Disclaimer: เอนทรี่นี้มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องส่วนสำคัญของภาพยนตร์อย่างไม่เกรงใจผู้อ่าน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องย่อ 

คุณปู่คาร์ล เฟรดริกเซน ชายชราอายุ 78 ปี ตัดสินใจดัดแปลงบ้านไม้ของตนเองให้กลายเป็นเรือเหาะพลังลูกโป่งอัดฮีเลียม หักหางเสือสู่ทวีปอเมริกาใต้แดนลับแล เพื่อหนีจากชีวิตที่ไร้ญาติขาดมิตรและจืดชืดภายหลังจากที่คุณย่าเอลลี ภรรยาสุดที่รักเสียชีวิตไป และเพื่อสานต่อสัญญาชั่วชีวิตระหว่างเขาและเอลลีที่ว่าจะออกผจญภัยไปด้วยกัน โดยมีเพื่อนร่วมทางจำเป็นคือรัสเซลล์ ลูกเสือน้อยบอยสเกาท์วัยใสอายุ 8 ขวบ ที่เข้าหาตาเฒ่าขี้ยัวะคนนี้เพราะต้องการลายเซ็นของปู่แกไปรับเข็มกลัดบำเพ็ญประโยชน์ของลูกเสือชิ้นสุดท้าย การผจญภัยของทั้งสองนำมาซึ่งอุปสรรคและบทเรียนของชิวิตมากมาย...ในนามแห่ง "การผจญภัย"

 

ใครเป็นคนตั้งชื่อไทยว่า "ปู่ซ่าบ้าพลัง" ฟระ?

บทนำ [UP]

จากการความใฝ่ฝันที่ท้าทายกำแพงอันสูงลิบใน Ratatouille, บทโรแมนติกของหุ่นยนต์ที่มีนัยเสียดสีมนุษย์ยุคบริโภคนิยมใน Wall-E, งานอนิเมชั่นระดับสุดยอดของพิกซาร์ยังคงเกาะมาตรฐานเดิมได้อย่างเหนียวแน่นทั้งในแง่ของมุขตลกและความคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังไม่ลืมที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อให้บทภาพยนตร์ของพวกเขามีสาระที่ลุ่มลึกมากขึ้นเรื่อยๆ จนแม้ในขณะที่ผู้ชมวัยเด็กกำลังหัวเราะอย่างสนุกสนาน ก็อาจมีผู้ใหญ่หลายคนปาดน้ำตาด้วยความซาบซึ้งอยู่ข้างๆ

UP อาจทำให้เด็กเล็กถึงวัยรุ่นเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจมุมมองของ "ผู้ใหญ่งี่เง่า" บางคน ในขณะเดียวกันก็กระตุกเตือนให้หัวใจของผู้ใหญ่หวนรำลึกถึงสิ่งสำคัญที่เขาทำตกหาย จนอาจทำให้เขากลายเป็นคน "งี่เง่า" ไปโดยไม่รู้ตัว

แค่ชื่อเรื่อง [UP] ซึ่งเป็นคำที่ "ติดบวก" สุดๆ เพียงคำเดียว ก็มีนัยมากมาย แฝงไว้อย่างน่าคิด

รัสเซลล์เป็นตัวแทนของเด็กเล็ก ซึ่งล้วนต้องการที่จะ grow UP (เติบโต) และ look UP to someone (ชื่นชมใครสักคน)

และปู่คาร์ลซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ ก็ต้องการที่จะ head UP (ภาคภูมิใจ) และ raise UP their spirits (ปลุกเร้าจิตวิญญาณ)

ความปรารถนาที่จะ UP ของทั้งรัซเซลล์และคาร์ล ถูกผูกติดและโยงร้อยกันเอาไว้ ณ ปลายลูกโป่งหลากสีสัน ... ล่องลอย "ขึ้น" ไปบนท้องฟ้าสีคราม...

 

 


 

[บ้าน: คำมั่นสัญญา]

บ้าน เป็นนัยสัญลักษณ์ประจำตัวของปู่สุดซ่า และเป็นสัญลักษณ์ชิ้นสำคัญที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งถูกนำมาใช้ซ้ำนำเสนอได้ตลอดทั้งเรื่อง บ้านไม้เก่าคร่ำคร่ามีกลิ่นอายของคุณย่าเอลลี ข้าวของเครื่องใช้ของทั้งสอง และเป็นของดูต่างหน้าความทรงจำกว่า 70 ปีของคุณปู่คาร์ล ถือกำเนิดใหม่เป็นครั้งที่สองในชีวิตของมัน เพื่อไล่ตามความฝันที่ไม่เคยถูกเติมเต็ม คาร์ลพาวิมานลอยหลังนี้มุ่งสู่อเมริกาใต้ด้วยความนัยว่าเพื่อพา "เอลลี" ออกไป "ผจญภัย" ด้วยกันตามคำมั่นสัญญา

ออกเดินทางไม่เท่าไร คาร์ลก็พบว่าบ้านหลังเดิมบนท้องฟ้าไม่อาจต้านพายุฝนได้ดีเท่ากับเมื่อครั้งที่มันยังอยู่บนพื้นดิน ในขณะนั้นอะไรบางอย่างก็ "สั่นไหว" ไปพร้อมกับตัวบ้าน ปู่คาร์ลได้แต่พะวักพะวนอยู่กับการรักษาถ้วยชามแห่งความทรงจำไม่ให้แตกสลาย และปล่อยให้นักบินมือใหม่อย่างรัสเซลล์คอยรับมือกับลมมรสุม

ลางร้ายส่อเค้าท่ามกลางฝนซัดกระหน่ำ แต่กระนั้นสายตาฟางของคาร์ลก็ยังคงจับจ้องอยู่แต่กับตัวบ้านและตัวบ้าน...

 


 

[เข็มกลัด: เป้าหมาย]

สายสะพายเข็มกลัดบำเพ็ญประโยชน์ของลูกเสือเป็นนัยสัญลักษณ์ประจำตัวของรัสเซลล์ "เด็กน้อยตามตำรา" ผู้พึ่งพาแต่ความรู้จากหนังสือคู่มือแม้กระทั่งในการกล่าวทักทาย

ความรู้ อุปกรณ์เสริม และลำดับขั้นตอนมากมายในคู่มือของรัสเซลล์ไม่ค่อยมีบทบาท แต่ก็เพียงพอที่จะสื่อกับคนดูได้ตามสาร เป้สนามใบโตของรัสเซลล์ถูกกล่าวถึงน้อยมาก เป็นนัยว่ามันไม่แทบเคยมีประโยชน์กับการเดินทางภาคปฏิบัติ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะรัสเซลล์ยังอ่อนประสบการณ์เกินกว่าที่จะงัดมันออกมาใช้ได้ตามสถานการณ์ อีกทั้งเด็กน้อยเองก็ยังอุ้ยอ้ายจนต้องอายคุณปู่คาร์ลที่ฟิตปั๋ง และัแน่ไม่แพ้เด็กปอสี่

ซึ่งขัดแย้งเหลือเกิน กับสายสะพายของรัสเซลล์ที่ประดับประดาไปด้วยเข็มกลัดรับรองวิทยฐานะนับสิบๆ ชิ้น...

สิ่งที่ขาดหายไปสำหรับรัสเซลล์ มีเพียง "การช่วยเหลือคนชรา" เท่านั้นจริงหรือ?

รัสเซลล์ซึ่งยังไม่รู้ถึงเรื่องราวที่ผิดพลาดของตัวเอง เดินตามปู่คาร์ลไปต้อยๆ อย่างสงบเสงี่ยม...

 


 

[บ้าน: ความผูกพัน]

ทุกครั้งที่บ้านของปู่คาร์ลประสบอุปสรรค ลูกโป่งหลากสีจะแตกกระจายดังโป้งป้าง บ้านของปู่ก็ลดระดับลงเรื่อยๆ ขมวดเวลาแห่งการผจญภัยของคาร์ลและเอลลี่ให้สั้นลงทุกที คาร์ลเห็นดังนั้นก็ได้แต่เร่ง...เร่งฝีเท้าเพื่อนำบ้านและคุณเอลลี่ไปสู่จุดหมายก่อนที่เวลานั้นจะมาถึง...แต่เขายังคงไม่รู้ตัวว่ามีอะไรที่ผิดพลาดไปอย่างมหันต์ในเรื่องราวของตัวเอง

เมื่อใกล้ถึงจุดหมาย คาร์ลและรัสเซลล์พบกับ ชาร์ลส์ มึนทซ์ อดีตนักผจญภัยมีชื่อ ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่คาร์ลและเอลลีเสมอมา พร้อมกับเรือเหาะคู่ใจของมึนทซ์นาม Spirit of Adventure (จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย) มึนทซ์ตามล่านกหายากเพียงตัวเดียวบนแผ่นดินร้างผู้คนนี้มาหลายสิบปีเพื่อเกียรติยศในฐานะนักสำรวจ คาร์ลพบว่าฮีโร่ในดวงใจของเขาหมกมุ่นอยู่กับการออกผจญภัยจนเสียสติ และคลุ้มคลั่งหมายจะเอาชีวิตเขา คาร์ลและรัสเซลล์เผ่นหนีออกจาก [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] มึนทซ์ไล่ตามคาร์ลได้ทันและเผาบ้านของคาร์ลเสียบางส่วน พร้อมทั้งลักพาตัวนกหายากที่อยู่กับคาร์ลไป

การผจญภัยที่เป็นความใฝ่ฝันของเขาและภรรยาเปลี่ยนแปลงมนุษย์ไปได้ถึงเพียงนี้? หนทางที่คาร์ลกำลังเดินอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วจริงหรือ? แล้วเอลลี่เล่า...เอลลี่ต้องการเช่นนี้จริงๆ หรือ?

 

มึนทซ์ทำเพื่อกู้เกียรติยศที่เหลือเพียงธุลี คาร์ลทำเพื่อความฝันที่ไม่มีวันหวนกลับ

ในขณะที่มึนทซ์ทำร้ายจิตใจของคาร์ลอย่างร้ายกาจ คาร์ลก็ทรยศรัสเซลล์ได้อย่างแสนสาหัส

... เขาสองคนต่างกันที่ตรงไหน?

 

ความขัดแย้งเด่นชัดขึ้นท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ แต่กระนั้นมือไม้เหี่ยวยานของคาร์ลก็ยังง่วนอยู่กับการช่วยเหลือบ้านแสนรักของเขา...

 

 

[เข็มกลัด: เครื่องประดับ]

ภายหลังมึนทซ์จากไป รัสเซลล์ผู้ผิดหวังในตัวคาร์ล ได้เหวี่ยงสายสะพายติดเข็มกลัดซึ่งเป็นนัยสัญลักษณ์ประจำตัวทิ้งลงกับพื้น เขาได้เรียนรู้มามากเกินพอจากชายชรางี่เง่าทั้งสองคน...เกินพอเสียจนเกินจะทน เด็กน้อยประกาศก้อง

 

"ผมไม่เอาไอ้นี่แล้ว!"

 

รัสเซลล์เติบโตขึ้นมาก เขารู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร อีกทั้งแยกแยะได้ว่าเวลาไหนเป็นเวลาที่ควรทิ้งอะไรไว้เพื่อรักษาสิ่งใด และนั่นคือจิตใจของนักผจญภัยโดยแท้ ที่จะยอมละทิ้งสัมภาระบางอย่างไว้กลางทางเพื่อรักษาชีวิต วินาทีนั้นเด็กน้อยสำนึกถึงความผิดพลาดลำดับแรกของตนเองที่คิดออกผจญภัยเพื่อเอาอะไรบางอย่างกลับไป เขาคิดถูก มิฉะนั้นในที่สุดเขาก็จะกลายเป็นเพียง "นักล่า" และผู้ใหญ่งี่เง่าอย่างมึนทซ์

เข็มกลัดทั้งพวงนั้นท่าทางจะหนักอยู่ไม่น้อย บางทีที่รัสเซลล์ดูคล่องแคล่วขึ้นในช่วงหลัง อาจเป็นเพราะเขาได้กำจัด "น้ำหนักถ่วง" ออกไปพ้นร่างกายแล้วก็เป็นได้

เบาโปร่ง โล่งสบาย...ยิ่งกว่าลูกโป่งนับพัน

 

 

[บ้าน: สัมภาระ] 

รัสเซลล์ทิ้งเข็มกลัดและไล่ตามมึนทซ์ไป แต่คาร์ลกลับนั่งจับเจ่าอยู่ในบ้าน...บ้านเก่าที่แสนคุ้นเคย บ้านเหาะพลังลูกโป่งลอยฟ้า...บ้านวิเศษที่พาเขาบินหนีจากอเมริกา ... เพื่อมาขังตัวเองซ้ำซากอยู่บนทวีปอเมริกาใต้

ภายหลังจากได้อ่าน "บันทึกการผจญภัย" ของคุณเอลลี่ คาร์ลก็ตระหนักถึงความผิดพลาดของเรื่องราวในส่วนของเขา

 




"การผจญภัยของคุณเอลลี่" คือการได้พบกับคาร์ล ตกหลุมรัก แต่งงาน ใช้ชีวิตคู่อย่างเรียบง่าย ตื่นรับวันใหม่โดยมีคาร์ลอยู่เคียงข้าง ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดหลายสิบปี แม้จะไม่ได้ไปบุกป่าฝ่าดงที่อเมริกาใต้ แต่ชีวิตที่ร่าเริืงสดใสของเธอทั้งหมดนั้นคือการผจญภัย คือช่วงเวลาที่เธอภาคภูมิใจเป็นที่สุด

 

"ขอบคุณที่ผจญภัยร่วมกันมา ต่อไปเป็นตาของเธอแล้วนะที่จะออกผจญภัยครั้งใหม่ -- เอลลี่"

 

 

คาร์ลได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากประโยคเพียงสั้นๆ นั้น เป็นต้นว่าการผจญภัยเป็นประสบการณ์ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ จึงไม่มีใครออกผจญภัยแทนกันได้ และหากไม่ยอมละวางอะไรบางอย่างเพื่อจากมา เราก็ไม่อาจออกผจญภัยแม้เพียงก้าวเดียว

ปู่คาร์ลเพิ่งจะเข้าใจว่า การที่เขาพาบ้านและทุกสิ่งในชีวิตของเขาติดตัวมาผจญภัยด้วยเป็นเรื่องโง่อย่างยิ่ง เขาไม่เคยออกผจญภัยเลย เพียงแต่ขังตัวเองอยู่ในคุกที่เขาเรียกว่าบ้าน และจนถึงตอนนี้เขาไม่เคยเดินไปที่ไหนเลยเพราะมัวแต่เฝ้ารักษาสัมภาระขนาดยักษ์ที่เขาเรียกว่าบ้าน

คาร์ลลากจูงบ้านมาจนถึงที่หมา่ย? ... ตรงกันข้าม เป็นบ้านต่างหากเล่า ที่คอยล่ามรั้งคาร์ลเอาไว้ตลอดมา และในขณะที่บ้านมีอิทธิพลเหนือคาร์ล น้ำหนักของมันก็ได้กดทับตัวตนของเขาไว้ คาร์ลไม่้เคยเป็นนายของตัวเอง ดังนั้นแม้จะเป็นนายของสุนัขสักตัว เขาก็ยังทำไม่ได้

 



บทสรุป [Spirit of Adventure]

คาร์ลตื่นจากความฝันของเอลลี และตัดสินใจเหวี่ยงข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านทิ้งไปทั้งหมด บ้านลอยฟ้าที่ปลอดสัมภาระจนเบาหวิวกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง คราวนี้คาร์ลเป็นนายเหนือตัวเองและบ้าน เขาบังคับบ้านไล่กวดเรือเหาะ [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] ไป คาร์ลเข้าสมทบกับรัสเซลล์ หยุดยั้งมึนทซ์เอาไว้ได้ และช่วยชีวิตนกที่ถูกลักพาไปได้อย่างงดงาม

เหตุการณ์ชุลมุนพาคาร์ลและรัสเซลล์ขึ้นไปอยู่บนเรือเหาะของมึนทซ์ เขาสองคนกลับบ้านพร้อมกับ [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] และปล่อยวาง [ความทรงจำของเอลลี] ไว้...ให้พักผ่อนอย่างสงบ บนดินแดนลับแลที่เธอเฝ้าใฝ่ฝัน

คาร์ลกลับมาใช้ชีวิตอย่างธรรมดาในเมือง แต่ทุกวันของเขานับจากนี้ไปจะเป็นการผจญภัย นั่นเป็นเพราะ [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] ที่สูญหายไปเนิ่นนานได้กลับมาสถิตอยู่ในหัวใจของชายชราอีกครั้ง และแม้จะอยู่ห่างไกลเกินเอื้อมคว้า แม้ไม่อาจมองเห็นด้วยตา แต่คาร์ลก็รู้ดีว่า [ความทรงจำของเอลลี่] ก็จะยังคงสถิตอยู่ ณ ที่นั่น...เหนือธารน้ำตกที่สูงราวกับว่าจะนำทางไปถึงสรวงสวรรค์...ตราบจนชั่วนิรันดร

 


 --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

EDIT: เพิ่มเติม ในส่วนของตัวร้าย ชาร์ลส์ มึนทซ์ นั้น มีนัยสัญลักษณ์ประจำตัวคือ "สุนัข" ซึ่งสื่อถึงนักล่า (hunter) ที่ไม่เลือกวิธีการ และสามารถเฝ้ารออยู่ที่เดิมนิ่งๆ ได้นานเท่านานเพื่อเหยื่อที่หมายตาไว้ บทวิเคราะห์หลักด้านบนกล่าวว่าการออกผจญภัยโดยยึดติดกับเป้าหมายแรกมากจนเกินไป ทำให้มึนทซ์เปลี่ยนแปลงจาก "นักสำรวจ" ไปเป็น "นักล่า" ในที่สุด

เราอาจเปรียบเทียบ "ปริมาณ" ความเป็นนักล่าของมึนทซ์ได้จากจำนวนสุนัขของเขาที่เพิ่้มขึ้นตามเวลา (ก่อนที่เขาจะหายตัวไปจนถึงเวลาที่ได้พบกับคาร์ล) และภาพของฝูงสุนัขหลายร้อยตัวที่เพิ่มจำนวนและอาศัยอยู่ภายในเรือเหาะ Spirit of Adventure ก็อาจสื่อถึงการที่ [จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย] ของมึนทซ์ ถูก [จิตใจนักล่า] กลืนกินไปในช่วงเวลาหลายสิบปีที่เขาตามหานกยักษ์

ผู้ชมบางท่านอาจมองว่า ปลอกคอพูดได้ของเหล่าสุนัขนั้น เป็นมุขตลกที่ดูขัดตาไปสักหน่อย แต่หากจะมองอีกมุมหนึ่ง การที่มึนทซ์ประดิษฐ์ปลอกคอเหล่านี้ขึ้นมา ก็สื่อได้อย่างอ้อมๆ แต่ชัดเจนว่าตัวมึนทซ์นั้น "เหงา" มากเพียงใดที่ต้องอยู่บนทวีปร้างนั้นนา่นกว่าหลายสิบปีครับ เป็นความเหงาในระดับที่อาจทำให้คนๆ นึงที่เคยเข้มแข็ง เสียสติไปได้โดยไม่น่าแปลกใจเลย

มึนทซ์เป็นตัวร้ายของ Pixar ที่ผมชอบรองมาจาก Syndrome จากเรื่อง The Incredibles ครับ

 

 

หลังจากห่างหายกันไปกว่า 11 เดือน ก็กลับมาอีกครั้งกับซีรี่ย์ที่(ดอง)ยาวที่สุดใน exteen นะครับ คราวนี้สัญญาว่าจะเร่งให้จบรวดเดียว ไม่อู้งานอีกแล้วจ้า~

สำหรับผู้ที่ต้องกาีรทบทวนตอนเก่าๆ เชิญคลิกหน้าหลักที่นี่ได้ตามอัธยาศัยครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Disclaimer: มุขเสียดสีในเอนทรี่นี้มีการใช้ภาษาที่รุนแรงพอประมาณ และพฤติกรรมที่ไม่น่าเอาอย่างสำหรับเด็กดี กรุณาใช้วิจารณญาณในการรับชม เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีควรได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Sarcasm คือมุขที่กระตุ้นการเปลี่ยนแปลง [อารมณ์ความรู้สึก] ของผู้รับมุขอย่างปัจจุบันทันด่วน และใช้การที่สมองปรับอารมณ์ตามสิ่งเร้า (มุข) ไม่ทันจึงทำให้เกิดความเกินคาดและความขำื บ้างก็ว่ามุขเสียดสีเป็นตลกดิบหรือตลกระดับสัญชาตญาณ สาเหตุไม่ใช่เพียงเพราะเป็นการเล่นกับ [อารมณ์] แต่เป็นเพราะการเล่นมุขเสียดสีนั้นมักเป็นการเล่นกับ [อารมณ์ด้านลบ] ของคนซะมาก โดยอารมณ์ลบที่นำมาเสียดสีกันบ่อยที่สุดคือ ความโกรธ, ความกลัว, ความอับอาย, และความรู้สึกผิด ตามลำดับ แม้แนวคิดที่เอาความกลัวหรือความโกรธมาเล่นตลกจะฟังดูแปลกไปสักหน่อย แต่ถ้าลองนึกถึงโรงภาพยนตร์ที่ฉายหนังสยองขวัญ ก็จะพบว่ามีคนดูไม่น้อยเลยที่หัวเราะคิกคักหลังจากเพิ่งกรี๊ดกับฉากผีโผล่มาหมาดๆ กระบวนการซึ่งอาศัยความหวั่นไหวทางอารมณ์เช่นว่าให้เป็นประโยชน์ต่อการเล่นมุข ก็คือมุขตลกสายเสียดสีนั่นเอง

ทฤษฎีเก่าบางบทอ้างว่าเสียงหัวเราะวิวัฒนาการมาจากเสียงที่ลิงใช้ร้องเตือนภัยกันภายในฝูง หากทฤษฎีนี้เป็นจริงก็อาจถือได้ว่าการเสียดสีเป็นมุขตลกที่เก่าแก่ และเข้าใจง่ายที่สุดในบรรดาตลกทั้ง 6 สาย อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันกับการควบคุม-ระบายออกแรงขับทางสัญชาตญาณของมนุษย์ในฐานะสัตว์สังคมอย่างลึกซึ้ง

สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างคือกลไกการเสียดสีจะเข้าไปเจืออยู่ในการเล่นมุขสายอื่นๆ อยู่ไม่มากก็น้อย จนกล่าวได้ว่าการเล่นมุขที่ปราศจากการเสียดสีโดยสิ้นเชิงนั้น ทำได้ยากกว่าการเล่นมุขสไตล์อื่นเพียวๆ เช่น การ์ตูนล้อการเมือง เป็นมุขที่ล้อเลียนหน้าตาและลักษณะเด่นของนักการเมือง แต่แปลงเอาความไม่พอใจของผู้อ่านที่มีต่อนักการเมืองคนนั้น มาเสียดสีให้เป็นเรื่องน่าขำ เป็นต้น

มุขเสียดสีสุดเบสิก ก็เช่นมุขที่มีไว้แขวะ แดกดัน กวนทีน หรือแอบด่าคนอื่นนั่นแล


 

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตัวอย่างของมุขเสียดสีอื่นๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน

#1 ตลกเสียดสีเสียบรรยากาศ ทำลายความรู้สึกด้านบวกของฝ่ายตรงข้ามให้ราบคาบ! วิธีการก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่คุณพูดหรือทำอะไรที่ขัดแย้งกับบรรยากาศอันรื่นรมย์ คุณก็จะได้มุขหนึ่งมุขมาใช้งานในบัดดล ... ยิ่งตรงข้ามและยิ่งขัดแย้งก็จะยิ่งขำ

ตัวอย่างมุขแนวนี้ก็เช่น พูดเรื่องสกปรกบนโต๊ะอาหาร, บรรยายเรื่องปฎิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นและภาวะโลกร้อนท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง, หรือแม้กระทั่งตดในห้องแอร์ พวกนี้เป็นมุขชวนเสียบรรยากาศทั้งสิ้นครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

# 2


 

 

ตลกเสียดสีซ้ำด้ำพลอย หากมีใครซักคนรู้สึกไม่ดีเพียงเล็กน้อย ก็จงเหยียบย่ำความรู้สึกอันต่ำต้อยของอีกฝ่ายให้ติบลบจมธรณี! ทำทีลูบหลังแล้วค่อยตบหัวนั้นหนาคือกลยุทธ์สุดคลาสสิก! ความโกรธสุทธิที่ได้จะแปรเปลี่ยนเป็นความขำ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

# 3

 

 

ตลกเสียดสีเสริมศักดา ยกหางตัวเองให้เว่อร์เลอเลิศปาน InWuุตs จงอย่าละอายใจ! ไม่ต้องกระดากปาก! กรุณาฟังอีกครั้ง! สิ่งสำคัญของกระบวนท่านี้อยู่ที่ใส่ความเกินจริงจนน่าหมั่นไส้ และจัดให้เว่อร์สุดๆ เพื่อให้อีกฝ่ายเก็ทว่าเราเล่นมุข ถ้าเราเล่นมุขนี้แบบเหนียมๆ จะได้ผลทางตรงกันข้าม นั่นคือคนรับมุขจะไม่เก็ทมุขและพาลเหม็นขี้หน้าเราไปอย่างถาวร

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

# 4

 


 

 

ตลกเสียดสีเสื่อมอัตตา (deprecation) เล่นง่าย ยิงไว โดนใจ แสบทรวง เพียงเล็งไปที่อีโก้ของใครซักคน แล้วหยิบเอาปมด้อยหรือความภูมิใจของอีกฝ่ายเป็นหัวข้อมุข ยิงเท่าไหร่ก็ได้ผลเท่านั้น แต่ขอให้จงระวัง! ปฏิกิริยาที่รุนแรงทั้งในแง่ของเสียงหัวร่อและบาทากำลังรอคุณอยู่

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

# 5 ตลกเสื่อมอัตตาย้อนศร (autodeprecation, self-deprecation) นอกจากมุขตลกอันชั่วร้ายทั้งหลายตามด้านบนแล้ว ก็ยังมีมุขเสียดสีด้านสว่างเป็นความหวังแด่ผู้ฝักใฝ่การเสียดสี แต่อนิจจาหนทางแห่งการเสื่อมอัตตาย้อนศรนั้นช่างคับแคบยิ่ง เพราะนิยามของมันคือการจงใจเสียดสีอารมณ์ด้านลบหรือปมด้อยของตัวผู้ยิงมุขเอง ทั้งนี้เพื่อย้อนศรให้กลไกแห่งการเล่นมุขทั้งหมดไปตกอยู่กับฝ่ายตรงข้าม เสมือนหนึ่งว่าผู้รับมุขคือผู้ยิงมุข มุขนี้จึงเป็นมุขสำหรับผู้อุทิศตน ผู้สละอัตตาเพื่อบรรลุวิชาศาสตร์แห่งมุข! ...อา! ผมควรจะเรียกมันว่าเป็นมุขพ่อพระ หรือมุข SM ดีฟระนี่ ?!

 

มีเรื่องเล่าว่าอับราฮัม ลินคอร์น เคยถูกนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามด่าว่าเป็น “พวกตีสองหน้า”

... คำตอบโต้ของลินคอร์นคือ

“คุณครับ ถ้าผมมีสองหน้าจริง ผมจะเอาไอ้หน้าตาพรรค์นี้ออกมาให้คนอื่นมองทำไม?”

 

ข้อดีมากๆ ของมุขเสื่อมอัตตาย้อนศรคือ เป็นกาีรชิงลงมือก่อนเพื่อลดโอกาสที่คนอื่นๆ จะมาถากถางเรา[ด้วยประสงค์ร้าย] ซึ่งเป็นเทคนิกที่ได้ผลชะงัดในการเข้าสังคม และยังเป็นการตอบโต้ผรุสวาทของคนอื่นด้วยการแปรให้เป็นเรื่องขำขัน ซึ่งจะทำให้ผู้ไม่หวังดีต่อเราเสียเซลฟ์ไปโดยอัตโนมัติ เพราะยิ่งด่าเราแรงเท่าไหร่ ก็ยิ่งเท่ากับยิ่งหลวมตัวมาร่วมวงเล่นมุข เป็นคณะตลกตึ่งโป๊ะกับเรามากขึ้นเท่านั้นเอง

ผู้เชี่ยวชาญมุขเสื่อมอัตตาย้อนศรมักแขวะตัวเองก่อนจะแขวะคนอื่น หรือถ้าใครแขวะตัวเอง ก็จะแขวะตัวเองแถมไปให้อีกดอก ก่อนจะหัวเราะร่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนประเภทนี้มักมีเพื่อนเยอะ และมีสุขภาพจิตที่แข็งแรงเป็นพิเศษครับ :)

<<ใครอยากดูปูทันเล่นมุขเสื่อมอัตตาย้อนศร กรุณารอชมตอนของมุขสายล่อเป้าแทนนะครับ ผมจะยำตัวเองจนไม่เหลือซากเลย เหอๆ ^^; >>

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

EXTREME CAUTION: มีคนเคยเปรียบเปรยว่ามุขเสียดสีก็เหมือนกับเหล้า ดื่มเล็กน้อยพอเฮฮาเข้าสังคม แต่ดื่มแล้วต้องรู้ขีดจำกัด ถ้ามากไปก็จะอ้วกแตกหรือไม่ก็ตีกันตาย

มุขสายนี้ห้ามเล่นพร่ำเพรื่อ ควรเล่นให้น้อยแต่ได้ผลที่สุดเท่าที่จะทำได้ (แม้จะเป็นมุขเสื่อมอัตตาย้อนศร แต่หากเล่นมากไปก็จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดจนจิตตกได้เหมือนกัน) หรืออาจใช้การผสมกับโค้ก...เอ๊ย มุขสายอื่น...เพื่อให้เหล้า...เอ๊ย มุขเสียดสี...ไม่บาดคอ...เอ๊ย บาดใจ ...จนเกินไปนัก

ย้ำอีกครั้งว่าก่อนเล่น ขอให้ประเมินอีกฝ่ายให้ดี ว่าอยู่ในสภาพที่พร้อมจะขำไปกับมุขของเราหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจแม้แต่น้อยก็อย่าเล่น เพราะความรู้สึกของมนุษย์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และ หากผลร้ายที่สุดของการเล่นมุขสายอื่นๆ คือมุขแป๊ก ผลร้ายที่สุดของตลกเสียดสีก็คือการเสียเพื่อนครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

มุขของแถม กับกระบวนท่าที่กวนทีนขึ้นไปอีกขั้น แต่เป็นตัวสาธิตอย่างดีว่าทักษะมุขสายเสียดสีนั้นสัมพันธ์กับความสามารถในการควบคุมอารมณ์อยู่มาก

 

You Don't Mess With Putan
 

 

ตลกเสียดสีสนองโทสะ ครับผม

(กรุณาใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด)

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขออุทิศพื้นที่ท้ายเอนทรี่นี้ ขออภัยเหยื่อทั้งหลายที่เคยโดนผมเสียดสีไปครับ m(_ _)m

 

…แต่มันก็ขำจริงๆ นะปู~ lol

 

แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ

(ซะที่ไหนกันละเฟร้ย!!)