ทีแรกก็ว่าจะลงมุขศาสตร์ตอนต่อ แต่ขอลัดคิวด้วยรีวิวละคอนเวทีคลาสสิก “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” หรือ Man of La Mancha ซึ่งลงโรงฉายอยู่ที่รัชดาลัยเธียเตอร์เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน ด้วยความประทับใจอย่างสุดซึ้งครับ

Disclaimer: สปอยล์แหลกราญ -- Read at your own risk!

 

โปสเตอร์ของละครเวที Man of La Mancha

 

 เรื่องย่อ

เรื่องเริ่มเมื่อมิเกล แซร์บันเตส เจ้าหน้าที่เก็บภาษีตงฉิน ออกหมายรื้อถอนโบสถ์ที่ไม่ยอมจ่ายเงินภาษี จึงถูกอำนาจมืดของศาสนจักรยัดข้อหากระทำตนเป็นภัยต่อศาสนา และถูกส่งตัวมาอยู่ในเรือนจำเพื่อรอการตัดสินคดี ระหว่างที่รอนั้นแซร์บันเตสได้เล่าเรื่อง “ความผิด” ของตนให้เหล่านักโทษร่วมคุกฟังในรูปแบบของบทละคอนซึ่งมีตัวเอกนามว่า “ดอน กิโฆเต้”

เรื่องย่อ (ซ้อน)

อลองโซ กิฆาน่า เป็นตาเฒ่าไม้ใกล้ฝั่งที่คลั่งเทพนิยายและนิยายอัศวินเข้าเส้น อยู่มาวันหนึ่งตาแกก็เกิดเป็นโรคประสาทหลอน หลงผิดคิดว่าตัวเองเป็นอัศวิน จึงอุปโลกน์ตัวเองเป็น “ดอน กิโฆเต้ แห่งลามันช่า”

 

อลองโซ กิฆานา (ดอน กิโฆเต้ -- ภาพประกอบจากฉบับนิยาย)....ใครว่า "โอตากุ" คนแรกเป็นคนญี่ปุ่น?

 

ด้วยใจฮึกหาญ อัศวินเก๊กิโฆเต้ขึ้นควบม้าผอมๆ เท่าที่เหลืออยู่ในคอก ออกเดินทางไปพร้อมกับคนรับใช้ซานโช่เพื่อปราบคนพาลอภิบาลคนดี และเพื่อต่อสู้ตัดสินกับ “จอมมารมายาลวง” ผู้ชั่วร้ายเพื่อสันติสุขอันยั่งยืนของโลก

 

ดอน กิโฆเต้ กับซานโช่ แต่งองค์ทรงเครื่องไปงานคอสเพลย์ (ตรึ่งโป๊ะ~!!)

 

แต่อนิจจา ดอนกิโฆเต้หลงผิดไปสองเรื่องใหญ่ๆ

เรื่องแรกคือ อาณาจักรสเปนในยุคนั้น ไม่มีอัศวินเหลืออยู่อีกแล้วแม้แต่คนเดียว

อีกเรื่องหนึ่งคือ จอมมารมายาลวงไม่มีตัวตนอยู่จริง

เนื้อเรื่องจะเล่าสลับไปมาระหว่างความเป็นไปของแซร์บันเตสในคุกและการผจญภัยของดอนกิโฆเต้ บุคคลในจินตนาการผู้หลงใหลอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ (งงมั้ย? ผมก็งง)

 

ตาเฒ่าสติแตกแห่งลามันช่า

บทบาทของดอน กิโฆเต้เริ่มที่ฉากอันมีชื่อเสียงที่สุดของเรื่อง (และกลายเป็นสัญลักษณ์ของ Man of La Mancha ในเวลาต่อมา) นั่นคือฉากที่ดอนกิโฆเต้ชักดาบแล้วปราดเข้าต่อสู้กับกังหันลม เพราะเข้าใจว่ากังหันลมเป็นมังกรโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของซานโช่ ... แค่ฉากนี้ฉากเดียวก็ประทับภาพความเป็น “อัศวินบ้า” ของดอนกิโฆเต้ไว้ในใจของผู้ชมอย่างได้ผล และจากนั้นดอนกิโฆเต้ก็เข้าใจว่าโรงเตี้ยมตรงหน้าเป็นปราสาท ซึ่งก็คงทำให้ผู้ชมไม่ประหลาดใจกับลูกบ้าของเขาที่จะตามมาเป็นระลอกๆ อีกต่อไป

 

 

ถึงจะไม่เคยอ่านนิยายหรือดูละคร แต่ใครๆ ก็รู้จักดอน กิโฆเต้ ในภาพของอัศวินกำมะลอสุดต๊องส์ ผู้ท้าสู้กับกังหันลม

 

ในร้านเหล้าใต้โรงเตี๊ยมซอมซ่อ ดอน กิโฆเต้ ได้พบกับหญิงโสเภณีนาม อัลดอนซา และตกหลุมรักนางในทันที ดอนกิโฆเต้ไม่ยอมเชื่อว่านางชื่ออัลดอนซ่า (ซึ่งเป็นชื่อชาวบ้านๆ) จึงเรียกนางว่า "ดัลซิเนีย" ซึ่งเหมาะสมกับยอดหญิงผู้สูงศักดิ์ (ในจินตนาการของดอนกิโฆเต้) อย่างเธอมากกว่า พอตกค่ำ ดอนกิโฆเต้ได้เีขียนจดหมายรักถึงดัลนิเซียนางในดวงใจ พร้อมพร่ำพรรณาถึงความรักที่มีต่อเธออย่างหวานเลี่ยนแบบที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เจอมาก่อนในชีวิต

แม้ความเลอะเลือนของดอนกิโฆเต้ จะกวนใจอัลดอนซาอยู่ไม่น้อย แต่สิ่งที่หล่อนได้รับจากเขา ก็ช่างต่างกับผู้ชายทุกคนที่เธอเคยผ่านมาแล้วราวฟ้ากับเหว อัลดอนซาผู้ชินชากับการทอดกายเพื่อแลกเศษเงินเลี้ยงชีพ เริ่มหวั่นไหวกับบุรุษที่ปฏิบัติกับเธอราวยอดหญิง เขาสาบานว่าจะยอมตายเพียงเพื่อแลกกับการขออุทิศชัยชนะของเขาให้กับเธอ และเอ่ยนามของเธอเพื่อปลอบประโลมใจในยามพ่ายแพ้

หัวใจที่ปิดตายของนางโสเภณีกร้านโลก เริ่มเปิดรับตาเฒ่าเพ้อเจ้อไม่เต็มเต็งคนนี้ อย่างช้าๆ...ท่ามกลางเสียงโห่ฮาเยาะหยันของสังคม

 

อัลดอนซา (ภัทรวรินทร์ ทิมกุล) และดอน กิโฆเต้ (เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์)

 

ดีหรือบ้า? กล้าหรือเพี้ยน?

ดอนกิโฆเต้ คือตัวแทนของอัศวินผู้มีเลือดเนื้อเป็นอุดมคติ สวมใส่เกราะผุๆ ที่มีชื่อว่าความบ้า เกราะแห่งความบ้านี้เองที่ช่วยคุ้มกันอุดมคติของเขามิให้แตกสลาย แต่ในขณะเดียวกันก็ขวางกั้นระหว่างอุดมคติและสังคม และทำให้ระยะห่างของสองสิ่งนี้ (ซึ่งโดยธรรมชาติก็ไม่ได้ใกล้กันอยู่แล้ว) ยิ่งกว้างขึ้นเข้าไปอีก

เมื่อดูจนจบเรื่อง ผู้ชมทุกคนคงเห็นพ้องว่าเขาเป็นคนวิกลจริตอย่างไม่ต้องสงสัย

พอๆ กับที่เขามีหัวใจอันงดงามของวีรบุรุษโดยมิพักต้องสงสัยเช่นเดียวกัน

ผมรู้สึกอายตัวเองที่หัวเราะดอนกิโฆเต้ในฉากเปิดตัวของเขา ที่เขาต่อสู้กับกังหันลมด้วยหลงผิดคิดว่ากังหันลมนั้นคือมังกรตัวมหึมา

 


 

จริงอยู่ จริตที่วิกลทำให้เขาเห็นกังหันลมเป็นมังกร หากแต่เป็นความกล้าหาญโดยแท้ ที่ทำให้เขาเข้าประจัญต่อสู้กับ “มังกร” ตนนั้นด้วยตัวเพียงคนเดียว

ถ้าผม “มองเห็น” มังกร ผมก็ตอบได้ไม่เต็มปากนักว่าผมจะทำได้อย่างที่ดอน กิโฆเต้ทำ “วีรกรรม” ของดอนกิโฆเต้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่ามังกรมีอยู่จริงหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเขากล้าสู้กับ “มังกร” หรือเปล่าต่างหาก

เช่นเดียวกัน แม้ว่าดอนกิโฆเต้จะเพ้อถึงแต่อุดมคติเลิศลอยอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่มีใครเถียงได้ว่าเขารักษาสัตย์ สุภาพอ่อนน้อม ให้เกียรติอิสตรี มีเมตตาต่อคนทั่วไป ศรัทธาในความดีของมนุษย์ ไม่ด่วนตัดสินคน สู้ถวายชีวิตเพื่อปกป้องคนที่ถูกข่มเหงรังแก ไม่เหยียดหยามซ้ำเติมผู้แพ้ และไล่ตามความฝันโดยไม่ท้อถอยได้อย่างที่พูดไว้ ดังนั้นคุณธรรมของดอนกิโฆเต้หาได้กลายเป็นคำมดเท็จเพราะอัศวินได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้วไม่ กลายเป็นเรื่องเหลวไหลเพราะเขาพ่ายแพ้มาแล้วนับสิบครั้งหรือก็เปล่า หากแต่เป็นจริงได้เพราะเขาสามารถยึดมั่นในปฏิญญาแห่งอัศวินจวบจนสิ้นชีวิต

เขาง่อยเปลี้ย เขาป้ำเป๋อ เขาขี้ฝอย แต่ไม่ว่าใครก็ดูถูกเขาไม่ได้ เพราะมีเพียงน้อยคนบนโลกนี้ที่ทำได้อย่างเขา

 

อุดมคติและความบ้า

แม้จะออกเกินจริงไปบ้างเพื่อรสชาติของความเป็นบทละคอน แต่ดอนกิโฆเต้ คือตัวแทนความเป็นอุดมคติของแซร์บันเตสผู้แต่งนั่นเอง ระหว่างพักกึ่งเรื่อง (ซึ่งเป็นเบรกเฉพาะของแซร์บันเตส แต่ผู้ชมไม่มีเบรกครับ...ดูกันรวดเดียวประมาณสอง ชม. ครึ่ง) ก็จะเป็นวิวาทะระหว่างแซร์บันเตสและเพื่อนมนุษย์ในเรือนจำ ว่าด้วยอุดมคติและความเป็นจริง เหล่านักโทษต่างเหยียดหยามแซร์บันเตสอย่างที่เหล่าโจรในโรงเตี้ยมเย้ยหยันดอนกิโฆเต้ บอกว่า “ความฝันอันสูงสุด” เหล่านั้นเป็นเรื่องเพ้อเจ้อทั้งเพ และกวีอย่างแซร์บันเตสก็ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าหรือคนอ่อนโลก ที่ไม่เคยจะยอมรับความจริงและ “มองโลกอย่างที่มันเป็น”

แม้ในบางครั้ง บ่าวผู้ซื่อสัตย์อย่างซานโช่ ก็สงสัยในความไร้เดียงสาของผู้เป็นนายอยู่บ้าง

 

“โธ่นายท่าน...ก็ตาของข้าไม่ได้สร้างโลกนี่ ข้าก็แค่มองโลกอย่างที่มันเป็นเท่านั้นล่ะ”

 

หากแต่ความจริงแล้ว ทั้งแซร์บันเตสและดอนกิโฆเต้ต่างเป็นผู้ผ่านโลกมามากทั้งคู่ หาได้เป็นคนอ่อนโลกอย่างที่ใครกล่าวหา จุดนี้แซร์บันเตสได้พูด (นัยว่าพูดแทนดอนกิโฆเต้ อย่างที่เขาปล่อยให้ดอนกิโฆเต้พูดแทนเขา) ตอบโต้ว่า:

 

“ผมใช้ชีวิตมาเจียนจะห้าสิบปีแล้ว

เคยเป็นอะไรมามากมายรวมถึงการเป็นทหาร

ผมได้เห็นสหายร่วมสมรภูมิ ล้มตายไปต่อหน้าคนแล้วคนเล่า

หลายคนในนั้นพูดกับผมว่า ‘ทำไม...?’ ก่อนที่จะสิ้นใจ

ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้ต้องการถามว่า 'เขาตายเพราะอะไร'

แต่ถามว่า 'เขามีชีวิตอยู่มาเพื่ออะไร' ต่างหาก

เขาตายไปโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเขาเกิดมาเพื่อสิ่งใด

โลกเราน่ะมันช่างโหดร้าย และมีแต่เรื่องบ้าบออยู่เต็มไปหมด

แล้วท่านเอาอะไรมาตัดสินเล่า ว่าสิ่งใดคือความบ้า?

บางทีการพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เป็นอยู่นั่นแหละ คือความบ้า

การยอมล้มเลิกความใฝ่ฝันสิ อาจเป็นความบ้า

และที่สุดของความบ้าทั้งปวงนั้น

คือการที่เรามองชีวิตอย่างที่มันเป็น

แทนการมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น!”

 

สวยงาม สะเทือนใจ ... อ่านบทพูดข้างบนแล้วได้อารมณ์แค่ไหน เวลาดูของจริงสดๆ ให้คูณไปซัก 100 เท่า

(หมายเหตุ: ผมแกะบทพูดบางส่วนเอาจากความทรงจำ อาจมีผิดพลาดไปบ้างต้องขออภัย)

 

อุดมคติและความเป็นจริง

ส่วนที่ผมชอบ “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” เอามากๆ จุดหนึ่งก็คือ แม้เนื้อเรื่องจะเชิดชูอุดมคติแบบโรแมนติก แต่โลกภายในละคอน กลับเป็นโลกที่โหดร้ายไม่ต่างกับโลกแห่งความเป็นจริงของเรา เช่นเดียวกับตัวละคอนประกอบอื่นๆ ที่ไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับความคิดของดอน กิโฆเต้เลย การเลือกใช้ชีวิตในแบบของดอน กิโฆเต้จึงไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ และต้องลำบากยิ่งกว่าคนธรรมดาทั่วๆ ไปด้วยซ้ำ

ฉากที่อัลดอนซาถูกเหล่าโจรรุมข่มขืนย่ำยีเพียงไม่นานภายหลังจากที่เธอยอมรับอุดมคติของดอนกิโฆเต้ ก็ราวกับเป็นการตบหน้าผู้ชมอย่างจังคล้ายกับจะบอกว่า “แต่เดี๋ยวก่อน ... เส้นทางชีวิตแบบนี้มันไม่หมูอย่างที่คิดหรอกนะ”

พอมาถึงฉากนี้ คนดูก็ต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอีกคำรบว่า จะเตรียมใจเพื่อใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญแต่ต้องทนทุกข์ หรือยอมกลับไปใช้ชีวิตอย่างเฉยชาต่อทุกสิ่งเพื่อความสะดวกสบาย? ... เคราะห์กรรมของอัลดอนซาเกิดจากความลุ่มหลงในอุดมคติไร้แก่นสาร หรือเกิดจากความหยาบช้าของมนุษย์ในโลกเบี้ยวๆ ใบนี้กันแน่?

ทางเตียนเวียนลงนรก ทางรกวกขึ้นสวรรค์ นี่ก็สัจธรรมอีกข้อนึง

 

 

อย่างไรก็ตาม บทละคอนก็ยังให้ความหวังแก่ผู้ชมในตอนท้าย...ภายหลังการตายของดอน กิโฆเต้ อัลดอนซา เรียกตัวเองว่า “ดัลซิเนีย” อันเป็นชื่อที่ดอน กิโฆเต้ตั้งให้ เป็นการบอกโดยนัยว่าอุดมคติของดอนกิโฆเต้ได้รับการสืบทอด และดัลซิเนียจะไม่กลับไปเป็นโสเภณีอีกต่อไป

การเดินทางของดอนกิโฆเต้สูญเปล่า? ไม่จริงหรอก...เพราะอย่างน้อยเขาก็ได้ “ช่วย” ผู้หญิงคนหนึ่งเอาไว้

เขาตายก่อนความฝันจะบรรลุ แต่ไม่เป็นไร เพราะมีคนอีกอย่างน้อยก็หนึ่งคน ที่พร้อมจะไล่ตามมันเพื่อเขา

 

บทสรุป

ผมมองว่าดอน กิโฆเต้ เป็นแอนติฮีโร่ คือมีส่วนที่น่าเอาอย่างพอๆ กับส่วนที่ไม่น่าเอาอย่างคนหนึ่ง (และแน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากเอาอย่างเขาตรงที่เป็นโรคจิตหลอน) ความคิดของเขา แม้น่าขบขัน แม้ดูเพ้อฝัน แต่ก็มีแง่งามให้จับต้อง มิติความเป็นตัวละครที่ลึกซึ้งเช่นนี้จึงทำให้ดอน กิโฆเต้เป็นคาแรกเตอร์ที่มีเสน่ห์

คนที่รักดอน กิโฆเต้ ก็คงจะรักอุดมคติของเขาด้วยไม่มากก็น้อย

ในขณะที่เราว่ายอยู่ในมหาสมุทรแห่งความเป็นจริงที่เวิ้งว้างมองไม่เห็นฝั่ง สภาพแวดล้อมอาจบีบเราให้หมกมุ่นอยู่แต่การประคองตัวให้รอด การมองไปรอบๆ ตัว ซ้ายทีขวาที ก็มีแต่จะเห็นทิศทางที่เรากำลังจะถูกซัดไป จนบางครั้งเราก็อาจหลงลืมว่าตัวเรานั้นกำลังอยู่ที่ใด คลื่นเหล่านั้นอาจกร่อนวิญญาณของเราให้ผุพังและด้านชา ลอยเปะปะไปตามกระแสที่เชี่ยวกราก ... จนวันหนึ่ง เราต้องมาถามตัวเองอย่างท้อแท้ว่า เราเกิดมาเพื่ออะไรกัน?

ในเวลาแบบนั้น แทนที่จะแหวกว่ายอย่างเอาเป็นเอาตาย หากเราแหงนหน้ามองท้องฟ้าเพียงสักพัก ก็จะเห็นหมู่ดาวสุกสว่างระยิบระยับ ณ เบื้องบน ภาพเหล่านั้นอาจไม่ได้ช่วยปลดเปลื้องความเหนื่อยล้า ไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผลแต่หนหลัง ไม่ได้ช่วยทำนายว่าคลื่นลูกต่อไปจะมาจากทางไหน แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้เราได้รู้ว่า ขณะนี้เรายังมีชีวิตอยู่ บนโลกใบเดิม ใต้แผ่นฟ้าเดิมๆ ที่ดวงดาราจะยังคงส่องแสงแห่งความหวัง เพื่อนำทางเหล่ามนุษย์ผู้ดิ้นรนแสวงหา ไปอีกตราบนานเท่านาน

โลกเราอาจ "หมุนเวียน" ไปได้ เพราะ "ความเป็นจริง"

แต่มันก็ "สวยงาม" ได้ด้วย "ความใฝ่ฝัน" เช่นเดียวกัน

 

แด่อัศวินกล้า ผู้กอบกู้ความใฝ่ฝัน: ดอน กิโฆเต้ แห่งลามันช่า

 

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปล. 1 ขอปรบมือให้ทีมนักแสดงทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจมส์ เรืองศักดิ์ ที่สวมบทของแซร์บันเตส/ ดอนกิโฆเต้ได้เนียนซะจนผมคิดว่าเขาเปลี่ยนตัวแสดงนำแล้วซะอีก (ฮา) มาจำได้ก็เอาช่วงเกือบกลางเรื่องโน่น

ปล. 2  รีวิวนี้ กินเนื้อหาได้แค่ช่วงต้นกับช่วงท้ายของเรื่องเท่านั้นเอง รายละเอียดส่วนอื่นๆ มีเยอะมากจนเขียนได้ไม่หมด ถึงแม้การแสดงที่รัชดาลัยเธียเตอร์จะหมดรอบฉายไปแล้ว แต่ถ้ามีโอกาสไหนที่จะมีการแสดงเรื่อง "สู่ฝันอันยิ่งใหญ่" ขึ้นอีกครั้ง ผมขอแนะนำว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ

 

 
 
 

 

พวกเราคงเคยได้ฟังข่าวอาชญากรรมสะเทือนขวัญ หรือเปิดบันทึกเรื่องราวของมนุษย์ในช่วงรอยต่อที่ผันผวนแห่งอารยธรรมเช่น สงครามโลก สงครามกลางเมือง การล่าอาณานิคม การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ฯลฯ แทบทุกหน้าของประวัติศาสตร์เหล่านั้นล้วนแฝงไปด้วยความเลวร้ายของมนุษย์ การทรมาน การค้าทาส การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หลายหลากรูปแบบเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการถึง และบางครั้งก็วิปริตพิศดารเสียจนเพียงแค่ได้ฟังคำบอกเล่าก็รู้สึกคลื่นไส้

ตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่ๆ เฉพาะในศตวรรษที่ผ่านมาเช่น:

  • [The Holocaust] การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว (1933-1945): 600,000 ชีวิต
  • [Nanking Massacre] การสังหารหมู่ที่นานกิง (1937-1938): 500,000 ชีวิต
  • [Rape of Rwanda] การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่รวันดา (1994): 1,000,000 ชีวิต

ขอย้ำว่านี่เป็นเพียงรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ทุกคนรู้จักกันดีเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วยังมีความสูญเสียอีกมากที่เกิดขึ้นในต่างกรรมต่างวาระ ตัวเลขข้างต้นยังไม่รวมถึงความทรมานก่อนตายและความทุกข์ของคนเป็นอีกมหาศาลที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกัน

หากไม่นับปฏิกิริยาแสดงความรังเกียจ สยดสยอง หรือสงสารต่อความสูญเสียดังกล่าวแล้ว คำถามสำคัญที่น่าจะผุดขึ้นมาในใจของทุกคน น่าจะเป็น:

คิดอะไรกันอยู่?

ทำไมถึงทำได้ลงคอ?

เรามักตอบคำถามข้างตันได้เพียงในชั่วอึดใจ ด่าประนามเหล่าผีร้ายในจิตวิญญาณของผู้ก่อการอุบาทว์เหล่านั้น สาปส่งความอำมหิตไร้มนุษยธรรม ร้องเรียกความยุติธรรมแทนผู้คนที่ล้มตายอย่างไร้ค่า และผลักไสพวกมันออกจากสังคมของพวกเรา ด้วยคำว่า ไปตายซะ...
.
... อันเป็นคำพูดเดียวกันกับของเหล่าฆาตกร ในเสี้ยววินาทีที่พวกเขาลั่นไกสังหารผู้บริสุทธิ์
.
แม้เพียงชั่วขณะจิต แต่เราก็รับเอา "มโนสำนึก" แห่งฆาตกรมาแล้ว...
.

คิดอะไรกันอยู่?

ทำไมถึงทำได้ลงคอ?

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

รูปลักษณ์แห่งเทวากับซาตานในภาพของ Escher ด้านล่าง ต่างเกาะเกี่ยวกันสนิทแนบแน่นในพื้นที่วงกลมเดียวกัน...บ้างอาจว่าซาตานเป็นเงาของเทวา บ้างก็ว่า เทวาต่างหากเล่าคือเงาของซาตาน ... บางที Escher อาจจะไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขณะรังสรรค์ผลงานลวงตาชิ้นนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานหลายสิบชิ้นที่ทำให้เขาได้รับชื่อเสียงมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม ปริศนาธรรมที่แฝงอยู่ในภาพก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามกันได้ง่ายๆ เลย

M.C. Escher's [Circle Limit IV]

 

ความคิดหลักที่ ศ.ดร. ฟิลิป ซิมบาร์โด แห่งคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นำเสนอในหนังสือ Lucifer Effect นี้ก็เป็นอย่างเดียวกันกับภาพของ Escher นั่นคือมนุษย์เราต่างมีความเป็นไปได้เท่าๆ กันที่จะเป็นคนดีหรือคนเลว แล้วแต่อิทธิพลของบริบทแวดล้อม (situational influence) หรือถ้าจะเปรียบกับวงกลมข้างบน ก็คงจะเทียบได้กับว่า ณ เวลานั้นเรายืนอยู่บนตำแหน่งที่เป็นสีขาวหรือสีดำ

 

ปกหนังสือ The Lucifer Effect รูปหน้าปกสื่อถึงผลกระทบของความชั่วร้าย (ลูกเหล็กสีดำ) ที่มีต่อคนดี (ลูกเหล็กสีขาว)

 

หลายคนอาจไม่คุ้นเคยชื่อของ ศจ.ซิมบาร์โด แต่อาจเคยได้ยินการทดลองจิตวิทยาหมู่อันอื้อฉาวนาม Stanford Prison Experiment (SPE) ในปี ค.ศ. 1971 กันมาบ้าง โดย ศจ. ซิมบาร์โด ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการทดลองในครั้งนั้น ได้ทำการคัดเลือกอาสาสมัครผู้มีสุขภาพจิตดี และมีระดับการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน มาสุ่มรับบทบาทที่ต่างกัน (ได้แก่ ผู้คุม และนักโทษ) ภายในคุกจำลองที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ... แรกเริ่มเดิมที ศจ. วางแผนไว้ว่าจะทำการสังเกตพฤติกรรมของอาสาสมัครร่วมสิบกว่าชีวิตผ่านทางกล้องวิดีโอและเครื่องบันทึกเทปอย่างต่อเนื่อง และหยุดเมื่อทำการทดลองไปได้สองอาทิตย์

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า พฤติกรรมของเหล่าผู้คุมที่เหี้ยมเกรียมจนควบคุมไม่อยู่ และสภาพจิตของพวกนักโทษที่ยิ่งวันยิ่งดิ่งเหว ทำให้ต้องมีการแทรกแซงการทดลองจากภายนอกบ่อยครั้ง...และในที่สุด ศจ. ซิมบาร์โดก็จำต้องตัดสินใจยุติการทดลองด้วยเวลาเพียง 6 วันเท่านั้น

ศจ. ได้เขียนความคิดเห็นของตัวเองไว้ในบทนำของ Lucifer Effect ว่า "ผมยังรู้สึกผิดบาปมาตลอดเวลากว่าสามทศวรรษ ... เป็นความผิดของผมเองที่หยุดการทดลองครั้งนั้นช้าเกินไป"

คำถามที่ตามมาหลัง SPE นั่นคือ อะไรที่ทำให้เหล่าอาสาสมัครซึ่งเป็นคน "ปกติ" เสียยิ่งกว่าปกติ มีพฤติกรรมและสภาพจิตใจแตกต่างกันเป็นสองกลุ่มอย่างสุดขั้ว ภายในระยะเวลาแค่ไม่ถึงสัปดาห์?

เรามาฟังบทสนทนาระหว่างผู้คุม Hellmann (นามสมมุติ) ที่โหดที่สุด และนักโทษ Clay (นามสมมุติ) ที่ถูก Hellmann ทารุณหนักที่สุดระหว่างการทดลอง SPE ซึ่งตัดมาจากรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งกันก่อนดีกว่า (รายการแพร่ภาพเมื่อ 1 เดือนหลังจากการทดลอง --- อ้างอิงจาก The Lucifer Effect หน้า 193)

Clay: ...ผมเคยอ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้มานะ อ่านมาเยอะแยะแล้วด้วย ผมแค่ไม่เคยมีประสบการณ์ตรงมาก่อนเท่านั้นแหละ ...ผมไม่เคยเห็นคนที่กลายเป็นแบบที่คุณเป็นมาก่อนเลย และผมรู้ดีว่าจริงๆ แล้วคุณ (หมายถึง Hellmann) น่ะเป็นคนนิสัยดี คุณรู้มั้ย? เข้าใจหรือเปล่า?

Hellmann: [ยิ้มและส่ายหน้า] คุณจะไปรู้ได้ยังไง

Clay: รู้สิ ผมรู้ว่าคุณเป็นคนดี ผมไม่เคยเกลียด --

Hellmann: ถ้างั้นทำไมคุณถึงเกลียดผมนักล่ะ?

Clay: เพราะผมรู้ว่าคุณสามารถกลายเป็นคนแบบไหนได้น่ะสิ ผมรู้ว่าคุณจะทำอะไรๆ ได้บ้างเพียงแค่พูดว่า "เฮ้ย กะอีเรื่องแค่นี้เอง" "สถานการณ์มันบังคับน่ะนะ" หรือว่า "แค่สองอาทิตย์เอง เดี๋ยวก็จบแล้ว"

Hellmann: ถ้างั้นเอาเป็นว่า ถ้าเป็นคุณที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบผม คุณจะทำยังไง?

Clay: ...................... ผมไม่รู้ ผม...ตอบไม่ได้...

แม้แต่ผู้ถูกทารุณกรรมเอง ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าถ้าตัวเองต้องสวมบทของผู้กระทำแล้ว เขาจะกลายเป็นคนแบบไหน สถานการณ์เฉพาะบางอย่างอาจทำให้คนดีๆ กลายเป็นคนเลว และคนที่มีเหตุผลที่สุดกลายเป็นคนบ้าไปได้

จากบันทึกการไต่สวนคดีสังหารหมู่ชาวยิว เหล่าอาชญากรสงครามที่ถูกพิพากษาต่างก็มีสุขภาพจิตดีเยี่ยม ไม่ปรากฏร่องรอยของโรคทางจิตหรือความเป็นคนกระหายเลือดแต่อย่างใด พวกเขาเป็นคนปกติเสียจนน่ากลัว ราวกับว่าเป็นคนละคนกับที่ฆ่าชาวยิวหลายร้อยคนลงกับมือ

อีกด้านหนึ่ง ผู้ก่อการส่วนใหญ่ในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่รวันดาเป็นพลเรือน และเป็นเพื่อนบ้านกับเหยื่อที่เพิ่งจะแวะมากินข้าวเย็นจากหม้อเดียวกัน ดื่มเหล้าเฮฮาโต้รุ่งด้วยกัน และเล่นกับลูกๆ ของพวกเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน

เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา?

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เนื้อหาใน The Lucifer Effect แบ่งออกเป็นสี่ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่

  1. บทบรรยายเหตุการณ์ใน SPE อย่างละเอียดชนิดที่ถอดเทปมาแบบคำต่อคำ และ (ศจ.อ้างว่า) ละเอียดที่สุดเท่าที่เคยตีพิมพ์มาในสื่ออื่นๆ
  2. รวมงานวิจัยภาคสนามเชิงจิตวิทยาสังคม ว่าด้วยเงื่อนไขภายนอกที่มีผลสนับสนุนการกระทำชั่วของมนุษย์ ซึ่งสามารถขยายผลอภิปรายและปรับใช้ได้อย่างกว้างขวางในสถานการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เห็นแก่ตัว, คนเมืองใหญ่ที่ไร้น้ำใจ, เกรียนเทพในโลกออนไลน์, งานรับน้องสยองขวัญ, วัฒนธรรมการคอรัปชั่นในองค์กร, สงครามกลางเมือง, ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป, การพิพากษาล่าแม่มด, ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฯลฯ
  3. เจาะลึกเหตุการณ์ฉาวที่ทหารอเมริกันถูกเปิดโปงว่าทรมานพลเรือนอิรักในเรือนจำ Abu Ghraib ระหว่างที่ทำการเข้ายึดอิรักในปี ค.ศ. 2003 โดยการนำสิ่งที่ได้จาก SPE มาใช้อธิบาย รวมถึงการลากเอาความชั่วร้ายในสายบังคับบัญชา และในระดับนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลบุชจูเนียร์มาตีแผ่
  4. ปิดท้ายด้วยการแนะนำวิธีต่อสู้กับ "ซาตาน" ที่อาจมาล่อลวงคุณให้ทำชั่วได้ทุกเมื่อ หรือด้านกลับของเนื้อหาสามช่วงแรกที่ ศจ. เรียกว่า [จิตวิทยาแห่งวีรชน]

ข้อเสียเพียงไม่กี่ประการของหนังสือเล่มนี้ อาจอยู่ที่รายละเอียดที่มากเกินไปของส่วนที่ 1 และ 3 จนอาจทำให้ผู้อ่านที่นิยมสาระแบบเนื้อๆ เน้นๆ รู้สึกว่าจังหวะการเล่าเรื่องจะอืดเกินไปบ้าง อีกอย่างหนึ่งคือ ศจ. จะเน้นย้ำประเด็นสำคัญเดิมๆ ของเขาตลอดเล่มจนน่าเบื่อในบางช่วง แต่เข้าใจเขาว่าทำไปเพื่อผลในการโน้มน้าวเปลี่ยนทัศนคติของคนอ่านครับ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทส่งท้ายรีวิว

ท่านผู้ชมบล็อกอาจอ่านแค่รีวิวนี้แล้วสงสัยว่า จริงหรือที่คนเราจะทำชั่วได้ถึงเพียงนี้? หากฉันไปเป็นตำรวจเยอรมันในช่วงสงครามโลก ฉันจะฆ่าคนยิวได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ หรือ? ... บ้างอาจรู้สึกต่อต้าน บ้างอาจไม่เชื่อถือ บ้างอาจคิดว่านี่เป็นการลดความชอบธรรมในการพิพากษาโทษหนักแก่นักโทษคดีอุกฉกรรจ์หรือเปล่า? นี่เป็นการแอบแฝงความคิดทางการเมืองที่เป็นอุดมคติจนไม่สามารถปฏิบัติได้จริงใช่หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม ศจ. ซิมบาร์โด ได้ย้ำอยู่เสมอในข้อความของทุกบทว่า เจตนารมณ์ของเขาไม่ได้ต้องการหาความชอบธรรมให้แก่การกระทำผิด คนที่ทำผิดนั้นสมควรถูกลงโทษ หากแต่เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงอิทธิพลของบริบทแวดล้อมต่อพฤติกรรมมนุษย์ และสร้างเกราะเพื่อคุ้มกันใจของเราให้รอดพ้นจากหลุมพรางของสังคมที่คอยกระตุ้นให้พวกเราทำความชั่ว

เป็นที่น่าสังเกตว่า ศจ. เลือกใช้คำ [Lucifer] แทน [Satan] ในชื่อหนังสือของเขา โดยลูซิเฟอร์เป็นชื่อของซาตานเมื่อครั้งยังเป็นเทวฑูตชั้นสูงสุดบนสวรรค์ และนามของลูซิเฟอร์ก็หมายถึง [ผู้นำพาแสงสว่าง] อันศักดิ์สิทธิ์...ก่อนที่ลูซิเฟอร์จะก่อกบฏและถูกขับไล่กลายมาเป็นจอมปีศาจนามซาตาน ผู้ดูหมิ่นพระเจ้าและล่อลวงมนุษย์ให้ตกสู่วังวนแห่งบาป

หนึ่งในบาปเจ็ดประการที่ชักพาให้ลูซิเฟอร์ตกสวรรค์คือ Pride หรือความเย่อหยิ่งอหังการ ความเชื่อมั่นถือดีในตัวเองจนประมาทอำนาจแห่งบาปร้ายแรงข้อที่เหลือ ความเย่อหยิ่งนี้ทำให้ลูซิเฟอร์สำคัญผิดว่าตัวเองสามารถเทียบเทียมพระเจ้าได้ และเป็นชนวนแห่งความริษยาพระเจ้า ความอาฆาตมาดร้าย และบาปประการอื่นๆ ในเวลาต่อมา ดังนี้ Pride จึงถูกจัดให้เป็นบาปหนักที่สุดในมวลบาปร้ายแรงทั้งเจ็ดของศาสนาคริสต์ ซึ่งถ้าจะเทียบเคียงกับคำสอนทางพุทธศาสนา มันก็คือความยึดมั่นถือมั่นในอัตตา ข้าดีข้าแน่ ประมาทในทางธรรมจนสุดท้ายก็สายเกินแก้ เมื่อพบว่าตัวเองได้หลงผิดถลำลึกจนก่อบาปกรรมสาหัสลงไปเสียแล้ว

ชื่อ The Lucifer Effect นี้จึงนับเป็นอุทาหรณ์สอนใจ ว่าแม้แต่ฑูตสวรรค์ผู้สูงส่งอย่างลูซิเฟอร์ก็ยังพ่ายเพราะความประมาทจนกลายเป็นมารร้ายแสนอัปลักษณ์

ขอให้มนุษย์เดินดินอย่างเราๆ ท่านๆ ได้ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทต่อเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้ายที่รายล้อมตัวเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเถิด

 

Gustave Dore's [The Fall of Lucifer], ภาพประกอบมหากาพย์ Paradise Lost

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ: เยี่ยมชมเว็บไซท์ของหนังสือได้ที่ www.lucifereffect.com