจอปัญหาอะไรบ้าง มันทะเลาะอะไรกันบ้าง

เราเรียนทรานซิสเตอร์ รู้ว่าเจอทรานซิสเตอร์ต่อแบบนี้แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่ไม่ได้เรียนว่าทำไมถึงต้องมีมัน ห้าสิบปีที่แล้วทำไมมีคนอุตริไปใส่อิเลกตรอนเพิ่มและโฮลเพิ่มในซิลิกอน และคิดยังไงทำไมต้องเอามาต่อกัน

เราเรียนกฎของนิวตัน โดยไม่รู้ว่าทำไมแค่นิวตันเห็นแอปเปิลตกแล้วถึงได้คิดอะไรมากมายไปหมด

เราเรียงตารางธาตุ โดยไม่รู้ว่าทำไมนักเคมีถึงต้องเอาธาตุทั้งหลายมาใส่ตาราง ไม่รู้อีกว่าตารางธาตุเวอร์ชั่นปัจจุบันมันเปลี่ยนมาเป็นพันรีวิชั่นแล้ว

ประมาณนี้แล ทำให้เด็กสายวิทย์ชอบถามคำถามที่ตอบได้ยากว่า "เราเรียนไอ้นี่มาทำไม(ฟะ)"

#8 By มโนมัย (58.181.137.130) on 2007-01-31 13:13

^
^
พี่ออ? จริงๆเราได้เรียนกันนะ เพียงแต่เราไม่ได้สนใจเท่านั้นเอง
โอ้ ฟีลลิ่งเดียวกันเลยครับ ขอแอดเลยนะครับ

#10 By Ion on 2007-08-20 15:34

ตอนผมเรียนมหาวิทยาลัย
ตอนทำ Project อาจารย์ที่ปรึกษาผมมักจะถามและให้อธิบายสูตร ในความหมายเชิงกายภาพอยู่เสมอ
หรือ เมื่อผลเฉลยออกมาแล้ว ก็ให้อธิบายความหมายของคำตอบ

ปล.อาจารย์จบจากญี่ปุ่น

#11 By O Freunde on 2008-07-31 04:04